วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่มหาชีวลัยอีสานจะได้พบปะ ข้าราชการหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งบรรจุเข้ามารับราชการสดๆร้อนๆของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เขาใช้ชื่อว่า“การเดินทางดูงานฝึกอบรมทางไกล ข้าราชการบรรจุใหม่” ผมชื่นชมแนวคิดนี้มาก ไม่ใช่เพราะเขามาที่นี่นะครับ เขาไปที่ไหนก็ได้ขอให้การเริ่มต้นชีวิตราชการได้เห็นและตระหนักความเป็นจริงของญาติร่วมแผ่นดิน ว่าตอนนี้ชาวบ้านยืนอยู่บนปัญหาอะไร และมีวิถีชีวิตเป็นอย่างไร
(ข้าราชการยุคนี้ต้องเรียนรู้วิธีทำงานเชิงรุก ..
..ลุกจากเก้าอี้ เข้าๆออกๆในชุมชนได้อย่างไม่เคอะเขิน)
เท่าที่ดูรายละเอียดชาวคณะนี้พบว่ามี นักเศรษฐกร นักสถิติ นิติกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์แผน บุคลากร นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นักวิชาการพัสดุ นักประชาสัมพันธ์ เจ้าพนักงานธุรการ ตั้งแต่ระดับ4-8 รวม 25 คน ที่จะมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเรา 3 วัน 2 คืน 18-20 พ.ค.50
โปรแกรมนี้ ผมไม่ขอเรียกว่าการอบรม แต่จะจัดในรูปของการร่วมกัน สะท้อนคิด ฉุกคิด รวมศีรษะกันคิด แล้วเอาจุดที่คิดได้ ออกมาคลี่ดูแผนที่ความคิด แล้วทดลองออกแบบว่า ถ้าเห็นโจทย์เป็นเช่นนี้แล้ว พวกเราเข้าใจและมีมุมมองเรื่องเศรษฐกิจครัวเรือน เศรษฐศาสตร์ชุมชนอย่างไร จะทำยังไงกับการบ้านที่จะนำกลับไปปฏิบัติงานในหน้าที่บริหารเศรษฐกิจชุมชน ให้ฟื้นจาก
“อาการทุนหาย กำไรหด มาเป็น พอลืมอ้าปาก กินอิ่มนอนอุ่น ไม่หัวซุกหัวซุนทิ้งถิ่นไปหางานทำ”
เรื่องหนี้สินเกษตรกรที่เคยเป็นดินพอกหางหมู ตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนเป็นปูนซีเมนต์พอกหางหมู ซึ่งมันจะแก้ไขปัญหายุ่งยากขึ้น จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เช่น ขณะนี้ชาวบ้านไม่สนใจที่จะมาฝึกอบรมหาความรู้ : ซึ่งก็น่าจะมาจากหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่นในมุมมองของท่านอาวุโส ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า
..การเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้คนเดียวโดดๆเป็นเรื่องยาก มีวิธีเรียนรู้ที่ง่ายกว่าคือ การรวมตัวกันเรียนรู้เป็นกลุ่ม เรียนรู้จากการนำเอาความรู้ไปปฏิบัติ ต่างคนต่างคิดหาวิธีปฏิบัติ แล้วนำเอาประสบการณ์จากการปฏิบัติมา ลปรร.กันในกลุ่ม มีการจดบันทึกเพื่อให้การเรียนรู้เกิดต่อเนื่อง กระบวนการนี้เรียกว่าการจัดการความรู้ (KM)เป็นที่รู้กันว่า KMที่ได้ผลดีต้องการความเป็นอิสระ ความเป็นตัวของตัวเอง ปลอดจากความครอบงำจากภายนอก แต่ที่เป็นอยู่ชาวบ้านถูกครอบงำจากภายนอกอยู่ตลอดเวลา
