หลายวันก่อน..ในขณะที่คนเขียนทำโน่น - ทำนี่ เรื่อยเปื่อยอยู่ในบ้าน สัญญานเสียงจากโทรทัศน์ก็แว่วเข้ามากระทบกับโสตประสาทให้ได้ยิน เขาบอกว่า จากผลการวิจัยการอ่านของคนไทยเฉลี่ยคนละ 8 บรรทัดต่อปี
คนเขียนหยุดภารกิจเรื่อยเปื่อยที่ทำทั้งหมดมานั่งจ้องโทรทัศน์อย่างตั้งอกตั้งใจ รู้สึกประหลาดใจแกมตกใจล่ะสิไม่ว่าที่โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยอ่านหนังสือกันคนละ 8 บรรทัดต่อปี (( เคยอ่านในหนังสือเล่มหนึ่ง เมื่อประมาณปี พ.ศ.2548 ค่าเฉลี่ยนี้ตกอยู่ที่เลข 5 และเคยพาดสายตาไปเจอในเวบไซด์หนึ่งบอกว่า ปี พ.ศ. 2549 ค่าเฉลี่ยการอ่านของคนไทยตกอยู่ที่ 7 บรรทัดต่อปี )) โอ้แม่เจ้า!! โดยส่วนตัวแล้วคนเขียนเป็นผู้ที่รักการอ่านอย่างที่สุด แน่ล่ะ อย่างคนเขียนนี่ต้องจัดอยู่ในเกณฑ์ผู้ที่อ่านหนังสือปีละหลาย ๆ ล้านบรรทัด จะด้วยปูมหลังที่มีพ่อเป็นคุณครูประชาบาลผู้ซึ่งปลูกฝังและสนับสนุนให้ลูกรักการอ่านหรือเปล่านะ ก็อาจจะใช่ แต่ทั้งนี้คนเขียนเข้าใจว่ามันเป็นด้วยอุปนิสัยโดยส่วนตัวของคนเขียนเอง
ได้ฟังข่าวที่ว่าก็ทำให้คนเขียนสงสัยว่า เพราะอะไร คนไทยถึงไม่นิยมอ่านหนังสือ? ฤา ว่า วัฒนธรรมในการอ่านหนังสือของคนไทยอ่อนแอ (( เฮ้ยยย!! แต่คนเขียนก็แอบค้านในใจว่า ค่าเฉลี่ยมันก็กระดึ๊บ ๆ ขึ้นมาทีละ 1 แล้วไงต่อปี มันมีการพัฒนานะเฟ้ยยย )) ถึงอย่างไรก็ตาม คนเขียนรู้สึกสลดใจอยู่ดี นี่มันแสดงให้เห็นว่าคนไทยไม่ไฝ่รู้หรือเปล่า?
ตั้งแต่จำความได้ คนเขียนโตมากับกองหนังสือ เวลาว่างของคนเขียนก็คือการอ่านหนังสือ ทานข้าวก็ติดนิสัยต้องมีหนังสือ (( ตอนเรียนระดับชั้น ม.1 คุณครูไม่ให้อ่านหนังสือระหว่างทานอาหารกลางวัน คนเขียนก็แก้ปัญหาด้วยการอ่านฉลากน้ำปลาไปพลาง ๆ )) จะเดินทางไปไหนก็ต้องมีหนังสืออยู่ในมือ อ่านหนังสือเรียนของเด็กประถม 6 จบ ทั้งที่ตัวเองเรียนชั้น ป.2 - ป.3 พอมาเรียนชั้นมัธยมก็ขลุกอยู่ในห้องสมุดที่มีหนังสือละลานตา สมัยเรียนชั้นอาชีวศึกษาก็พึ่งพาร้านหนังสือเช่า และ ณ ปัจจุบันนี้ คนเขียนก็ยังคงมีความรู้สึกกระหายอ่านได้เรื่อย ๆ อย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยความโชคดี ใน ณ ช่วงบางเวลา คนเขียนจะได้เจอกัลยาณมิตรที่สนับสนุนการอ่านเสมอ พี่สาวหลายคนจากโลกไซเบอร์ส่งหนังสือหลายประเภทมาให้ยืมอ่าน หรือบางรายก็ยกหนังสือให้เป็นสมบัติส่วนตนของคนเขียนไปซะ ลูกสาวเจ้านายก็เป็นคลังหนังสืออันล้ำค่าของคนเขียน เป็นเรื่องปกติที่คนเขียนจะได้รับหนังสือเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสหรือเทศกาลต่าง