กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากอาทิตย์ที่ผ่านมาจนถึงเมื่อวานนี้ ผมได้ข้อคิดหลายๆอย่างที่น่านำมาบันทึกผ่านบล๊อกนี้ครับ

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมต้องขอบคุณ ส.ค.ส. ที่แนะนำอาจารย์มณฑล และอาจารย์ธวัช มาเป็นวิทยากรการพัฒนาองค์ความรู้ทางกิจกรรมบำบัด ให้กับอาจารย์และนักกิจกรรมบำบัดทั่วประเทศ ผมประทับใจในความเป็นกัลยาณมิตรของท่านวิทยากรที่แนะนำระบบวิธีการจัดกิจกรรมเพื่อการดึงศักยภาพของตนเองมาเชื่อมโยงกับการสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่มีบริบททั้งในเชิงลึกและกว้างเพื่อลดความแตกต่างระหว่างคนหรือพัฒนาความสัมพันธ์ของคนในองค์กร และการให้กำลังใจเพื่อพัฒนาคนดีและคนที่กำลังพัฒนาความดีเพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมต่อไป

ผมเข้าใจบทสนทนาเหล่านี้หลังจากมองภาพและทบทวนทักษะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่แตกต่างกันระหว่างบุคคลในห้องประชุม แม้ว่าผู้ฟังจะถูกสอนมาจากสถาบันเดียวกันคือภาควิชากิจกรรมบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งผลิตวิชาชีพนี้สู่สังคมไทยมาเกือบ 500 ท่าน ด้วยระยะเวลา 26 ปี แต่นักกิจกรรมแต่ละคนมีความสามารถในการสำรวจความรู้ของตนที่ไม่ชัดเจนนัก แต่พยายามแสดงความรู้ของตนเองที่ไม่ตรงประเด็นและไม่ยอมรับถึง "ความรู้ลึกซึ่งหรือเชี่ยวชาญ" ในความคิดเห็นของคนแต่ละคน

วิชาชีพเล็กๆ เมื่อแต่ละคนเชี่ยวชาญกันแบบไม่มีทิศทางและไม่มีการทำความเข้าใจถึง "จุดแข็งและจุดอ่อน" ของตนเอง ส่งผลให้ขาดการยอบรับตนเองด้วยความจริงและไม่ค่อยจะยอบรับความคิดเห็นของผู้อื่นนัก

วิชาชีพเล็กๆนี้จำเป็นต้องสร้างกัลยาณมิตร พัฒนา "ตน" และ "คนอื่น" ให้ฟังอย่างลึกซึ่ง ให้คิดเชิงบวก ให้สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ชัดเจน และตรงประเด็น ที่สำคัญให้มีความถ่อมตัวเพื่อเปิดใจรับฟังประสบการณ์ความคิดจากคนอื่นๆ ตลอดจนสหวิชาชีพอื่นๆ

มาถึงสองวันที่ผ่านมา ผมมีโอกาสต้อนรับอาจารย์กายภาพบำบัด (Mr. Halona) และอาจารย์กิจกรรมบำบัด (Mrs. Nandanie) จาก School of Physiotherapy and Occupational Therapy , Colombo, Sri Lanka

ท่านทั้งสองมาดูงานหลักสูตรกิจกรรมบำบัดมหิดลและการบริหารงานของผมที่ผ่านมา ยอบรับว่าได้ใช้เวทีเสวนาแบบ KM เป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก หลังจากกลับมาจากออสเตรเลียได้เกือบห้าเดือนโดยไม่ค่อยได้ใช้ภาษามากนัก ยังโชคดีที่ภาษาอังกฤษของผมยังใช้งานได้บ้างครับ

ความประทับใจและมิตรภาพเกิดขึ้น เมื่อเราได้พูดคุยถึงปัญหาของการพัฒนา "คน" ที่เราต้องทำงานด้วย การกระจายงานให้แต่ละ "ตน" และ "คน" รับผิดชอบค่อนข้างจำกัด หาก "ตน" และ "คน" เหล่านั้นไม่มีความสามารถที่จะเข้าใจ "ตน" และ "คน" และขาด "แรงจูงใจแห่งการพัฒนางาน" กับ "ความรักงานที่ทำอยู่"

วิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ดีที่สุด คือ ประสบการณ์ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และลองปฏิบัติให้ "ตน" เข้าใจ "คน" และ "สังคม" ด้วยความสุขและความมุ่งมั่นแห่งการพัฒนางานใดๆ ภายใต้ทิศทางและบริบทของสังคมเดียวกัน

แต่ก็เป็นเรื่องยากว่า เราจะแก้ไขปัญหาได้ดีในทุกๆ "ตน" "คน" และ "สังคม" หรือไม่ คำตอบคือ "ยากส์....." เพราะเราไม่สามารถเลือก "ตน" ที่มีพรสวรรค์ (talent) และคุณธรรม (moral) ต่อการประกอบการงานได้ดีเหมือนกันทุกๆ "คน" ไปครับ