โดยเฉพาะหน่วยราชการและพรรคการเมือง ที่มักเข้าไปจัดประชุมชาวบ้านและแจกเงินค่าเบี้ยประชุม จนกลายเป็นวัฒนธรรมว่าถ้าจะให้ชาวบ้านมาประชุมต้องแจกเงิน ชาวบ้านส่วนใหญ่สับสนระหว่างการรวมตัวกันเรียนรู้เพื่อตัวเอง กับการไปประชุมตามที่หน่วยราชการหรือพรรคการเมืองเรียกประชุม ซึ่งมีเป้าหมายและธรรมชาติต่างกันแบบคนละขั้ว ผมจึงฟันธงว่า หน่วยราชการและการที่นักการเมืองหาเสียงกับชาวบ้านเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของชาวบ้าน
ทำให้เกิดการครอบงำ เกิดการแจกเงินจนชาวบ้านติดนิสัยรับแจก ไม่ติดนิสัยเรียนรู้อย่างรู้เท่าทัน ถ้าชาวบ้านจะเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของชาวบ้านและต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้ที่เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน
ผมจึงเอาปัญหาในเรื่องการฝึกอบรมดังกล่าวข้างต้นเป็นโจทย์การบ้าน ให้กับชาวเศรษฐกิจเลือดใหม่ไฟแรงชุดนี้ได้ทำการบ้าน
1. จะแก้ปัญหานี้อย่างไร
2. จะเอาใครมาเป็นตัวช่วย
3. จะเสนอยุทธศาสตร์อะไร ในการจัดการความรู้ภาคประชาชน
4. จะเปิดทางเลือกใหม่ได้ไหม เช่น
4.1 ประปรุงหลักการและวิธีการฝึกอบรม
4.2 เสนอรูปแบบและชุดความรู้ใหม่
4.3 ปรับปรุงในส่วนวิชาความรู้ฝ่ายราชการให้เหมาะกับชาวบ้าน
4.4 เลิกการปูพรม มาเป็นเน้นสร้างต้นแบบที่ดี
4.5 สร้างความสำคัญของวุฒิบัตร มีหลายเกรด หลายสี เป็นตัวกำหนดความตั้งใจ ความสนใจของผู้รับการอบรม
4.6 จ่ายเงินกู้ตามความรู้ หรือเกรดของวุฒิบัตร
4.7 ตกลงความร่วมมือกับภาคีที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและรูปธรรม
พ่อคะ
วัฒนธรรมองชาวบ้านในการแจกเงินเพื่อให้เข้าร่วมประชุม เป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้จริง ๆ
ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็เป็นการดีถ้าคิดว่าการให้ชาวบ้านมาประชุม เค้าต้องเสียเวลาในการทำมาหากิน เพราะชีวิตต้องหาเช้ากินค่ำ ก็พอเข้าใจ
แต่กระบวนการที่ไปให้ความรู้ชาวบ้านหรือต้องการให้ชาวบ้านทำอะไร เรา ต้องปรับเปลี่ยน ให้เป็นความต้องการที่มาจากชาวบ้านจริง ๆ โดยข้าราชการ หรือองค์กรเจ้าของเงิน ให้การสนับสนุนในการให้คำปรึกษา
ประเด็นปัญหาพ่อ (เจ้าหน้าที่บุคคลอยากให้ความเห็นบ้าง...นะพ่อนะ)
1. จะแก้ปัญหานี้อย่างไร
สร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชน แต่โดยส่วนมากชุมชนมีการรวมตัวกันได้อยู่แล้วเพียงแต่เราต้องดึงศักยภาพของชุมชนให้เค้าได้เห็นในศักยภาพของตัวเอง และศักยภาพภายในพื้นที่ที่มีอยู่ น่าจะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนได้ดี
