Past  Simple  Tense  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเสร็จสิ้นในช่วงระยะเวลาอันสั้นในอดีต  หรือใช้ในการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำหรือเป็นนิสัยในอดีต

รูปประโยคบอกเล่า

Subject (ประธาน)  +  verb 2  +  กรรม (ส่วนขยาย)

  

 1.วิธีสร้างประโยค               

1.เราใช้กริยาช่อง 2 กับประธานในประโยค  ไม่ว่าประธานนั้นจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  เช่น  

He  lived  in  Bangkok  until  he  was  fourteen.

 (เขาอยู่ในกรุงเทพฯจนกระทั่งเขาอายุสิบสี่)               

They  watched  the  television  last  night.  (เขาทั้งหลายดูทีวีเมื่อคืนที่แล้ว)              

The  students  stood  under  a  tree  when  it  began  to  rain.

(นักเรียนยืนอยู่ใต้ต้นไม้เมื่อฝนตก)               

สำหรับ  verb  to  be  เราใช้

I / He / She / It  +  was

You / We / They  +  were

 

เช่น

She  was  at  home  yesterday  morning.(หล่อนอยู่บ้านเมื่อเช้านี้)

The  hotel  was  very  comfortable.(โรงแรมสะดวกสบายมาก)

We  were  tired  after  the  trip.(พวกเรารู้สึกเหนื่อยหลังจากเดินทาง)               

2.มีคำวิเศษบอกเวลา  (adverb  of  time)  เพื่อบอกให้รู้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  ได้แก่                ago  (ผ่านมาแล้ว)    yesterday  (เมื่อวานนี้)      last  night / week / year  (คืนที่แล้ว / สัปดาห์ / ปี  ที่แล้ว)   the  other  day  (สองสามวันก่อน)    in  +  ..  (ที่ผ่านมา)   เช่น

The  teacher  bought  a  new  car  three  days  ago.(ครูซื้อรถคันใหม่เมื่อสามวันก่อน)

He walked to  school  yesterday.(เขาเดินไปโรงเรียนเมื่อวานนี้)

I  passed  the  exam  last  year.

(ฉันสอบผ่านปีที่แล้ว)

The  tourists  left  the  hotel  the  other  day.(นักท่องเที่ยวออกจากโรงแรมเมื่อสองสามวันก่อน)

His  father  died  in  1987.(พ่อของเขาตายเมื่อปี ค..1987)

3.มีคำวิเศษที่แสดงความถี่  เช่น  always , often , everyday , usually etc. เพื่อให้รู้ว่าเป็นปกติวิสัย  หรือเกิดขึ้นสม่ำเสมอในอดีต  เช่นWhen  I  was  a  child  I  always  went  to  the  seaside  in  April.(เมื่อฉันเป็นเด็กฉันมักจะไปทะเลในเดือนเมษายนเสมอๆ)

He  usually  got  up  at  seven  o’clock  last  year.(เมื่อปีที่แล้ว  เขาตื่น  7  โมงเช้าเป็นประจำ)

4.ใช้กับกริยา  used to  +  v.1  =  เคยทำในอดีต  ซึ่งหมายถึงการกระทำนั้นเคยทำแล้วในอดีต  แต่ปัจจุบันการกระทำนั้นไม่ได้เกิดขึ้นอีก  เช่น

My  mother  used  to  work  in  a  bank  years  ago.(แม่ของฉันเคยทำงานที่ธนาคารปีที่แล้ว)

I  used  to  play  tennis  on  Sunday.(ฉันเคยเล่นเทนนิสในวันอาทิตย์)5.ถ้าในประโยคมีกริยาช่วย can , may , will , shall ต้องเปลี่ยนกริยาช่วยเหล่านี้เป็น  could , might , would , should + กริยาช่องที่ 1 เช่นYou  should  do  your  homework.(คุณควรจะทำการบ้านของคุณ)

รูปประโยคปฏิเสธ

ประธาน + did not (didn’t) + กริยาช่องที่ 1

                 

รูปประโยคคำถาม

Did  +  ประธาน  +  กริยาช่องที่ 1

               

                หรือ

Question  Words  +  did  +  ประธาน  +  กริยาช่องที่ 1

2.การเปลี่ยนประโยคบอกเล่าให้เป็นประโยคปฏิเสธและประโยคคำถาม               

1.ถ้าในประโยคนั้นมีกริยาแท้  เราใช้ did มาช่วยในการทำให้เป็นประโยคปฏิเสธ  และเติม not หลัง did  ให้เป็นกริยาช่องที่ 1  เมื่อเป็นประโยคคำถาม  เรานำ did มาไว้หน้าประธานของประโยค  และเปลี่ยนกริยาแท้ในประโยคให้เป็นกริยาช่องที่ 1 เช่น                               

We  played  tennis  yesterday. (เราเล่นเทนนิสเมื่อวานนี้)                               

 We  didn’t  play  tennis  yesterday.                               

Did  we  play  tennis  yesterday?                               

 My  friends  go  to  the  movie  last  night.                               

 (เพื่อนของฉันไปดูหนังคืนที่แล้ว)                               

My  friends  go  to  the  movie  last  night.                               

