เมตตาจิตจะเกิดได้ดังนั้นต้องมีทุกข์เป็นอารมณ์ คือเห็นคนหรือสัตว์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากแล้วเกิดจิตเมตตา

      

  

       ว่าด้วยเรื่องของเมตตา ตอนต่อไป เรื่องของเมตตานั้นมีสาระยาวคงต้องขออนุญาตเขียนสักสี่ตอนครับ
 

        เมตตานั้นมีรากฐานมาจากความรักและความห่วงใยที่บริสุทธิ์ ที่มีต่อตน ที่มีต่อบุคคลอื่นและมีต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ  เมตตาจึงเป็นเรื่องของความรัก ความห่วงใยและความปรารถนาดีที่มีต่อตนและสัตว์บุคคล


       หากจะถามว่า จิตเมตตามีอะไรเป็นอารมณ์? คงต้องตอบว่า
   

       หัวใจของเมตตาอยู่ที่ ต้องมีความทุกข์เป็นอารมณ์


       เนื่องจากเมตตาจะเกิดขึ้นได้ในจิตของบุคคลใดได้ ต่อเมื่อบุคคลนั้นประสบต่ออารมณ์ของความทุกข์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า หรือตั้งจิตระลึกถึงความทุกข์นั้นๆให้มาปรากฏในดวงจิต


        คนที่เข้าใจดีในความทุกข์นั้นหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับความทุกข์มาก่อน จึงเกิดความเข้าใจและเห็นใจว่า คนหรือสัตว์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากอยู่นั้นมีความรู้สึกเช่นไร

        เช่น คนที่เคยเผชิญกับความยากจนและความหิวโหยมาก่อนย่อมเข้าใจได้ดีประสบการณ์ทุกข์นั้น เมื่อพบเห็นคนหรือสัตว์ที่ตกอยู่ในภาวะนั้น จิตเมตตาจึงเกิดขึ้น


        สังเกตดูได้ว่าในหมู่คนยากจนนั้น เขามีเมตตาจิตต่อกันเห็นอกเห็นใจกันและกันมากกว่าในกลุ่มของคนร่ำรวย เพราะล้วนแต่เข้าถึงและเข้าใจในสภาพทุกข์นั้นเป็นอย่างซาบซึ้ง


        ดังนั้น คนที่มีจิตเมตตาจึงต้องเป็นคนที่เข้าใจในเรื่องของความทุกข์ จึงปรารถนาให้สัตว์บุคคลอื่นประสบแต่ความสุขแทน ดังคำแผ่เมตตาที่เราได้ยินกันคุ้นหูอยู่ว่า
 

        “สัตว์ทั้งหลาย จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด

         (สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ)”
 

          คำว่าสัตว์ทั้งหลายนี้ มาจากคำว่า สัตตะวะ กินความหมายกว้างคือนับตั้งแต่ สัตว์ คน และอมนุษย์ทั้งหลายและคำว่าอมนุษย์นี้ มิได้จำกัดอยู่ที่พวกผีสางเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงสิ่งที่มีชีวิตอื่นๆที่ไม่ใช่มนุษย์ (เทวดา พรหม หรือมนุษย์ต่างดาวก็ได้เป็นไรมี)


          หากมีบางบทที่ย้ำเฉพาะเจาะจงลงไปว่า “สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดเจ็บตาย...” ก็หมายเอาเฉพาะสัตว์บุคคลและสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่เกิดอยู่ในภพภูมิเดียวกันและมีความทุกข์ร่วมอย่างเดียวกัน คือ ความทุกข์ที่เกิดจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย


          คนที่เอ่ยคำแผ่เมตตานี้ออกมาได้และสัมฤทธิ์ผลได้นั้น ต้องเป็นบุคคลที่มีปัญญาเข้าถึงในประสบการณ์ของทุกข์นั้นจริงๆ


         เห็นว่าการเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์  ความเจ็บและความตาย เป็นทุกข์จริง
 

         สำหรับคนที่ไร้คุณสมบัติดังกล่าว กล่าวคำแผ่เมตตาออกไป จึงเป็นเพียงแค่ลมที่อาศัยปากปล่อยออกมาเท่านั้น

         หมดลมก็หมดความหมาย

         เนื่องจากในจิตใจตนเองนั้นก็ไม่มีเมตตาจิตและไม่มีพลังแห่งความเมตตาที่จะแผ่ออกไปจริง จึงเห็นคนบางคนที่กล่าวคำแผ่เมตตาไปมือก็ตบยุงไปพลางๆ

         พอถามไถ่เข้าก็บอกว่า ที่ว่า สัพเพ สัตตา นั้น ยกเว้นยุง จ้ะ !
 

         ดังนั้น ในเรื่องของเมตตาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆและพากันปฏิบัติด้วยความไม่รู้คงต้องอาศัยปัญญาเป็นเครื่องมือจึงจะเจริญเมตตาได้ถูกต้อง

         เมตตานั้นจัดอยู่ในประเภทของกุศลจิตคือจิตที่ดีงาม หรือมีชื่อเรียกกันอีกชื่อหนึ่งคือ อโทสะ ที่หมายถึงภาวะของความไม่โกรธ
 

         ดังนั้น จึงกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าคนขี้โกรธเป็นคนที่มีเมตตาน้อย

         ผมไม่ได้ว่าใคร

         คนขี้โกรธอย่าเพิ่งโกรธผม!