ๆ คนเขียนอ่านได้ตั้งแต่หนังสือแนวธรรมะอย่าง " คู่มือมนุษย์ " ของพระพุทธทาส หนังสือพงศาวดารอย่าง " พม่าเสียเมือง " หนังสือวรรณกรรมเด็กและเยาวชนอย่างชุด " บ้านเล็กในป่าใหญ่ " หรือ " สี่ดรุณี " หรือ " เรื่องเล่าของกะทิ " หนังสือนวนิยาย พ็อกเก็ตบุ๊ค นิตยสาร อ๋อ รวมถึงจุลสาร ด้วยล่ะค่ะ หรือแม้กระทั่งวรรณกรรมเชิงปรัชญาเล่มปราบเซียนอย่าง " โลกของโซฟี " ก็ผ่านตาคนเขียนมาแล้วทั้งนั้น รวมไปถึงหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะด้วยถ้ามีโอกาส
งานสัปดาห์หนังสือที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมสิริกิต์ ครั้งแล้วครั้งเล่า จากที่คนเขียนได้ไปสัมผัสมาก็เห็นว่าผู้บริโภคมีมากเสียจนล้นหลาม แต่ข้อสังเกตของคนเขียนก็คือ ผู้คนที่รักการอ่านนั้นล้วนแต่เป็นเด็กนักเรียน - นักศึกษา คนวัยทำงาน พ่อบ้าน - แม่บ้านที่มีกำลังจะซื้อหาหนังสือบางประเภท คนทำงานที่มี life style แต่คนที่คนเขียนไม่ค่อยเห็นก็คือ ชนชั้นกรรมาชีพ อันหมายถึงผู้ที่ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำกลางแดดเปรี้ยงหรือหนุ่มสาวโรงงานที่แค่วัน ๆ จะกินเข้าไปก็ยังไม่มี เพราะฉะนั้นสำหรับพวกเขาแล้วหนังสือเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย แน่ล่ะจ๊ะ ยกเว้นหนังสือซุบซิบดาราภาพยนต์ การ์ตูนเล่มละสิบบาท หนังสือโป๊ ฯลฯ ที่คนอีกกลุ่มส่ายหน้า เบ้ปาก ว่าช่างเป็นหนังสือที่ช่างไร้รสนิยมจริง ๆ (( hahaha ที่ว่ามานี่ คนเขียนอ่านมาหมดแล้วล่ะค่ะ ท่าน ๆ ))
คนเขียนลืมคิดไปว่า ถ้าคนเขียนต้องทำงานหาเช้ากินค่ำแบบนั้นแล้วล่ะก็ คนเขียนจะเอาเงินตั้งเกือบร้อยไปซื้อหาหนังสือแนวปรัชญามาอ่านทำไมกันล่ะเนี่ย สู้เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อข้าวกิน หรือซื้อหนังสือซุบซิบดาราไว้ไปอัพเดตกับเพื่อน ๆในโรงงาน หรือในที่ทำงานดีกว่า โฮ่ะ ๆ ๆ
อย่างไรก็ตาม คนเขียนคิดว่าท่ามกลางปัจจัยหลายหลากนี้ ตัวเลขที่ได้มีการคำนวณเฉลี่ยออกมาต่อหัวต่อปีนั้น มันก็ไม่ต่างไปจากดัชนีชี้วัดให้เราเห็นปัญหาบางอย่างของสังคม
อดคิดเล่น ๆ ไม่ได้ว่า น่าจะมีองค์กรหรือหน่วยงานบางหน่วยงานเปิดโอกาสให้คนทุกชนชั้นที่รักการอ่านได้มีโอกาสเข้าถึงข่าวสารข้อมูลหรือได้มีโอกาสอ่านหนังสือ ประเทศเราจะได้มีการพัฒนาขึ้น ว่าแต่..เอาเข้าจริง ๆ แล้ว การอ่านหนังสือทำให้เราฉลาดได้จริง ๆ หรือ???????
สวัสดีครับ...คุณเนปาลี ครับ.......ผลวิจัยว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละ ไม่เกิน 8 บรรทัด ......