2. จะเอาใครมาเป็นตัวช่วย
คนในชุมชนที่คนในชุมชนเคารพนับถือ นำบุคคลตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ ข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง(ลดอัตตาความเป็นข้าราชการด้วย) - - ร่วมด้วยช่วยกัน
3. จะเสนอยุทธศาสตร์อะไร ในการจัดการความรู้ภาคประชาชน
ยุทธศาสตร์ เจาะใจไขความรู้จากชุมชนสู่ชุมชน โดยผ่านกระบวนการการจัดการความรู้ (เท่ห์ดีไหมพ่อ)
4. จะเปิดทางเลือกใหม่ได้ไหม เช่น
4.1 ประปรุงหลักการและวิธีการฝึกอบรม
ส่งผู้นำชุมชุนเข้าอบรมในเชิงลึกให้รู้กระบวนการการนำ และสามารถไปทำต่อในพื้นที่.....ที่ผ่านมาจะเป็นการนำชาวบ้านเข้ามาอบรม รับความรู้ โดยวิธีการต่าง ๆ ไป แต่สิ่งที่เค้ามารับทราบ มาเห็น อาจจะไมห่ใช่สิ่งที่เค้า หรือคนในชุมชนอยากได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องมาตามงบประมาณ ดังนั้นการสร้างศักยภาพของผู้นำ จะสามารถนำไปทำต่อได้ในพื้นที่
4.2 เสนอรูปแบบและชุดความรู้ใหม่
โดยชุดกระบวนการเรียนรู้จากความสำเร็จของชุมชนต่าง ๆ ในเนื้อหายังไม่เท่ากระบวนการ วิธีการในการทำ ทำในหลายรูปแบบ ของหลายชุมชนที่เค้าประสบความสำเร็จ และคนในพื้นที่สามารถดูและนำไปปรับใช้ในชุมชนของตัวเอง
4.3 ปรับปรุงในส่วนวิชาความรู้ฝ่ายราชการให้เหมาะกับชาวบ้าน
นี่คือสิ่งสำคัญยิ่ง ราชการควรเลิกการสั่งการและมองย้อนกลับไปที่ชุมชนมากขึ้นว่าในชุมชนต้องการอะไร ราชการมีนโยบายที่ชัดเจน มีเป้าหมายที่ต้องเดินไปให้ถึง แต่กระบวนการ วิธีการ ไม่จำเป็นต้องเดินให้เหมือนกัน ทำอย่างไรก็ได้ให้ได้เป้าหมายเหมือนกัน เพราะบริบทของแต่ละชุมชนต่างกัน ราชการควรปรับวิธีการด้วย ไม่อยากนั้นการพัฒนาไม่ได้มาจากที่ชาวบ้านต้องการ แต่เป็นมาจากที่ภาคราชการต้องการ แล้วความยั่งยืนจะอยู่ตรงไหน
4.4 เลิกการปูพรม มาเป็นเน้นสร้างต้นแบบที่ดี
เห็นด้วยค่ะพ่อ แต่บางครั้งก็มาจากนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุด (สส.) ซึ่งบางครั้งการปรับเปลี่ยนนโยบายก็มีบ่อยครั้งตามสมัยของรัฐบาล การพัฒนาของบ้านเราจึงขึ้นอยู่กับ....... มันก็เลยเป็นอย่างทุกวันนี้ (บ่น....)
4.5 สร้างความสำคัญของวุฒิบัตร มีหลายเกรด หลายสี เป็นตัวกำหนดความตั้งใจ ความสนใจของผู้รับการอบรม
บางครั้งวุฒิบัตรก็ไม่สำคัญนะพ่อนะ แต่สิ่งที่เค้าอยากได้ สิ่งที่เค้าต้องการ หรือเจตนารมย์ที่อบรมมันมีหลากหลายนะพ่อ
- มาเพราะสนใจนำไปใช้จริง
- มาเพราะอยากรู้ว่าเค้าทำอะไรกัน
- มาเพราะงบประมาณมี
- มาเพราะอยากมาเที่ยว
- มาเพราะเพราะบังคับกันมา
- มาเพราะ..............
4.6 จ่ายเงินกู้ตามความรู้ หรือเกรดของวุฒิบัตร
ถ้ามีแนวปฏิบัติไม่ชัดเจนก็เข้ากรอบเดิม แต่ก็เป็นอีกช่องทางเลือกหนึ่งให้คิด ถ้าทำได้จริง ก็ต้องเผื่อใจ (ความคลาดเคลื่อนทางสถิติ...ฮา) ไว้ด้วยเน๊าะพ่อ อืม....ทุกอย่างไม่ 100 เปอร์เซนต์เน๊าะพ่อ
4.7 ตกลงความร่วมมือกับภาคีที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและรูปธรรม
รูปแบบนี้สนับสนุน ทำให้เกิดการสร้างเครือยข่ายในการร่วมมือช่วยเหลือกัน บางครั้ง บางอย่างเราไม่ต้องเริ่มจาก 1 ใช้ประสบการณการเรียนรู้ของเครือยข่ายนำมาปรับใช้ตามบริบทของชุมชน ลองผิด ลองถูกได้ ในเวลาที่น้อยลง สนับสนุนข้อนี้ค่ะ
วันนี้ยาวไปหน่อย ไปอาบน้ำเตรียมประชุมนะคะพ่อ
ขอให้พ่อมีความสุขทุกคืนวันค่ะ
KM.จากจ้าวยุทธจักร สคส.
การเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้คนเดียวโดด ๆ เป็นเรื่องยาก มีวิธีเรียนรู้ที่ง่ายกว่าคือ การรวมตัวกันเรียนรู้เป็นกลุ่ม เรียนรู้จากการนำเอาความรู้ไปปฏิบัติ ต่างคนต่างคิดหาวิธีปฏิบัติ แล้วนำเอาประสบการณ์จากการปฏิบัติมา ลปรร. กันในกลุ่ม มีการจดบันทึกเพื่อให้การเรียนรู้เกิดความต่อเนื่อง กระบวนการนี้เรียกว่าการจัดการความรู้ (KM)
เป็นที่รู้กันว่า KM ที่ได้ผลดีต้องการความเป็นอิสระ ความเป็นตัวของตัวเอง ปลอดจากความครอบงำจากภายนอก
แต่ที่เป็นอยู่ชาวบ้านถูกครอบงำจากภายนอกอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะหน่วยราชการและพรรคการเมือง ที่มักเข้าไปจัดประชุมชาวบ้านและแจกเงินค่าเบี้ยประชุม จนกลายเป็นวัฒนธรรมว่าถ้าจะให้ชาวบ้านมาประชุมต้องแจกเงิน
ชาวบ้านส่วนใหญ่สับสนระหว่างการรวมตัวกันเรียนรู้เพื่อตัวเอง กับการไปประชุมตามที่หน่วยราชการหรือพรรคการเมืองเรียกประชุม ซึ่งมีเป้าหมายและธรรมชาติต่างกันแบบคนละขั้ว
ผมจึงฟันธงว่า หน่วยราชการและการที่นักการเมืองหาเสียงกับชาวบ้านเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของชาวบ้าน ทำให้เกิดการครอบงำ เกิดการแจกเงินจนชาวบ้านติดนิสัยรับแจก ไม่ติดนิสัยเรียนรู้อย่างรู้เท่าทัน
ถ้าชาวบ้านจะเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของชาวบ้านและต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้ที่เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน
สวัสดีค่ะพ่อครูฯ
แวะเวียนมาทักทายพ่อก่อนทำงานค่ะ เดี๋ยวช่วงเที่ยง ๆ จะแวะมาให้ความเห็นอีกรอบค่ะ
ขอบคุณค่ะสำหรับกำลังใจดี ๆ จากพ่อเสมอ
เรียน ท่านเล่าฮู ดร.แสวง รวยสูงเนิน ที่คิดถึง3เวลาหลังอาหาร
วันที่25 ช่วงบ่าย2 โมง จะส่งนักศึกษาโข่งไปให้พระอาจารย์เป่ากระหม่อม คราวนี้ถ้าไม่ก้าวหน้า ก็ขอให้ใช้เชือกมลิลาก็แล้วกัน
จากการเฝ้าสังเกตการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานราชการ ผมพบว่าอุปสรรคใหญ่น่ากลัว (และน่าขยะแขยง) คือ วัฒนธรรมไซโล
ถ้าสังคมไทยจะเป็นสังคมสมัยใหม่ สังคมเรียนรู้ เราจะต้องช่วยกันรื้อโครงสร้างแบบไซโล และวัฒนธรรมไซโลขององค์กรต่าง ๆ ออกให้ได้
โครงสร้างและวัฒนธรรมไซโล แสดงออกทางพฤติกรรมที่ตัวคน ที่พฤติกรรมของคนที่
- ต่างคนต่างอยู่ ต่างทำงาน ไม่พูดคุยกัน ไม่ปรึกษาหารือกัน ไม่ช่วยกันทำงาน
- แก่งแย่งกัน แย่งงาน แย่งผลงาน กลัวถูกแย่ง จึงปกปิดข้อมูล
- มีเจตคติเชิงลบต่อกัน เพราะเคยเป็นคู่แข่งกัน เคยผิดใจกันหรือคิดไม่เหมือนกัน แสดงออกทางการนินทาว่าร้ายต่อกัน และไม่ร่วมมือกัน ไม่ช่วยเหลือกัน ไม่แสวงหาความร่วมมือหรือความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
- ฯลฯ
นี่คืออาการโรค Siloism ยารักษาโรคนี้คือ KM องค์กรที่ต้องการแก้โรคนี้ต้องส่งคนไปประชุมปฏิบัติการวันที่ 5 มิ.ย.50 และเตรียมส่งทีมเข้าโครงการ KMI KM Coaching ซึ่ง สคส. จะประกาศทาง www.kmi.or.th เร็ว ๆ นี้
วิจารณ์ พานิช
17 พ.ค.50
เวทีนี้จัดโดย กพร. เวทีแรกวันที่ 15 มิ.ย.50 ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ผมเคยเอ่ยชื่อนี้ไว้แล้วที่http://gotoknow.org/blog/thaikm/82435
รพก. ย่อมาจาก "ราชการพัฒนากันเอง" ผมเป็นผู้คิดตัวย่อนี้เอง เพื่อล้อกับชื่อ กพร. และจะมีความหมายเป็น 2 นัย
1. รพก. โดยเสาะหาหน่วยราชการที่มี best practice ในการปฏิบัติราชการเชิญ "คุณกิจ" มา ลปรร. วิธีทำงานราชการที่น่าชื่นชมโดยใช้เทคนิค storytelling และ Appreciative Inquiry
2. รพก. โดย กพร. เชิญตัวแทนของหน่วยราชการที่มี best practice ในการใช้ KM มาเป็นคณะทำงาน ใช้ KM ในการขับเคลื่อนการ ลปรร. best practice ในการปฏิบัติราชการ
เวทีแชมเปี้ยน รพก. จะมี 2 แบบคือ เวทีจริงและเวทีเสมือน โดยจะมีคณะทำงานจากกรมที่มีการดำเนินการ KM ได้ผลดีมาร่วมกันขับเคลื่อนเวทีดังกล่าว
ในปีนี้เวทีจริงจะมี 6 ครั้ง กพร. ตั้งชื่อเวทีจริงว่า "เวทีปัญญาสัมมนาวาที" โดยมีชื่อของการประชุมดังนี้
ครั้งที่ 1 การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและร่วมติดตามตรวจสอบผลการปฏิบัติราชการ คาดว่าจัดวันที่ 15 มิ.ย.50 ที่กรุงเทพฯ
ครั้งที่ 2 คุณภาพการให้บริการ
ครั้งที่ 3 การบริหารจัดการระบบข้อมูลสารสนเทศ
ครั้งที่ 4 การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์
ครั้งที่ 5 การบริหารความเสี่ยง
ครั้งที่ 6 การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ธรรมภิบาล และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
