ความจริงวัฒนธรรม ประเพณี ระบบคิด และความเชื่อต่างๆในชุมชนดั้งเดิมที่ปฏิบัติกันมานานนั้น หากพิจารณากันแล้วเกือบทั้งหมดก็คือเครื่องกรองขยะชีวิต ขยะสังคมนั่นเอง แต่ชุมชนถูก ระบบ Modernization เคลือบขยะให้เป็นสิ่งพึงปรารถนา เข้ามาในชุมชนจนแยกไม่ออกว่านั่นคือขยะ

   ผู้บันทึกอยากถามสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรในกรุงเทพฯหรือที่ไหนๆว่าท่านเอาน้ำดึ่มมาจากไหนกัน ซื้อบริษัทขายน้ำ? ซื้อเครื่องกรองน้ำไว้ใช้เอง?  หรือท่านที่อยู่กรุงเทพฯน้ำประปากรุงเทพฯดึ่มได้ ?? หรือใช้น้ำบาดาลมาดึ่ม ??  หรือ ?? 

แต่ผู้บันทึกใช้น้ำจากเครื่องกรองน้ำของบริษัทที่มีชื่อแห่งหนึ่ง ใช้มาหลายปีแล้ว ผู้บันทึกเชื่อในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถจะผลิตเครื่องกรองน้ำที่ได้น้ำมีคุณภาพ  แต่เราต้องไปพึ่งพาบริษัทตลอดไป ซึ่งเป็นระบบธุรกิจสมัยนี้อยู่แล้วที่ต้องการผลิตของมามัดลูกค้าให้ต้องพึ่งพาอะไหล่ตลอดไป  เมื่อครบกำหนดเราต้องเปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่ คิดไปก็กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตสมัยใหม่ในเมืองไปแล้ว เราพยายามคิดประหยัดโดยไม่อยากซื้อน้ำกินทีละถังใหญ่ๆมาตุนไว้พอหมดก็สั่งมาอีก จะเก็บน้ำฝนมากินเหมือนโบราณนั้นเลิกพูดเลย นี่เองที่ใครต่อใครกล่าวกันว่าน้ำแพงกว่าน้ำมัน เอ้า... ลองพิจารณาน้ำบรรจุขวดซิ เป็นเช่นนั้นจริงๆ 

แต่ผู้บันทึกอยากหยิบประเด็นที่ว่าระบบการกรองน้ำของบริษัทต่างๆ จะเป็นดังนี้ แต่ก่อนก็กรองแบบเครื่องกรองมาตรฐาน  ต่อมาก็กล่าวว่ากรองด้วยระบบ Reverse osmosis และฆ่าเชื้อด้วยระบบผ่านแสงอุลตร้าไวโอเลต ในระบบน้ำบรรจุขวดขาย แต่ระบบเครื่องกรองก็จะเป็นแบบถ่านคาร์บอนและแผ่นกรองที่ละเอียดยิบสามารถกรองนั่นกรองนี่ได้ขนาดเล็กเท่านั้นเท่านี้  และมีแสงอุลตร้าไวโอเลตอีกเพื่อฆ่าเชื้อโรค เอาเป็นว่ามีความเชื่อถือสูง จึงตัดสินใจซื้อมาติดตั้งที่บ้าน 

เชื่อถือเพราะเวลาเปลี่ยนไส้กรอง เราพบว่าน้ำประปาที่เห็นว่าสะอาดนั้น เมื่อผ่านเครื่องกรองแล้วยังสามารถเก็บ Particle เล็กๆได้อีกมากมาย จนแผ่นกรองตันไปเลยเมื่อทิ้งไว้นานๆ และหลอดแสงอุลตร้าไวโอเลตก็เปลี่ยนทุกปี ระบบน่าที่จะทำหน้าที่ของเขาและได้น้ำที่บริสุทธิ์พอสมควรแก่การดึ่มกินสำหรับคนเราได้  จะเห็นว่าหากเราต้องการน้ำสะอาดเราก็สามารถจัดการให้ได้น้ำสะอาดได้  เราก็ไม่ต้องเสี่ยงในการดึ่มน้ำที่ไม่สะอาด 

ผู้บันทึกเลยนึกไปถึงชุมชนชนบทที่ทำงานอยู่ว่า เออ...เราได้ทำ เครื่องกรอง ที่มีประสิทธิภาพมา กรองขยะสังคม ออกไปจากการรับรู้ด้วยอายตนะทั้งภายในและภายนอกของเราในแต่ละวันอย่างไรบ้าง  พบว่าไม่มี หรือมีน้อยมาก  คิดไปเรื่อยเปื่อยจนถึงว่า เอ้าสื่อมวลชนที่ใครต่อใครกล่าวหาว่าเป็นส่วนสำคัญที่ไม่ค่อยได้ กรองสื่อ สู่สาธารณะ หรือหลุด  

หน่วยงานรับผิดชอบไม่สามารถทำอะไรในเชิงรุกได้เลย มีแต่วิ่งตาม การวิ่งตามนั้นมันไม่ใช่การกรองแล้ว มันเป็นการแก้   แล้วชุมชนชนบทที่เป็นเป้าใหญ่ของระบบการค้า ธุรกิจในหลายแขนง สังคมเราไม่มีกระบวนการกรองเลย ปล่อยเป็นอิสรเสรี ไม่ว่าในระดับไหน ตรงข้ามหน่วยงานที่น่าจะมีส่วนสำคัญในการ กรอง หลายครั้งก็สนับสนุนการไหลบ่าของขยะสังคมด้วยซ้ำไป   

แล้วที่สร้างชุมชนเข้มแข็งนั้นน่ะ มีเครื่องกรองอะไรเกิดขึ้นบ้างไหม มากน้อยแค่ไหน มีตัวอย่างเครื่องกรองขยะสังคมที่ไหนบ้าง ดูจะไม่มี ไม่เคยได้ยินเลย 

แต่อาจจะมีในระดับปัจเจกชน เช่นผู้อาวุโสแห่งชนบทต่างๆ หรือนักปราชญ์ส่วนใหญ่ท่านเหล่านั้นมีเครื่องกรองที่ระบบคิด ทัศนคติ ความตั้งมั่น และยืนหยัด ล้วนเป็นปัจเจกชนทั้งสิ้น  ที่เป็นชุมชนดูจะมีแห่งเดียวเท่านั้นในประเทศไทยคือ ชุมชนอโศกทั้งหลายนั่นเอง  

ความจริงวัฒนธรรม ประเพณี ระบบคิด และความเชื่อต่างๆในชุมชนดั้งเดิมที่ปฏิบัติกันมานานนั้น หากพิจารณากันแล้วเกือบทั้งหมดก็คือเครื่องกรองขยะชีวิต ขยะสังคมนั่นเอง  แต่ชุมชนถูก ระบบ Modernization เคลือบขยะให้เป็นสิ่งพึงปรารถนา เข้ามาในชุมชนจนแยกไม่ออกว่านั่นคือขยะ อ่อนแอเกินไปที่จะใช้วัฒนธรรม ประเพณี ระบบคิด และความเชื่อต่างๆของสังคมเดิม ให้เป็นเครื่องกรองแล้วคัดขยะออกไปจากวงจรชีวิต อย่างรู้เท่าทัน   

นี่คือสาเหตุความยากจนกระมัง  นี่คือสาเหตุแห่งปัญหาสังคมกระมัง นี่คือหลุมดำของสังคมที่วิ่งตาม Globalizations กระมัง 

เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้ จะช่วยกันสร้างเครื่องกรองกันอย่างไรดี ?