ผมขอมองต่างมุมนิดหนึ่ง ว่าการอ่านจำเป็นหรือไม่? แล้วการอ่านจะนำไปสู่การพัฒนาความคิดและความเห็นหรือไม่?.......
แต่อดีตที่ผ่านมานั้นเราจะเรียนหนังสือได้จากการฟังเพราะตำราไม่มี ต้องฟังจากครูบาอาจารย์ ปัญญาจึงเกิดจากการฟัง(สุตตมยปัญญา)เป็นส่วนใหญ่ ถ้าคนไทยอ่านหนังสือไม่ออกแล้วตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศล่าอาณานิคมที่ทำตัวอักษร และหนังสือ (ก็ผิดเพราะเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นประเทศเหล่านั้น ยกเว้นพม่า)
ถึงปี 2550 คนที่อ่านไม่ออกเลยน่าจะมีน้อย ทุกวันเฉพาะคนกรุงเทพฯจะต้องให้ตัวหนังสือเพื่อชี้ทางวันละกี่ตัว หรือต้องสะกดหนังสือบนรถเมล์วันละกี่ตัว เหล่านี้ไม่ใช่การอ่าน (อ่านหนังสือ)ใช้หรือไม่?
เพราะฉะนั้นการวิจัยที่เห็นนั้นมุ่งบอกอะไรกับเรา.....ฉลาด หรือไม่ฉลาด .....ไม่อาจรู้ได้ครับ
ต้อมชอบอ่านหนังสือค่ะ และก็อ่านได้เกือบตลอดเวลา แต่การอ่านของต้อมเป็นการอ่านที่ต้องการจะอ่านไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองรู้สึกฟุ้งซ่าน คิดโน่น คิดนี่ น่ะค่ะ เพราะค่อนข้างเป็นคนคิดมาก (( เอ .. เกี่ยวกันไหมเนี่ย ))
อ่านได้เกือบทุกประเภทค่ะ ยกเว้นหนังสือที่มีบทความทางวิชาการหนัก ๆ
หนังสือของ อาจารย์ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นั้นเคยผ่านตามาบ้างค่ะ แต่ชอบบทกวีของคุณจิรนันท์ พิตรปรีชา มากกว่า
ที่โปรดปรานก็คือ หนังสือเล่มโต ๆ ที่บอกเล่าถึงประสบการณ์ หรืออัตชีวประวัติ
หนังสือธรรมะก็อ่านได้ค่ะ บางเล่มก็อ่านแล้วเข้าใจง่าย สามารถนำมาปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันได้ มักจะได้หนังสือธรรมะจากพี่ ๆ เรื่อยเลย เอ๊ะ เพราะอะไรกัน?
เห็นด้วยค่ะ หนังสือบางเล่มสู้ประสบการณ์ชีวิตไม่ได้เลยจริง ๆ
จากคำถามที่ว่า การอ่านจำเป็นหรือไม่? อันนี้ต้องแล้วแต่ปัจจัยโดยรวมค่ะ โดยส่วนตัวต้อม ต้อมคิดว่าการอ่านเป็นแค่วัฒนธรรมของคนกลุ่มหนึ่งในสังคม ซึ่งไม่ต่างกับการกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลงเลย เมื่อมีผู้รู้หนังสือมากขึ้น ตลาดหนังสือก็จะขยายตัว และบุคคลบางกลุ่มที่เรียกกันว่าชนชั้นกรรมาชีพที่ต้องปากกัดตีนถีบเพื่อหารายได้มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนั้น พรุ่งนี้จะเอาอะไรมากินก็ยังไม่รู้เลย คนกลุ่มนี้จะเห็นหนังสือเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ต่อชีวิต หากเป็นคนกลุ่มตรงข้าม การอ่านหนังสือถือเป็นการยกระดับของตัวเองในด้านต่าง ๆ
การอ่านจะนำไปสู่การพัฒนาทางความคิดหรือไม่? ต้อมว่า มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลค่ะ เพราะหนังสือบางเล่มก็สามารถตอบคำถามใด ๆ ในชีวิตได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิต
พฤติกรรมการอ่านของคนไทยบ่งชี้ปัญหาบางเรื่องได้ อย่างเช่น ปัญหาเรื่องการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม
และงานวิจัยที่ระบุจำนวนตัวเลขมานี่ก็เหมือนเราคำนวณหาค่าฉลี่ยต่อหัวต่อปีของคนไทย พอเห็นตัวเลขก็จะทำให้เรารู้ว่า ประเทศนี้มีคนอ่านหนังสือจำนวนเป็นล้านบรรทัดเท่า ๆ กับที่มีคนไม่อ่านหนังสือเลย ปนเปกันไป เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถตีความได้ว่าผู้คนเมืองนี้ไม่ใฝ่รู้
ปัญญาเกิดจาก การพูด การอ่าน การฟัง การเขียน ทั้งนี้ทุกอย่างต้องสัมพันธ์กัน อันมาจาก สุ จิ ปุ ลิ นั่นเอง สุมาจาก สุตันตะ คือฟังให้เกิดปัญญา จิมาจาก จินตันตะ คือคิดให้เกิดปัญญา ปุมาจากปุจฉา คือเมื่อได้ฟัง ได้คิด ถ้าไม่เข้าใจก็ต้องถาม ลิมาจากลิขิต คือต้องมีการบันทึก
การวิจัยไม่สามารถบ่งบอกเราได้ว่าคนในชาติฉลาดหรือไม่ แต่เป็นการหาเหตุผลว่า ทำไมคนไทยจึงอ่านหนังสือน้อย มากกว่านะคะ ต้อมว่า
ขอบคุณนะคะที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กัน
ชอบอ่านหนังสือเหมือนกันคับ พวกหนังสือโป๊...(ไม่มีปกอ่ะนะ ) 55 หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตรื อะไรพวกเนี้ยคับ ชอบคิดว่าตัวเองเป็นทหารเอกสมัยอยุธยา เลยบ้าประวัติศาสตร์ 55 อ่ะว้อเว่นนนน
เคยอ่าน she ไหมคะ? เนี่ย อาทิตย์ก่อนเพิ่งมีคนส่ง " ใบไม้เปลี่ยนสี " มาให้พี่อ่านแน่ะ แต่ยังไม่ได้เปิดอ่านเลยค่ะ
สวัสดีต้อม
ก็ตอบหน่อยละกันเนอะ
คนไทยอ่านเฉลี่ยแล้ว 8 บันทัดต่อปี ข้อสรุปนี้เชื่อได้จริงเหรอ สุ่มจังหวัดไหนล่ะ การเก็บตัวอย่างดีพอแล้วหรือ กลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนของประชากรได้จริงหรือ และผู้ทำวิจัยมีอคติ จริยธรรมในการทำวิจัยหรือไม่ (ซื่อสัตย์ มากน้อยเพียงไร แค่กระดิกนิ้วจิ้มตัวเลขให้สูงขึ้นหรือต่ำลงมันง่ายจะตาย ง่ายเหมือนค่าที่เขาวัดทางเศรษฐกิจไทย เช่นค่า GDP อยากให้สวยอยากให้เลว ก็มั่วๆ กันไป แล้วค่านี้ก็ใช่จะสะท้อนเศรษฐกิจไทยได้จริง)
ความน่าเชื่อถือของตัวเลขนี้น่าจะพิจารณาก่อน ก่อนที่จะถงเถียงกันยืดยาวอันเป็นการยอมรับผลวิจัยนี้โดยปริยาย
งานวิจัยเชิงปริมาณแบบนี้ เป็นการเหมารวม ทึกทัก ก็ในเมื่อคุณไม่ได้อ่าน 8 บันทัดต่อปี เพื่อนคุณ ครอบครัวคุณ คนที่คุณรู้จักก็ไม่ได้อ่าน 8 บันทัดต่อปี แล้วยังจะเชื่อผลวิจัยนี้ไปทำไมกัน
หากแม้เป็นค่าเฉลี่ยก็เป็นการเฉลี่ยที่กว้างเกินไปจนแทบจะหาเศษเสี้ยวของความจริงและหาประโยชน์จากงานวิจัยนี้ไม่ได้เลย
ว่าแล้วเชียวว่าต้องมีคำถามย้อนกลับมา ว่า แล้วเราจะเชื่อได้จริงหรือ กับผลการวิจัยนี้ ที่ได้ยินมา
โดยส่วนตัวไม่เชื่อว่ะ แต่นี่ต้อมแค่สงสัยว่าแล้วในที่สุด การอ่านหนังสือช่วยให้เราฉลาดได้จริง ๆ ไหม? เออ .. มันก็ช่วยได้บ้างนะ ถ้าเรารู้จักปรับนำมาใช้กับชีวิตประจำวัน (( ถามเอง ตอบเองล่ะ )) ทั้งนี้มันต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยโดยรวมสิ
ซึ่งมันก็คงไม่ต่างไปจากโพลของสถาบันโน้น สถาบันนี้ ที่นำมากล่าวอ้างให้คนทั้งประเทศเห็นถึงภาพโดยรวม((ซึ่งจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้)) คงเหมือนที่พี่บอกว่า แค่ปลายนิ้วกระดิก ๆ จิ้ม ๆ กดตัวเลขไป
