โปรแกรมนี้ ผมไม่ขอเรียกว่าการอบรม แต่จะจัดในรูปของการร่วมกัน สะท้อนคิด ฉุกคิด รวมศีรษะกันคิด แล้วเอาจุดที่คิดได้ ออกมาคลี่ดูแผนที่ความคิด แล้วทดลองออกแบบว่า ถ้าเห็นโจทย์เป็นเช่นนี้แล้ว พวกเราเข้าใจและมีมุมมองเรื่องเศรษฐกิจครัวเรือน เศรษฐศาสตร์ชุมชนอย่างไร

 

วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่มหาชีวลัยอีสานจะได้พบปะ ข้าราชการหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งบรรจุเข้ามารับราชการสดๆร้อนๆของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เขาใช้ชื่อว่าการเดินทางดูงานฝึกอบรมทางไกล ข้าราชการบรรจุใหม่ ผมชื่นชมแนวคิดนี้มาก ไม่ใช่เพราะเขามาที่นี่นะครับ เขาไปที่ไหนก็ได้ขอให้การเริ่มต้นชีวิตราชการได้เห็นและตระหนักความเป็นจริงของญาติร่วมแผ่นดิน ว่าตอนนี้ชาวบ้านยืนอยู่บนปัญหาอะไร และมีวิถีชีวิตเป็นอย่างไร

   

(ข้าราชการยุคนี้ต้องเรียนรู้วิธีทำงานเชิงรุก ..

..ลุกจากเก้าอี้ เข้าๆออกๆในชุมชนได้อย่างไม่เคอะเขิน)

เท่าที่ดูรายละเอียดชาวคณะนี้พบว่ามี นักเศรษฐกร นักสถิติ นิติกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์แผน บุคลากร  นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นักวิชาการพัสดุ นักประชาสัมพันธ์ เจ้าพนักงานธุรการ ตั้งแต่ระดับ4-8 รวม 25 คน ที่จะมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเรา 3 วัน 2 คืน 18-20 ..50

โปรแกรมนี้ ผมไม่ขอเรียกว่าการอบรม แต่จะจัดในรูปของการร่วมกัน สะท้อนคิด ฉุกคิด รวมศีรษะกันคิด แล้วเอาจุดที่คิดได้ ออกมาคลี่ดูแผนที่ความคิด แล้วทดลองออกแบบว่า ถ้าเห็นโจทย์เป็นเช่นนี้แล้ว พวกเราเข้าใจและมีมุมมองเรื่องเศรษฐกิจครัวเรือน เศรษฐศาสตร์ชุมชนอย่างไร จะทำยังไงกับการบ้านที่จะนำกลับไปปฏิบัติงานในหน้าที่บริหารเศรษฐกิจชุมชน ให้ฟื้นจาก

อาการทุนหาย กำไรหด มาเป็น พอลืมอ้าปาก กินอิ่มนอนอุ่น ไม่หัวซุกหัวซุนทิ้งถิ่นไปหางานทำ 

เรื่องหนี้สินเกษตรกรที่เคยเป็นดินพอกหางหมู ตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนเป็นปูนซีเมนต์พอกหางหมู ซึ่งมันจะแก้ไขปัญหายุ่งยากขึ้น จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เช่น ขณะนี้ชาวบ้านไม่สนใจที่จะมาฝึกอบรมหาความรู้ : ซึ่งก็น่าจะมาจากหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่นในมุมมองของท่านอาวุโส ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า

..การเรียนรู้ด้วยตนเอง  เรียนรู้คนเดียวโดดๆเป็นเรื่องยาก   มีวิธีเรียนรู้ที่ง่ายกว่าคือ การรวมตัวกันเรียนรู้เป็นกลุ่ม   เรียนรู้จากการนำเอาความรู้ไปปฏิบัติ   ต่างคนต่างคิดหาวิธีปฏิบัติ   แล้วนำเอาประสบการณ์จากการปฏิบัติมา ลปรร.กันในกลุ่ม  มีการจดบันทึกเพื่อให้การเรียนรู้เกิดต่อเนื่อง   กระบวนการนี้เรียกว่าการจัดการความรู้ (KM)เป็นที่รู้กันว่า KMที่ได้ผลดีต้องการความเป็นอิสระ  ความเป็นตัวของตัวเอง   ปลอดจากความครอบงำจากภายนอก แต่ที่เป็นอยู่ชาวบ้านถูกครอบงำจากภายนอกอยู่ตลอดเวลา  

โดยเฉพาะหน่วยราชการและพรรคการเมือง   ที่มักเข้าไปจัดประชุมชาวบ้านและแจกเงินค่าเบี้ยประชุม   จนกลายเป็นวัฒนธรรมว่าถ้าจะให้ชาวบ้านมาประชุมต้องแจกเงิน         ชาวบ้านส่วนใหญ่สับสนระหว่างการรวมตัวกันเรียนรู้เพื่อตัวเอง   กับการไปประชุมตามที่หน่วยราชการหรือพรรคการเมืองเรียกประชุม   ซึ่งมีเป้าหมายและธรรมชาติต่างกันแบบคนละขั้ว ผมจึงฟันธงว่า  หน่วยราชการและการที่นักการเมืองหาเสียงกับชาวบ้านเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของชาวบ้าน  

ทำให้เกิดการครอบงำ  เกิดการแจกเงินจนชาวบ้านติดนิสัยรับแจก   ไม่ติดนิสัยเรียนรู้อย่างรู้เท่าทัน ถ้าชาวบ้านจะเรียนรู้ตลอดชีวิต   ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของชาวบ้านและต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้ที่เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน

ผมจึงเอาปัญหาในเรื่องการฝึกอบรมดังกล่าวข้างต้นเป็นโจทย์การบ้าน ให้กับชาวเศรษฐกิจเลือดใหม่ไฟแรงชุดนี้ได้ทำการบ้าน

1.     จะแก้ปัญหานี้อย่างไร

2.     จะเอาใครมาเป็นตัวช่วย

3.     จะเสนอยุทธศาสตร์อะไร ในการจัดการความรู้ภาคประชาชน

4.     จะเปิดทางเลือกใหม่ได้ไหม เช่น

4.1             ประปรุงหลักการและวิธีการฝึกอบรม

4.2             เสนอรูปแบบและชุดความรู้ใหม่

4.3             ปรับปรุงในส่วนวิชาความรู้ฝ่ายราชการให้เหมาะกับชาวบ้าน

4.4             เลิกการปูพรม มาเป็นเน้นสร้างต้นแบบที่ดี

4.5             สร้างความสำคัญของวุฒิบัตร มีหลายเกรด หลายสี เป็นตัวกำหนดความตั้งใจ ความสนใจของผู้รับการอบรม

4.6             จ่ายเงินกู้ตามความรู้ หรือเกรดของวุฒิบัตร

4.7             ตกลงความร่วมมือกับภาคีที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและรูปธรรม