• สวัสดีค่ะ คุณสมพงศ์  ตันติวงศ์ไพศาล ..

จากคำถามที่ว่า การอ่านจำเป็นหรือไม่?  อันนี้ต้องแล้วแต่ปัจจัยโดยรวมค่ะ  โดยส่วนตัวต้อม  ต้อมคิดว่าการอ่านเป็นแค่วัฒนธรรมของคนกลุ่มหนึ่งในสังคม  ซึ่งไม่ต่างกับการกินข้าว  ดูหนัง  ฟังเพลงเลย  เมื่อมีผู้รู้หนังสือมากขึ้น  ตลาดหนังสือก็จะขยายตัว  และบุคคลบางกลุ่มที่เรียกกันว่าชนชั้นกรรมาชีพที่ต้องปากกัดตีนถีบเพื่อหารายได้มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนั้น  พรุ่งนี้จะเอาอะไรมากินก็ยังไม่รู้เลย  คนกลุ่มนี้จะเห็นหนังสือเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย  ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ต่อชีวิต   หากเป็นคนกลุ่มตรงข้าม การอ่านหนังสือถือเป็นการยกระดับของตัวเองในด้านต่าง ๆ

 การอ่านจะนำไปสู่การพัฒนาทางความคิดหรือไม่?  ต้อมว่า มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลค่ะ  เพราะหนังสือบางเล่มก็สามารถตอบคำถามใด ๆ ในชีวิตได้  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิต

พฤติกรรมการอ่านของคนไทยบ่งชี้ปัญหาบางเรื่องได้  อย่างเช่น ปัญหาเรื่องการศึกษา  เศรษฐกิจ  สังคม

และงานวิจัยที่ระบุจำนวนตัวเลขมานี่ก็เหมือนเราคำนวณหาค่าฉลี่ยต่อหัวต่อปีของคนไทย  พอเห็นตัวเลขก็จะทำให้เรารู้ว่า  ประเทศนี้มีคนอ่านหนังสือจำนวนเป็นล้านบรรทัดเท่า ๆ กับที่มีคนไม่อ่านหนังสือเลย  ปนเปกันไป  เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถตีความได้ว่าผู้คนเมืองนี้ไม่ใฝ่รู้

ปัญญาเกิดจาก การพูด  การอ่าน  การฟัง  การเขียน  ทั้งนี้ทุกอย่างต้องสัมพันธ์กัน  อันมาจาก สุ จิ ปุ ลิ นั่นเอง  สุมาจาก สุตันตะ คือฟังให้เกิดปัญญา  จิมาจาก จินตันตะ คือคิดให้เกิดปัญญา  ปุมาจากปุจฉา คือเมื่อได้ฟัง  ได้คิด ถ้าไม่เข้าใจก็ต้องถาม  ลิมาจากลิขิต  คือต้องมีการบันทึก

การวิจัยไม่สามารถบ่งบอกเราได้ว่าคนในชาติฉลาดหรือไม่  แต่เป็นการหาเหตุผลว่า ทำไมคนไทยจึงอ่านหนังสือน้อย  มากกว่านะคะ  ต้อมว่า

ขอบคุณนะคะที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กัน