เวทีเสมือนจะมีการใช้ website, blog, และเครื่องมือ ICT อื่น ๆ โดยที่ กพร. มีระบบ e-Government อยู่แล้ว มีระบบ high speed internet สามารถใช้ระบบ webcam ได้ แต่เวลานี้ไม่มี content ระบบเวทีเสมือนที่คณะทำงาน "คุณลิขิต", "คุณอำนวย", "คุณกิจ" ของหน่วยราชการที่มี success stories ในการใช้ KM เข้ามาช่วยกันขับเคลื่อนก็จะสวมเข้ากับ software ที่ กพร. มีอยู่แล้วได้พอดี
กิจกรรมเหล่านี้จะดำเนินการสไตล์ KM คือมีความประณีตสูง เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ กพร. เป็นเจ้าของงาน สคส. ร่วมมือด้านให้คำปรึกษาด้านเทคนิค KM และมีคณะทำงาน (Task Force) มาจากแกนนำ KM ที่มีเรื่องราวความสำเร็จ
ด้วยเหตุนี้ผมจึงเรียกว่า KM ราชการไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเวทีแชมเปี้ยน รพก. พัฒนาวิธีปฏิบัติราชการ โดยใช้ KM เป็นเครื่องมือ
เวทีปัญญาสัมมนาวาที ครั้งที่ 1 จะมีความพิเศษ เพราะเป็นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้น นอกจากจะมีข้าราชการมาเล่าเรื่องแล้ว จะมีประชาชนผู้รับบริการหรือรับผลการปฏิบัติราชการมาเล่าเรื่องด้วย
ที่จริงทีม PC ของ สคส. ได้เริ่มเวทีเสมือน รพก.ไปแล้ว โดยคุณน้ำได้เล่าเรื่องการไป "จับภาพ" best practice ของกรมการค้าภายในที่น่าชื่นชมมาก อ่านได้ที่ http://gotoknow.org/blog/thewater-1/95770
วิจารณ์ พานิช
14 พ.ค.50
เพื่อให้สามารถมีส่วนร่วมในองค์กรได้อย่างเต็มที่ บุคคลต้องมีทักษะด้านต่าง ๆ ที่ช่วยให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้ (literacy) เช่น ทักษะพื้นฐานด้านอ่านออกเขียนได้ อ่านเข้าใจ ฟังเข้าใจ ทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีหรือคอมพิวเตอร์ ทักษะด้านสารสนเทศคือค้นหาเป็น ใช้เป็น
ในองค์กรที่ใช้ความรู้เป็นฐาน สมาชิกขององค์กรต้องมีกระบวนทัศน์, เจตคติ และทักษะที่เรียกว่า "ความรู้เกี่ยวกับความรู้" (Knowledge Literacy) อันได้แก่
- ทักษะในการเล่าเรื่อง (storytelling), ความสามารถในการสนทนาอย่างมียุทธศาสตร์, ทักษะในการตีความ, จับประเด็น, เขียนเป็นข้อความ, และการเป็นที่ปรึกษา (mentoring)
- เจตคติ เช่น มีใจที่เปิดรับความคิดใหม่ ๆ มีใจที่จะแลกเปลี่ยนความรู้
- ความสามารถในการประกอบความรู้ใหม่เข้ากับเค้าโครงความรู้เดิม, ความสามารถในการร่วมทำงานข้ามสายงาน
- เป็นต้น
องค์กรที่ต้องการใช้ KM ต้องให้ความสำคัญต่อ literacy พื้นฐานต่อความรู้ด้งกล่าว และจัดการฝึกอบรมทักษะเหล่านี้ตามความเหมาะสม
Ref. Standards Australia. Knowledge management - a guide. AS 5037 - 2005
วิจารณ์ พานิช
3 เม.ย.50
พ่อครู
น่าชื่มขนกับโครงการนี้อย่างที่พ่อครูว่าครับ.....ทำให้นึกถึงกลุ่มบางกลุ่ม เช่น กลุ่มนักการเมืองมือใหม่ น่าจะได้มีโอกาสมาเรียนรู้แบบนี้บ้างน่าจะดี.....