ไอ้ตัวเลขที่มันกระเตื้องเพิ่มขึ้น มันอาจจะแสดงให้เห็นว่าคนไทยอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมนะเฟ้ย ดูได้จากงานมหกรรมหนังสือที่คนให้ความสนใจกันสิ และดูได้จากการที่มีการขยายการศึกษาภาคบังคับ จาก ป.4 มา ป.6 มาจนถึง ม.3 และมีเกณฑ์จะต้องให้เรียนกันมากกว่านี้ เมื่อการศึกษาขยายตัวก็จะมีผู้รู้หนังสือเพิ่มขึ้นจากตัวเลขเดิม
แล้วแต่คนจะคิดกันน๊า ต้อมว่า.. ปีหน้าเขาอาจจะประกาศว่า ผลการวิจัยการอ่านของคนไทยฉลี่ยแล้วคนละ 10 บรรทัดต่อปีแล้วจ้า ก็ได้นะ
ตัวเองก็ เป็นคนรักการอ่าน แต่เป็นบางเวลาที่ต้องการและเกิดความอยากอ่าน ก็อ่านทุกประเภทค่ะ หนังสือเป็นหน้าต่างไขไปสู่โลกภายนอก แต่เห็นด้วยกับคุณขจิต นะ อ่านมากบางครั้งก็สู้ประสบการณ์ไม่ได้ เพราะการเรียนรู้จากประสบการณ์คือการต่อสู้ด้วยตัว และชัดเจนกว่าสิ่งใดๆ
ต้อมสงสัยว่า ..... การอ่านหนังสือช่วยให้เราฉลาดได้จริงๆ ไหม
คำว่าหนังสือ...เป็นคำที่มี credit ที่ดีมากๆ เมื่อเราเอ่ยถึง หนังสือ ความรู้สึกเราก็คือหนังสือเป็นสิ่งที่ดีเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้อันมีค่า
แต่หนังสือมันก็ไม่ได้ตกมาจากฟากฟ้า หรือมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน มันเกิดมาจากคนแต่ง คนเขียนที่หลากหลาย หลากหลายทั้งทั้งความคิด ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม และจริยธรรม
หนำซ้ำยังต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองทางการตลาด จากสำนักพิมพ์ต่างๆ อันมี บ.ก. หรือเจ้าของสำนักพิมพ์ที่ก็มีหลากทัศนะอีก และยังผ่านการกลั่นกรองจากอำนาจรัฐไม่ให้เฉไฉไปในทางที่รัฐคิด(ทึกทัก)ว่าดี
หนังสือจึงไม่ใช่สิ่งที่มีแต่ส่งที่ดีทั้งหมด และไม่ได้เหมาะกับเราทั้งหมด
มาถึงคำถามว่า..การอ่านหนังสือจะช่วยให้เราฉลาดได้ไหม คิดว่าก็คงพอๆกับที่หนังสือจะช่วยให้เราโง่ได้อีกเช่นกัน เพราะหนังสือมีอำนาจอันทรงพลังให้เราเชื่อและคล้อยตาม ถ้าสารที่ส่งผ่านมายังตัวหนังสือเป็นเรื่องที่เสกสรรปั้นแต่ง หรือหลอกลวง เราก็คงติดบ่วงแห่งสารนั้น
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการรู้จักเลือกอ่าน การไตร่ตรอง การวิภากษ์ วิจารณ์หนังสือนั่นๆ พร้อมๆ ไปกับการตระหนักรู้ว่าตัวเรา กับหนังสือมันไปด้วยกันได้หรือไม่
ขอขอบพระคุณที่เข้ามาช่วยแก้ไขความเข้าใจให้กระจ่างถูกต้อง เรื่องคาถาหัวใจนักปราชญ์ สุ. จิ. ปุ. ลิ
เดิมทีสมัยเรียนก็ได้เรียนมาว่า สุตะ คือ ฟังมาก ในที่นี้หมายถึงการอ่านด้วย จิตนะ คือ การคิดใคร่ครวญหาเหตุผล ปุจฉา คือ การถามไถ่ข้อสงสัยให้เข้าใจถ่องแท้ ลิขิต คือ การเขียน
พอมาอ่านเจอ คำว่า จินตันตะ ก็เข้าใจว่าน่าจะมีความหมายเดียวกับจิตตะหรือจินตนาการ ทำให้เข้าใจไขว้เขว
ขอกราบขอบพระคุณค่ะ
ประสบการณ์จะสอนเราได้ดีกว่าหนังสือค่ะ ต้อมว่านะ ..
