ได้เข้าเรียนเรื่องสมองเมื่อวานนี้ ในขณะที่โรงเรียนกำลังอบรมการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้แบบ Backward Design ซึ่งเป็นเรื่องเก่าๆ แต่นำไปใส่กล่องที่ชื่อ Backward Design นั่นเอง
ในขณะที่นั่งอ่านการบรรยาย   ผนวกกับความรู้และข้อมูลที่ได้รับมาตลอด 3 สัปดาห์  จึงทำความเข้าใจด้วยตนเองว่า....ครูอ้อยควรจะยืนและจับมั่นในสิ่งใด  
ดีแล้วสมควรแล้วที่.......ผละออกมาจากการอบรมเรื่อง..Backward Design  .แล้วมาเข้าอ่านการบรรยายด้วยตนเองในครั้งนี้  
ยังมีอีกหลายแขนงที่ต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะจัดหรือออกแบบการเรียนรู้   
ซึ่งทางราชการได้กำหนดให้ครู  และเป็นเรื่องสำคัญด้วย   ที่ครูจะต้องนำความรู้ที่ได้รับและนำไปใช้ในการออกแบบการเรียนรู้แบบ   Backward Design  เพื่อการเลื่อนวิทยฐานะ....
ได้มีเพื่อนครู  ได้วัดแววกับครูอ้อยเรื่องนี้  ถามแบบเข้าใจ  แต่ครูอ้อยก็เรียนตอบไปตามความเข้าใจ   เรื่องนี้  มิได้เป็นสูตรตายตัวที่จะนำไปใช้ให้เหมือนกันได้    ยังต้องนำความรู้นี้มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องราวของตนเอง   นั่นคือประเด็น 
ทำไมครูอ้อยจึงถอย...และไม่เข้ารับการอบรมเรื่อง..Backward Design  ก็เพราะครูอ้อยได้ถึงปลายทางแล้ว   และจะรีบเดินทางต่อไปในทางใหม่   โดยเพื่อนๆครูยังเดินทางสายเก่าอยู่..นั่นเอง...
วันนี้  ในบันทึกนี้   ...สรุปมาจากการเรียนรู้เมื่อวานนี้  เรื่องของสมอง  ..
สมองจะเรียนรู้ได้ดี..เมื่อมีสิ่งที่จูงใจ   สิ่งจูงใจจะชักนำให้สมองสนใจผลิตความรู้  และบันทึกข้อมูลในเรื่องที่ต้องการให้เรียนรู้  เป็นการตะล่อมสร้างกรอบให้กระบวนการเรียนรู้ดำเนินไปตามเจตจำนงของครูผู้จัดการเรียนรู้  ซึ่งเป็นผู้หาสิ่งจูงใจต่างๆ  นั้นมานำเสนอ  ถ้าสิ่งจูงใจนั้นไม่สามารถจูงใจสมองได้  สมองจะจัดการบันทึกข้อมูลแบบไม่มีคุณภาพ  หรือ  ไม่ยอมบันทึกไว้เลย.... 
สมองจะเรียนรู้ได้ดี..เมื่อมีสิ่งนั้นน่าสนใจ   สมองไม่มีความสามารถที่จะทำงานกับข้อมูลทุกอันได้   สมองจึงมีกระบวนการเลือก  คัดกรอง  เฉพาะสิ่งที่น่าสนใจเท่านั้นเข้าสู่การรับรู้ของสมอง   ....
