เลขาฯรู้สึกกังขาเรื่องบทบาทหน้าที่และความสำคัญของ สูท มานานแล้ว แต่เดิมเห็นว่าเป็นเรื่องระเบียบมารยาทของ คนมีเงินที่ไม่จำเป็นต้องสนใจ เพราะไม่ใช่โลกที่ต้องไปข้องเกี่ยวด้วย เพียงแต่เห็นว่า ถ้าท่านผู้มีเงินมีอำนาจจะถอดชุดสูทแบบฝรั่งออกเสีย หันมาใส่ผ้าไทยแบบโปร่งสบายเข้ากับดินฟ้าอากาศบ้านเราแล้วล่ะก็ ประเทศไทยคงสามารถประหยัดค่าแอร์ลงได้อีกมาก

    

     ช่วงสองสามปีมานี้ วัฒนธรรม ใส่สูท ไม่ทราบว่าติดมากับไข้หวัดนกหรืออย่างไร  ได้แพร่ระบาดอย่างหนักหน่วง ถึงขนาดเข้าไปในสถานศึกษาต่างๆ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาเอกชน มักจะบังคับให้นักเรียนซื้อสูทราคากว่าสองพันบาท อ้างว่าเป็นหนึ่งในเครื่องแบบที่จำเป็นต้องมี ตัวอย่างที่เลขาฯเห็นใบเสร็จมากับตา คือที่โรงเรียนปัญญาภิวัฒน์ของเซเว่นอีเลฟเว่น เก็บค่าสูทราคาสองพันสี่ร้อยบาทจากหนิงไปเมื่อปีที่แล้ว

     

     เดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัยในความดูแลของรัฐก็ไม่น้อยหน้า น้องคนหนึ่งเพิ่งเข้าเรียนพยาบาลที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โทร.มาคุยกันวันนี้ เล่าว่า เมื่อวันนี้รุ่นพี่มาบอกว่า พรุ่งนี้ให้เอาค่าชุดสูทมาจ่าย ราคาสองพันบาท น้องเขาตกใจมาก เพราะเงินที่มีอยู่ก็ทยอยจ่ายออกไปกับค่าเทอมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เหลืออยู่เพียงประมาณพันบาทเท่านั้น เงินสองพันบาทสำหรับเขาไม่ได้เสกขึ้นมาง่ายๆ พ่อกับแม่เองก็ทำไม่ได้เช่นเดียวกันในเวลาข้ามคืนเช่นนี้

     

     เลขาฯงุนงงสงสัยเหลือเกินแล้ว ว่าชุดนักศึกษาที่บังคับให้ใส่ยังสุภาพไม่พอหรืออย่างไรกัน จึงต้องให้มีชุดสูทขึ้นมาเป็นอีกเครื่องแบบหนึ่ง ซึ่งราคาของมันสามารถซื้อชุดนักศึกษาธรรมดาได้อย่างน้อยสี่ชุด หรือมหาวิทยาลัยจะคิดว่า นักศึกษาที่ยากจนอย่างไรก็สามารถกู้เงินจากรัฐบาลได้ คงไม่ลำบากอะไร  หากท่านผู้บริหารคิดกันอย่างนั้นจริงๆล่ะก็ โปรดอย่าลืมว่านักศึกษาเหล่านี้ไม่ได้ได้เงินจากรัฐบาลมาฟรีๆ แต่เงินนี้คือ หนี้ ที่จะต้องแบกไปชดใช้ในภายภาคหน้า และคงไม่มีใครบ้าอยากเป็นหนี้เพราะซื้อสูท ที่ปีหนึ่งจะได้ใช้สักกี่ครั้งก็ยังไม่รู้