หนังสือในร้านพี่ .. ไว้ต้อมจะไปขอนั่งอ่านนะคะ
ก็แหม .. ต้อมสงสัยนี่ เมื่อสงสัยก็อยากจะรู้ เมื่ออยากจะรู้ต้อมก็ต้องหาคำตอบ
เพราะหนังสือแต่ละเล่มมาจากต้นตอแหล่งกำเนิดที่ต่างกันไง เลยทำให้แต่ละเล่มมีความน่าสนใจต่างกัน ไม่ว่าจะด้วยคนเขียนที่หลากหลาย ทัศนคติที่ต่างกันไป ความเชื่อ ค่านิยม และคุณธรรม จริยธรรม อย่างที่พี่ว่ามา
ต้อมก็ไม่ได้บอกว่า หนังสือนี่ดีนะ สักหน่อย เพราะอย่างที่เรารู้ ๆ กัน ทุก ๆ อย่างล้วนแต่ไม่ได้มีแค่ด้านเดียว หนังสือก็มีทั้งที่ดีและ((เราคิดว่า))ไม่ดี การที่คนกลุ่มหนึ่งยกย่องให้หนังสือเล่มหนึ่งดี ก็ใช่ว่ามันจะดีจริง ๆ สำหรับคนอีกกลุ่ม มันเป็นไปตามค่านิยมและกระแสสังคมของคนบางส่วนเท่านั้น มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างนะ อย่างเช่น ผู้บริโภค
หนังสือสร้างความนิยมหลากหลาย ทั้งกระจายความรู้ข้อมูลข่าวสาร ให้ความบันเทิง หนังสือเป็นอีกสื่อหนึ่งที่ทรงพลังนะ ต้อมว่าล่ะ
แต่ถึงอย่างไร ต้อมก็ชอบหนังสือล่ะค่ะ
สวัสดีครับ
มีลิ๊งของคุณ
ประโยชน์ของหนังสือมีมากมายค่ะ เป็นแหล่งรวมข้อมูลที่กว้างขวาง แต่ในขณะเดียวกันนั้น ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อไม่ดี
ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้อมว่าแล้วแต่ผู้ใช้น่ะค่ะ อยู่ที่ตัวบุคคล
ต้อมคิดเหมือนคุณหมอค่ะ ที่ว่า สำหรับตัวเองแล้ว การอ่านเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ
ปาย เป็นยังไงบ้างคะ คุณหมอ? เห็นเขาว่ากันว่า ปายตอนหน้าฝนนี่สวย ยิ่งได้พำนักอยู่ท่ามกลางกลางทุ่งข้าวเขียวขจี คงจะสุขใจไม่ใช่น้อยเลยนะคะ
ขอบคุณนะคะ สำหรับ link .. เข้าไปอ่านแล้วค่ะ
การอ่านหนังสือ โดยรวมแล้วก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ที่สำคัญก็คือ เราอ่านหนังสือแล้วได้อะไรจากตรงนั้น? อันนี้น่าจะสำคัญกว่าเนอะ
สถิติ คือตัวเลข ที่ทำให้เราหยุดชะงักแล้วถามตัวเอง ถามสังคม ว่า เอ๊ะ มันยังไงกัน? ทำไมมันออกมาเป็นแบบนี้? เพราะอะไรนะ? ทำนองนี้ล่ะมั้งคะ