Did  my  friends  go  to  the  movie  last  night? 

2.ถ้าในประโยคนั้นมีกริยาช่วย  เราสามารถเติม not หลังกริยาช่วยในประโยคปฏิเสธ  และนำกริยาช่วยนั้นมาวางไว้หน้าประโยคในประโยคคำถามได้  เช่น

 ประโยคปฏิเสธ

ประธาน  +  กริยาช่วย  +  not  +  กรรม (ส่วนขยาย)

                ประโยคคำถาม

กริยาช่วย  +  ประธาน  +  กรรม (ส่วนขยาย)

 

                เช่น

They  were  late  last  night. (เขามาสายเมื่อคืนที่แล้ว)                               

They  weren’t  late  last  night.                               

Were  they  late  last  night?    

สำหรับ  v. to have ถ้า “have”  แปลว่ามี  เมื่อทำเป็นประโยคปฏิเสธ  สามารถเติม  not  หลัง  have  ได้เลย  และเมื่อทำเป็นประโยคคำถาม  สามารถนำ have มาไว้หน้าประโยค  หรืออาจจะใช้  did มาช่วยก็ได้  เช่น                               

 Susan  had  a  new  pencil(ซูซานมีปากกาด้ามใหม่ 1 ด้าม)                               

Susan  hadn’t  a  new  pencil.  หรือ Susan  didn’t  have  a  new  pencil.                               

Had  Susan  a  new  pencil?  หรือ   Did  Susan  have  a  new  pencil?               

แต่ถ้า have ไม้ได้แปลว่ามีเมื่อทำเป็นประโยคปฏิเสธและประโยคคำถาม  ต้องใช้ did มาช่วย  เช่น                               

Your  brother  didn’t  a  headach.                               

Did  your  brother  have  a  headach? 

3.การตอบประโยคคำถาม                 

 1.ถ้าในประโยคนั้นมีกริยาช่วยอยู่แล้ว  นำกริยาช่วยนั้นมาตอบคำถาม  เช่น 

Were  they  at  the  party?(เขาอยู่ที่งานปาร์ตี้ใช่ไหม)                               

Yes, they  were. 

Yes, they  were  at  the  party.                               

No, they  weren’t. 

No, they  weren’t  at  the  party.                

2.ถ้าในประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย  Question  Words  ต้องเปลี่ยนกริยาแท้ให้เป็นช่องที่ 1  เช่น                               

Where  did  she  go  yesterday?                               

(หล่อนไปที่ไหนเมื่อวานนี้)                               

She  went  to  the  market.(หล่อนไปตลาด)                               

Did  you  study  English?                               

(คุณเรียนภาษาอังกฤษใช่ไหม)                               

Yes, I  did.  Yes, I  studied  English.                               

No, I  didn’t.  No, I  didn’t  study  English.

4.การเปลี่ยนรูปกริยาให้เป็นช่องที่ 2               

1.เติม  ed  ท้ายกริยาช่องที่ 1

help           helped       helped         ช่วยเหลือ

want          wanted      wanted        ต้องการ

walk          walked     walked         เดิน          

2.กริยาที่ลงท้ายด้วย  e เติม d ท้ายกริยาช่องที่ 1

arrive                       arrived                                      arrived                                      มาถึง

 dance                      danced                                      danced                                      เต้นรำ

close                        closed                                       closed                                       ปิด      

3.กริยาที่ลงท้ายด้วย y ให้เปลี่ยน  y  เป็น  i  แล้วเติม  ed

study                  studied              studied               เรียน

hurry                  hurried             hurried               รีบ

carry                  carried             carried              ถือ,แบก

 

                ยกเว้น หน้า  y  เป็นสระ  เติม ed ได้เลย

 stay              stayed                     stayed                                       อยู่

 play          played                        played                                       เล่น             

 4.กริยาที่มีพยางค์เดียว  มีสระตัวเดียว  ให้เติมพยัญชนะตัวสุดท้ายแล้วจึงเติม  ed

plan                      planned                                     planned                                    วางแผน

 stop                     stopped                                     stopped                                     หยุด

drop                     dropped                                     dropped                                ตก ,หล่น          

 5.กริยาที่ลงท้ายด้วย l ให้เติม l อีกตัวก่อนแล้วจึงเติม ed  

quarel             quarelled                   quarelled                   ทะเลาะ   

travel             travelled                    travelled                   เดินทาง               

 6.กริยาบางตัวเปลี่ยนรูป  เช่น  

 buy                     bought                                       bought             ซื้อ  

catch                   caught                                       caught             จับ  

fight                    fought                                       fought             ต่อสู้ 

 sing                    sang                                          sung             ร้องเพลง 

ring                     rang                                          rung             สั่น(กระดิ่ง) 

drink                   drank                                        drunk             ดื่ม  

stand                   stood                                         stood              ยืน 

 swing                 swang                                       swung            แกว่ง 

sleep                    slept                                         slept             นอน 

keep                     kept                                         kept             เก็บรักษา 

win                      won                                         won            ชนะ 

run                        ran                                         run              วิ่ง

ride                       rode                                       rode (ridden)  ขับ

 get                        got                                        got (gotten)    ได้รับ