งานที่มีการประสานงานร่วมกันโดยคนหลากหลาย ควรจะมีแผนงานเพื่อให้ทุกๆ คน มองเห็นเป้าหมายอันเดียวกัน เข้าใจในบทบาท หน้าที่ของตนเอง มีการวัดความสัมฤทธิ์ผลอย่างชัดเจนครับ

หากไม่มีแผนงาน ก็อาจจะเกิดความซ้ำซ้อน ทำงานสูญเปล่า เหนื่อยแต่ไม่ได้งานที่ตรงกับที่ต้องการ ด้วยอาการไม่รู้กัน เช่นดัง quote เรื่อง Everybody Somebody Anybody and Nobody ที่เขียนไว้ในบันทึก: ช่องว่างระหว่างความรู้และการกระทำ

  • แผนงานเป็นเหตุ ในแง่ที่ให้ความกระจ่างแก่ผู้ที่อ่านแผนว่าจะต้องทำอะไรกันบ้าง มีผลลัพท์ที่ต้องการ (deliverables) เป็นการปฏิบัติงานตามแผน (implementation)
  • แผนงานเป็นส่วนของผล ในแง่ที่เป็นการเตรียมการเพื่อจัดสรรทรัพยากร เอาชนะข้อจำกัดต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอันเป็น "ประโยชน์" ขององค์กร
  • แผนงานไม่ใช่สิ่งวิเศษที่จะดลบันดาลให้งานสำเร็จไปได้ หากแต่แผนงานเป็นเครื่องมือในการวางแผน ประเมินกำลังและสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อทำให้องค์กรบรรลุเป้่าหมายที่ต้องการ
  • แผนงานจะดีหรือไม่ดี วัดที่ความรอบคอบ วัดที่ความเหมาะสมในการจัดการทรัพยากรเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์; แต่ก็มีคนเป็นจำนวนมากที่มีศรัทธาต่อแผนประหนึ่งศาสนา หากแผนเขียนอะไรไว้ ก็จะต้องปฏิบัติไปตามนั้น ไม่รู้จักพลิกแพลง-ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์
  • แผนการชั่วร้าย แผนอุบาทว์ แผนเลวทราม แผนขายชาติ แผนครองโลก แผนรวยแสนล้านอันไม่สุจริต แผนชิงรักหักสวาท เหล่านี้ไม่ได้ผิดที่แผนงาน แต่ผิดที่วัตถุประสงค์ที่ตั้งอยู่บนอบายตั้งแต่ตอนเริ่มต้น หลังจากนั้น ความชั่วอื่นๆ จึงตามมา
  • แผนธุรกิจ มีทั้งแบบที่ต้องการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนให้มากที่สุด (ซึ่งมักจะได้ยินจากนักศึกษาบริหารธุรกิจที่เปิดตำรามาตอบ หรือแม้แต่ผู้บริหารมากประสบการณ์ที่ไม่เคยได้ตรึกตรองคำตอบนี้มาก่อน) และมีทั้งแบบที่พยายามหาจุดสมดุลย์ระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด (stakeholders) -- ทั้งสองแบบ ต่างกันที่แบบหนึ่งมีความโลภเป็นแรงกระตุ้น อีกแบบหนึ่งมีการจัดสรรผลประโยชน์
  • ส่วนองค์กรต่างๆ ตั้งวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ "ประโยชน์" ไว้อย่างไร ขึ้นกับมโนคติของ "ผู้ใหญ่" ในองค์กร; เรื่องเหล่านี้ ผมไม่เชื่อว่าการไปชุบตัวในหลักสูตรจริยธรรมมา จะทำให้คนกลายเป็น "คนสุก" ได้ในฉับพลันเหมือนย้อมสี -- เรื่องแบบนี้น่าจะต้องอบรมกันมาตั้งแต่เด็ก
  • แต่ที่สุดแล้ว องค์กรก็จะเป็นผู้เลือกว่าต้องการอะไร-แค่ไหนกันแน่

คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน เป็นข้อเขียนโดย อ. ป๋วย อึ๊งภากรณ์

       เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก
      พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกฎหมาย หรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่ พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง
     ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์
     ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น
     เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่า ตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม
     บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อ มีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิด และวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะได้มีโอกาส รับเงินทุนจากต่างประเทศ มาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม
     ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีการทำกินแบบใหม่ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม
     ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่
     ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่นๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ก็ได้โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก
     ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอพยาบาลได้สะดวก
     ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชะอุ่ม สามารถมีบทบาท และชมศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่างๆ เที่ยวงานวัน งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรก็ได้พอสมควร
     ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำดื่มบริสุทธิ์สำหรับดื่ม
     เรื่องอะไรที่ผมเองไม่ได้ หรือได้แต่ของไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือ สโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน
     เรื่องที่ผมจะเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ
     ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ
     เมียผมก็ต้องการโอกาสต่างๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว
     เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา
     เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ
     เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใจในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่นๆ บ้าง
     ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่างฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตอง ในงานศพให้วุ่นวายไป
     นี่แหละคือความหมายของชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่จะควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน

     สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ ขอความสุขสวัสดีและสันติสุข จงเป็นของท่านทั้งหลาย และพระท่านกล่าวไว้ดังนี้เกี่ยวกับความสวัสดี

     "เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญา เรื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำเร็จอินทรีย์ และความเสียสละ"

Quote ในย่อหน้าสุดท้าย เป็นความมาจากสุพรหมสูตร