และจากคำถามทั้ง 4 ที่พ่อครูนำมาให้คิดกัน ผมไม่แน่ใจว่าได้ประเด็นของ มุมมองว่าอะไร คือ ปัญหาที่เขามอง มาด้วยหรือเปล่าครับ ว่าจริงๆ กลุ่มมองปัญหาของชุมชนอย่างไรบ้างในมุมมองและทัศนะของแต่ละคน ซึ่งผมตั้งสมมติฐานว่านั่นอาจจะเป็นบทสรุปหนึ่งของความล้มเหลวในการแก้ปัญหาก็เป็นไปได้ ถ้าบังเอิญว่าบางทีอาจจะมองว่านั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่เรื่องการทำตามกรอบนโยบาย สำคัญกว่า อะไรทำนองนั้น
ด้วยความเคารพรัก
ยิ่งมีประสบการณ์กับ KM ในประเทศไทยมากขึ้น ผมก็ยิ่งเห็นว่าสิ่งท้าทายหรือ "จุดบอด" สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของ KM ประเทศไทยคือเรื่องภาวะผู้นำ
ค้นในคอมพิวเตอร์ พบบทความที่แปลจากบทความของ Ryoko Toyama จึงนำมาแบ่งปันกัน อ่านได้ที่นี่ (click)
ผมมองว่าในการประยุกต์ใช้ KM ต้องมองภาวะผู้นำ 2 แบบ
1. ภาวะผู้นำของผู้บริหารระดับสูง ต้องแสดงบทบาท
- สร้างวิสัยทัศน์ร่วมในระดับคุณค่า จะจัดการให้เกิดความมุ่งมั่นฟันฝ่าดำเนินการสู่เป้าหมายนั้นอย่างเอาจริงเอาจังและสนุกสนาน
- สร้างบรรยากาศที่เป็นอิสระในการใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ร่วมและจัดเฉลิมฉลองเมื่อเกิดผลสำเร็จตาม PM (Progress Marker) ที่กำหนดไว้หรือมองเห็น
- Empower พนักงานให้ได้มีโอกาสใช้ความรู้และความสร้างสรรค์ของตนเพื่อการบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ร่วม
2. ภาวะผู้นำของพนักงานทุกคน ทุกระดับ คือการเป็นผู้นำในการสร้างความรู้และใช้ความรู้เพื่อการพัฒนางานในหน้าที่ของตน การเป็นผู้นำในที่นี้หมายถึงร่วมกันเป็นผู้นำหรือผลัดกันเป็นผู้นำ เพื่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์รวมหมู่ (collective creativity)
วิจารณ์ พานิช
7 พ.ค.50
ระหว่างนั่งสังเกตการณ์การประชุมปฏิบัติการ แผนที่ผลลัพธ์ของ สคส. เมื่อวันที่ ๔ พ.ค. ๕๐ มีถ้อยคำ "เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างมีสติ" สะกิดใจผม ว่าผมไม่ได้ใช้ชีวิตแนวรับมือ หรือตั้งรับ ผมถนัดที่จะเป็นฝ่ายรุกมากกว่า ไม่ว่าทำอะไร ผมก็จะวางยุทธศาสตร์และแผนเชิงรุก ผมจะสังเกตสภาพความเป็นไปในสังคมหรือในหน่วยงาน พิจารณาว่าผลลัพธ์ของงานที่ถือว่าโดดเด่นน่าพอใจเป็นอย่างไร และตั้งเป้าไว้ แล้วพิจารณาวิธีทำงานว่ามีตรงไหนที่เป็นจุดอ่อน ที่น่าจะปรับปรุงได้ ใคร่ครวญให้ดี อ่านหนังสือ หรือสดับตรับฟังเรื่องราวต่างๆ เอามาตรวจสอบให้แน่ใจ เอามาสร้าง operating model ในการทำงานชิ้นนั้น หรือเรื่องนั้น อย่างแปลกใหม่ เพื่อให้เกิดผลที่โดดเด่น
