ผมยังไม่อยากเลิกคุยหรือนั่งดูสิ่งของที่ท่านวางไว้หรอกครับ เพียงแต่สังเกตว่าท่านคงจะหิว เพราะว่าเห็นนั่งกินขนมเด็ก(ขนมปังเวเฟอร์) พร้อมกับยกขวดน้ำเปล่าใส่ปาก ผมเดินกลับมาหาท่านอีกพร้อมกับกาแฟเย็น 2 กระป๋อง ผมยื่นให้คุณแม่สุรางค์ ซึ่งนั่งบนม้านั่งอยู่ใกล้ๆ ก่อน คุณแม่ท่านยกมือใหว้ขอบคุณด้วยความอ่อนช้อย ตามประสาคนเมือง
   หลังจากได้บันทึกเรื่อง ได้พบท่านฤาษีหลงมาจากป่าเขาภาค 1  แล้วต้องปล่อยวางไปสองวัน  ผมต้องขออภัยท่านที่รอติดตามอ่านตอน 2 มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ  เนื่องจากผมต้องปฏิบัติภารกิจ  จนทำให้เหน็ดเหนื่อย  อ่อนล้า  เผลอหลับไป 
   หากท่านได้เข้าไปอ่านบันทึกและติดตามดูลิ้งค์ที่ให้ไว้  คงทราบกันแล้วนะครับว่าท่านฤาษีที่ผมได้เจอและพูดคุยด้วยคือ อาจารย์ชูชาติ  พรหมพันธุ์   ท่านเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน  สบแม่รวม  อ.แม่แจ่ม  จ.เชียงใหม่ 
 
    ท่าน เล่าให้ฟังว่า  ท่านได้ลาออกจากราชการ  เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2549  มานี้เอง  ท่านได้รับบำนาญเพียงหมื่นกว่าบาท  ออกมาทำเกษตรแบบพอเพียงอยู่ที่บ้านในอำเภอสันกำแพง และใช้ชีวิตแบบพอเพียง  ท่องเที่ยวแบบพอเพียง  ท่านชอบของเก่า (ยกเว้นเมียเก่า แล้วท่านก็หัวเราะ แฮะๆ) 
    วันนี้ท่านมาจากเชียงใหม่จะเดินทางต่อไป จ.กระบี่  รอลูกสาวซึ่งมาเรียนอยู่ มหา'ลัยรามคำแหง  ลูกสาวท่านเรียนจิตวิทยา  ในขณะที่เล่าถึงลูกสาวท่านก็เปิดภาพลูกสาวตอนประกวดนางนพมาศ  วันลอยกระทงให้ดูพร้อมกับเป่าขลุ่ย  ร้องเพลง "กระทงหลงทาง" ให้ฟังด้วย  พร้อมยังบอกว่าใครมีมะกรูดมาแลกมะนาว    ซึ่งดูแล้วท่านพูดคุยได้แบบ Infinity ผมอ้าปากค้างอยู่หลายครั้ง  ว่าจะพูดบ้างแต่ท่านไม่ยอมให้พูด  ผมจึงขอเป็นผู้ฟังที่ดีต่อไป
     หลังจากท่านพูดไป เป่าขลุ่ยไป บ้างก็ลุกขึ้นมาเล่นโยคะ  ให้คนดู  และก็พูดว่า  "ถ้าไม่กลัวเมียว่า  ผมเอาหมวกออกมาวาง  แล้วครับนี่  ได้ห้าสิบหกสิบ  ก็กินข้าวได้มื้อหนึ่งแล้ว"  แต่พอพูดจบท่านก็หยิบหมวกออกมาหงายจริงๆ คนนั่งดูก็หย่อนให้ 10 บาท  ผมยังไม่หย่อน  ท่านก็บอก " น้องหย่อนสิ  ได้สิบบาทแล้ว " ผมล้วงในกระเป๋ากางเกง  มีเหรียญบาท 3 เหรียญ แบงค์ 500 อยู่ใบหนึ่ง  จะให้ 3 บาทก็ดูจะน่าเกลียด  จะให้แบ็งค์ 500 ก็กลัวท่านจะไม่ทอน  จึงถือโอกาสขอตัวเดินจากไปก่อน
    ผมยังไม่อยากเลิกคุยหรือนั่งดูสิ่งของที่ท่านวางไว้หรอกครับ  เพียงแต่สังเกตว่าท่านคงจะหิว  เพราะว่าเห็นนั่งกินขนมเด็ก(ขนมปังเวเฟอร์) พร้อมกับยกขวดน้ำเปล่าใส่ปาก  ผมเดินกลับมาหาท่านอีกพร้อมกับกาแฟเย็น 2 กระป๋อง  ผมยื่นให้คุณแม่สุรางค์  ซึ่งนั่งบนม้านั่งอยู่ใกล้ๆ ก่อน คุณแม่ท่านยกมือใหว้ขอบคุณด้วยความอ่อนช้อย  ตามประสาคนเมือง 
      และ อีก 1 กระป๋องผมให้ท่านฤาษี  ท่านรีบยกมือใหว้แล้วพูดชมทันที "น้องนี่รู้ใจจริงๆ  รู้ว่าผมยังไม่ได้กินกาแฟ  น่าจะมาเร็วกว่านี้  พึ่งกินขนมหมด"  ผมนั่งยองๆคุยกับท่านฤาษีอยู่นานจนเมื่อยขาแล้ว  จึงลุกหันมาคุยกับคุณแม่สุรางค์บ้าง  เรื่องราวที่คุณแม่สุรางค์เล่าประวัติและชีวิตของท่านและครอบครัวก็น่าติดตามและตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน  โปรดรอติดตามอ่านบันทึกตอนต่อไปนะครับ