         อย่างที่เคยยกตัวอย่างมาแล้วว่า เมตตาจิตจะเกิดได้ดังนั้นต้องมีทุกข์เป็นอารมณ์ คือเห็นคนหรือสัตว์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากแล้วเกิดจิตเมตตา นี้เป็นปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อภาวะของทุกข์ที่เป็นบวก คือเป็นกุศลจิต หากคนบางพวกเกิดปฏิกิริยากลับกันคือเห็นแล้วกลับรู้สึกโกรธหรืออารมณ์ขุ่นมัว คือเป็นลบ จัดเป็นอกุศลจิต


          ท่านจึงแนะให้คนมักโกรธนั้นฝึกการแผ่เมตตา เพราะเป็นของแก้กัน

         โดยเริ่มต้นฝึกตั้งแต่หาอุบายทำใจให้สงบก่อน เพราะตามปกตินั้นจิตของเรามักซัดส่ายง่ายเรียกว่าไม่มีสมาธิ

         หรือไม่ก็ชอบไปหมกมุ่นอยู่กับการงานหรือเรื่องเครียดที่น่าปวดหัวเรียกว่ามีสมาธิหมกมุ่นเกินไป

         จิตสองสถานะนี้ไม่เหมาะสำหรับเจริญเมตตาเนื่องจากฐานจิตไม่เหมาะสม

        เปรียบได้ดังเหมือนกับการสร้างบ้านเรือนสิ่งแรกที่ต้องลงมือทำคือการปรับที่ปรับทางให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงจะอาศัยที่ทางอันเรียบนั้นปลูกบ้านสร้างเรือนลงไปได้ฉันใด ฐานที่เหมาะสมของเมตตาจิตจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย ก็ต้องประกอบการงานที่ชักนำให้เกิดกุศลจิตก่อนฉันนั้น

         เช่นอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อยแล้วไหว้พระสวดมนต์จะเป็นบทสวดของหลวงพ่อไหนวัดใดก็ไม่ขัดข้อง


         ขอเพียงอย่างเดียวว่า ให้สำรวมจิต


        ให้ตั้งมั่นอยู่ที่อากัปกิริยาอาการในขณะทำกิจนั้น เช่นการน้อมตัวลงกราบ การเปล่งเสียงออกมาและการน้อมจิตระลึกถึงพระพุทธองค์ ให้เกิดศรัทธาว่าที่เรากำลังทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่ดีงามคือแสดงความกตัญญูกตเวทิตาธรรมให้ปรากฏ ทั้งกาย วาจาและใจ

        หากทำได้ก็เป็นเบื้องต้นของกรรมฐานที่เรียกว่า พุทธานุสติ คือการมีจิตตั้งมั่นในการระลึกรู้ถึงพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณและพระมหากรุณาธิคุณ ของพระพุทธองค์

         ต่อด้วย ธัมมานุสติ การระลึกรู้ในคุณค่าของพระธรรมคำสั่งสอน ว่าดีแล้วชอบแล้ว และสังฆานุสติ การระลึกรู้และชื่นชมในความประพฤติที่ดีงามของเหล่าอริยสาวกที่ประพฤติปฏิบัติดีตรงแล้ว ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์แล้ว ปฏิบัติสมควรแล้ว


         หากตั้งสติระลึกได้นานเท่าใดแสดงว่า เกิดกุศลจิตนานเท่านั้น ความนานที่ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์นั้น เรียกว่าสมาธิ


         หลังจากนั้น รีบฉวยโอกาสที่จิตมีทุนอยู่ในกระเป๋า คือภาวะของกุศล จะได้รีบฝึกการเจริญเมตตาเพื่อที่จะให้มีสภาวะของเมตตาเกิดขึ้น แล้วอาศัยอำนาจพลังของเมตตาที่มีอยู่นั้นแผ่ออกไปได้

        เปรียบได้ว่าเมื่อปรับที่ทางเสร็จแล้ว ก็เริ่มขุดหลุมเพื่อปักหักปักเสา อย่าได้รอช้าเดียวหญ้าคาและวัชพืชจะถือโอกาสขึ้นแซมได้ แต่ช้าก่อน...

         ยังอย่าเพิ่งตาลีตาเหลือกแผ่เมตตาออกไปเพราะจิตยังไม่มีเมตตา

         พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณจรัลแห่งวัดอัมพวันเคยเปรียบว่า  คนสมัยนี้ไม่รู้เคล็ดของเมตตา ยังไม่มีบุญกุศลอะไรเลยรีบแผ่เมตตาเสียแล้ว

         ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาอะไรไปแผ่

         เหมือนคนที่ไม่เคยมีทุนรอนอยู่ในธนาคาร หรือมีแต่ใช้เงินไปหมดเกลี้ยงแล้วไม่เคยเอาเงินไปฝากแบงค์อีกเลย พอเห็นตู้เอทีเอ็ม กลับรี่ตรงไปกดเบิกเงิน


         ตู้มันก็ฟ้องร้องบอกว่า เงินไม่มี...เงินไม่มี


        ก็ต้องหน้าแตก กลับไปบ้านไป

        กลัวว่าจะยาวไป ขอยกยอดตอนต่อไปจะพูดเรื่องวิธีการแผ่เมตตาครับ