ในช่วงที่กำลังดำเนินการทำนองนี้ มันสนุกและตื่นเต้นอย่าบอกใคร ที่สำคัญ ต้องคอยตรวจสอบทฤษฎีที่ใช้อยู่ตลอดเวลา เพราะผมจะถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่าผมกำลังหลงทางอยู่หรือเปล่า ไม่แค่ถามตัวเองเท่านั้น มีใครอยู่ใกล้ จะโดนผมถามหมด และไม่แค่ตรวจสอบทางทฤษฎีเท่านั้น ผมจะคอยตรวจสอบจากผลที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการนั้น ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น มีเค้าว่าจะได้ผลสุดท้ายดีอย่างโดดเด่นจริงหรือไม่ และหาวิธีปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา มาคิดดูตอนนี้ ผมใช้วงจร PDCA แบบหมุนติ้วทีเดียว
ผมบอกตัวเองอยู่เสมอ ว่าในการทำงาน (หรือเรื่องอะไรก็ตาม) เราต้องเป็นฝ่าย "หาเรื่อง" เข้าไปจัดการปัญหาก่อน ไม่รอให้ปัญหาวิ่งมาชนเรา ผมเรียนจากการประชุมปฏิบัติการแพทยศาสตร์ศึกษา ที่มี รศ. นพ. ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ และ ศ. นพ. ประพนธ์ ปิยะรัตน์ เป็นครูใหญ่ (วิทยากร) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่า ปัญหา = (สภาพที่ต้องการ - สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน) x concern ผมโชคดี ที่มี concern อยู่ล้นเหลือภายในใจตนเอง (มีคนบอกว่ามีมากเกินพอดี) ดังนั้นผมจึงร่ำรวยปัญหาสำหรับนำมาคิดทดลองดำเนินการหาวิธีแก้ และที่สำคัญที่สุด ผมได้เรียนรู้อย่างมากมายและตลอดชีวิต
ชีวิตเกมรุก เป็นชีวิตที่สนุก และประเทืองปัญญา
วิจารณ์ พานิช
๔ พ.ค. ๕๐
สวัสดีค่ะ
วัฒนธรรมองชาวบ้านในการแจกเงินเพื่อให้เข้าร่วมประชุม เป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้จริง ๆ

Miss somporn poungpratoom
ขออนุญาตเน้นตรงนี้ค่ะ ท่านครูแก้ได้หรือยังคะ
พ่อ
เราน่าจะมีหลักสูตรแหกกฎ(ความเป็นข้าราชการไทย )นะพ่อนะ
แทนที่อยู่ไม่ได้แล้วลาออก ก็แหกกฎไปเลย แหกแต่เป้าหมายองค์กรเป็นหลัก กระบวนการ วิธีการ อย่างไรก็ได้ ใครจะกล้าไหมเนี่ย มีหรือเปล่าที่กล้า แล้วไม่เจอตอ
ไม่แน่ในจะมีใครกล้าหรือเปล่า
ใช้กฎธรรมชาติในการเรียนรู้ อย่างพ่อ อย่าง ดร.แสวง ถ้าได้ท่านบางทราย (เสริม) ได้คุณเอก (สนับสนุน) พระอาจารย์ปภังกร (ขอกราบท่านด้วยความเคารพ.....มาช่วยตบแต่ง) เอาแรงเครือญาติ(ข้าราชการ)ใน G2K ที่มีพลัง มีแรงเหลือเฟือ พร้อมทุ่มเท(นอกเหนือจากภารกิจหลัก) เช่น อ.อุทัย คุณแผ่นดิน ดร.ขจิต ดร.กะปุ๋ม หนิง ครูเสือ พี่องุ่น อ.แป๋ว ท่าน JJ แป๊ด คุณเมตตา ย่ามแดง ครูอ้อย อ.สุ อ.ลูกหว้า อ.ราณี พี่โอ๋ นิดหน่อย พี่ติ๋ว ฯลฯ (ขออภัยเครือข่ายเฮฮาศาสตร์...ที่ไม่ได้เอ่ยนาม...ฮา)....ร่วมด้วยช่วยกัน
วันนี้เหมือนฝัน.....ใช้ความคิดมากไป...ต้องรีบกรุ๊ป..ไม่ให้กระจัดกระจาย....เสียดาย "หมอง" เน๊อะอีพ่อ
พ่อ ๆ ได้ข่าวว่า ลูกสาวคนใต้ขออนุญาตคุณพ่อที่บ้านจะขอมาอยู่บ้านพ่อครู 1 เดือนตอนปิดเทอมอ่ะ.....คุณแม่ตัวอ้วนเริ่มหนาวแล้วค่ะ
ออกจากปากลูกเองว่าอยากมา
อืม......
สวัสดีค่ะ
วัฒนธรรมองชาวบ้านในการแจกเงินเพื่อให้เข้าร่วมประชุม เป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้จริง ๆ

Miss somporn poungpratoom
พ่อคะ