สมองจะเรียนรู้ได้ดี..เมื่อมีความตั้งใจ  ความตั้งใจเป็นกระบวนการของจิตใจ  เป็นสิ่งกำกับกระบวนการเรียนรู้   ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ  เมื่อเราสนใจ  เรามักจะมีความตั้งใจด้วย  ถ้านักเรียนมีเหตุผลเพียงพอ   หรือ  มีเป้าหมายของตนเอง  นักเรียนจะกระตุ้นตัวเอง  และขับเคลื่อนให้เกิดความตั้งใจ  เพื่อดำเนินกระบวนการให้ไปสู่เป้าหมายนั้นอย่างรู้ตัว  
สมองนักเรียนขับเคลื่อนโดยเป้าหมาย....แรงบันดาลใจ  ความทะยานอยาก  ความใฝ่ฝัน  และการวางแผนของนักเรียนเอง  ทุกๆเป้าหมาย  ทุกๆความฝัน  จะมุ่งอนาคตของตัวนักเรียนเอง  เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ที่มีเป้าหมาย  จึงเป็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 
สมองเลือกเรื่องที่จะเรียน.....สมองเรียนรู้ได้ดี  เมื่อตัดสินใจว่า  จะเรียนรู้  เช่น  เมื่อนักเรียนตัดสินใจว่า  จะหัดขี่จักรยาน   หรือจะหัดว่ายน้ำ  สมองเรียนรู้ได้ดี  มีประสิทธิภาพอย่างน่าอัศจรรย์ 
สมองไม่เรียนเรื่องไร้เป้าหมาย....สมองมักจะดูเชื่องช้า  งุ่มง่าม  เมื่อสมองรู้สึกว่า  เรื่องที่จะเรียนนั้นไร้เป้าหมายที่แน่ชัด  เช่น  เมื่อเรียนเรื่อง  สมการ  หรือหัดสะกดคำ  ตามที่ครูสอน 
สมองเรียนรู้ได้ดี...เมื่อสมองมีเวลา  สร้างความหมาย  ให้ข้อมูล  การเรียนรู้ส่วนมาก  มักเน้นสอนเนื้อหาจำนวนมหาศาลให้แก่นักเรียน  ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่มีเวลาพอ  สำหรับสมองนักเรียนที่จะ  สร้างความหมาย  ให้แก่ข้อมูลที่รับเข้าไป  เมื่อข้อมูล..ไม่มีความหมายสำหรับสมอง  สมองจะไม่บันทึกข้อมูลนั้น  หรือบันทึกไว้ในระบบความทรงจำระยะสั้น (Short Term Memory)  
เราบอกให้นักเรียนตั้งใจเรียนได้ไหม.....  ถ้าทำได้  ความตั้งใจนั้นจะอยู่ในระยะสั้น  เพราะเป้าหมาย ....เพียงเพื่อทำตามที่ครูขอร้อง    หรือ  ไม่ให้ถูกทำโทษ  แต่น่าจะใช้พอได้  เฉพาะช่วงชั้น..ประถมปลายเท่านั้น  เพราะโดยทั่วไปความสามารถควบคุมโดยเหตุผล  และการวางแผนระยะยาว  ซึ่งควบคุมโดยสมองสั่งการล่วงหน้า (Perfrontal Cortex) ยังพัฒนาสมบูรณ์ไม่มากพอที่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  จนกว่า  จะถึงวัยทำงานที่มีความรับผิดชอบ  ...
จะเห็นได้ว่า  การทำงานของสมองนั้น  มีความสำคัญที่เรา...ครูผู้จัดการเรียนรู้  จะต้องคำนึงถึงอย่างมาก 
ครูอ้อยเปินครูระดับชั้นประถมศึกษา  ยัง...บังคับให้นักเรียนสนใจเรียน..ตั้งใจเรียนได้อยู่  เพราะนักเรียนยังอยู่ในวัยที่ต้องทำตามคำสั่ง....ครูอ้อยต้อง..นำ..  สิ่งที่จูงใจ   สิ่งนั้นน่าสนใจ   ความตั้งใจ     เป้าหมาย   สร้างความหมาย   บอกให้นักเรียนตั้งใจเรียน   ผนวกกัน  ให้กลมกลืน   แล้วจึงนำมาใช้ในการออกแบบการจัดการาเรียนรู้แบบ Backward Design ต่อไป
เมื่อนักเรียนก้าวเข้าสู่วัยมัธยม   ครูผู้จัดการเรียนรู้จะบังคับนักเรียนไม่ได้แล้ว....ง่ายๆแค่นี้เอง  การเรียนรู้เรื่องสมองก่อนการจัดออกแบบการเรียนรู้...