วันที่ ๙ พ.ค. ๕๐ ตอนเย็นผมไปรับลูกสาวกลับมาเยี่ยมบ้านจากนิวยอร์ค    แล้วตอนสองทุ่มครึ่งผมก็ออกจากบ้านไปสนามบินสุวรรณภูมิอีกครั้งหนึ่งเพื่อเดินทางไปเจนีวา   เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการจัดการประชุมรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ ๔ ของคณะกรรมการ   

         ระหว่าง check-in ที่เคาน์เตอร์ของชั้นธุรกิจของการบินไทย   ศ. นพ. สุพัฒน์ วาณิชย์การ เลขาธิการมูลนิธิฯ ก็มาถึงพอดี พร้อมกับยื่นหลักฐานการขอ upgrade ไปนั่งชั้น ๑   ผมจึงได้พึ่งใบบุญของ อ . หมอสุพัฒน์ ไปนั่งชั้น ๑ อีกครั้งหนึ่ง    หลังจากเคยได้พึ่งมาครั้งหนึ่งแล้วในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๙ ตอนไปเจนีวาเพื่อประชุมคณะกรรมการจัดการประชุมฯ ครั้งที่ ๒

        หลังจาก check-in อ. หมอสุพัฒน์ไปดักพบคนที่เดินทางกลับมา เพื่อจะคุยกันเรื่องงาน (เกี่ยวกับในวัง   อ. หมอสุพัฒน์ท่านรับใช้ใกล้ชิดสมเด็จกรมหลวงฯ)         ผมไปนั่งกรอกบัตรผ่านการตรวจคนออกจากเมือง    แล้วเดินไปหาที่ซื้อบัตรภาษีผู้เดินทางออกนอกประเทศ     ปรากฏว่า ไม่ต้องซื้อ เขาคิดรวมไปกับตั๋วเครื่องบินแล้ว     ทำให้สะดวกขึ้น และนึกออกว่าเราโง่อยู่ตั้งนานหลายปี    ต้องเสียเงินค่าตู้ขายบัตร และค่าจ้างพนักงานขายบัตรโดยไม่จำเป็น อยู่หลายปี    

         เดินตรงไปตามป้ายสู่ First Class Louge พนักงานพาไปขึ้นรถไฟฟ้าคันเล็กๆ นั่งได้ ๒ คน แต่มีผมนั่งคนเดียว ขับไปที่ lounge ตอนแรกผมคิดจะบอกเขาว่าผมเดินไปก็ได้    แต่ก็โชคดีที่ไม่ได้บอก     เพราะรถแล่นไปไกลเกือบกิโล กว่าจะถึงห้องรับรองผู้โดยสารชั้น ๑    นี่เป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับผม ที่ได้นั่งรถแล่นฉิวภายในอาคารสนามบินไปสู่ห้องรับรอง  

          ที่ห้องรับรองผมดื่มกาแฟ คาปูชิโนถึง ๒ แก้ว เพราะอร่อยมาก รสกลมกล่อมกว่าที่เคยกินตามโรงแรม    และดื่ม วิสกี้ผสมน้ำ ๒ แก้ว    โดยในที่สุด อ. หมอสุพัฒน์ก็มาสมทบ    แล้วเราออกไปเดินดูสินค้าปลอดภาษีโดยไม่เสียเงินเลย    แต่พอผ่านร้านหนังสือผมก็เสียเงิน ซื้อหนังสือ Lonely Planet ประเทศอียิปต์    เพื่อเตรียมไปเที่ยวอียิปต์เดือนหน้า    เนื่องจากผมได้รับเชิญจากธนาคารโลกให้ไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์การส่งเสริม KM เพื่อการพัฒนาประเทศ   ในการประชุมชื่อ Conference on Knowledge Management as an Enabler of Change and Innovation in Africa      ผมจึงถือโอกาสชวนภรรยาไปทัวร์เสียเลย    ผมอยากไปทำความเข้าใจอารยธรรมโบราณ    เชื่อมโยงกับคนยุคปัจจุบัน      ตอนจ่ายเงินผมถามพนักงานว่าผมมีบัตรสมาชิด King Power ลดราคาไหม     เธอบอกว่าหนังสือไม่ลด     ลดเฉพาะพวกสินค้าพวดเหล้า บุหรี่ เครื่องสำอางค์    เป็นบทสอนใจผมว่าเวลาร้านต่างๆ ชวนทำบัตรสมาชิก ให้ระวังว่าเวลาเขาโฆษณาเขาจะบอกยังกับว่าลดราคาสินค้าทุกอย่าง แต่พอเอาบัตรไปใช้จริงๆ ข้อจำกัดเยอะแยะ

        ทีจี ๙๗๐ ไปซูริค ออกจากประตู ซี ๑๐   เราพบคณะที่ร่วมเดินทาง คือ รศ. ดร. อังคณา ฉายประเสริฐ, ศ. พญ. วาณิชา ชื่นคงแก้ว  และคุณทิพวรรณ วิทย์วรสกุล  ที่ประตูทางออก   ไม่พบ รศ. ดร. ชื่นฤทัย กาญจนจิตรา, นพ. พงศธร ปกเพิ่มดี  และ พญ. โสภิดา ชวณิชย์กุล  แต่ทราบว่ามาแล้ว   รวมคณะของเราที่เดินทางด้วยกันในเที่ยวบินนี้ ๘ คน   และจะมีคุณหมอสุวิทย์ และหมอวิโรจน์  มาสมทบที่เจนีวาอีก ๒ คน   รวมเป็นคณะ ๑๐ คน ที่เดินทางมาประชุมครั้งนี้    และหลายคนจะอยู่ประชุม World Health Assembly ต่อเลย     แต่ อ. หมอสุพัฒน์กับผมพอประชุมเสร็จก็จะบินกลับในคืนวันที่ ๑๑ พ.ค. เลย

          เครื่องบินออกตรงเวลา    กัปตันประกาศตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง ว่าจะถึงซูริคช้ากว่ากำหนด ๑๐ นาที และขอโทษผู้โดยสาร    ถ้อยคำ ๒-๓ ประโยคนี้แสดงถึงคุณภาพของบริการที่สูงยิ่ง   น่าภูมิใจ    แต่ก็ทำให้ผมสงสัยว่า แค่ ๑๐ นาทีเร่งเครื่องเอาหน่อยไม่ได้หรือ    หรือว่าเป็นธรรมเนียมที่การบังคับเครื่องบินมันอัตโนมัติหมด    คน (นักบิน) พยายามเข้าไปยุ่งน้อยที่สุด

        ผู้โดยสารชั้น ๑ เต็มทั้ง ๑๐ ที่    ผมได้หมายเลข 2E ซึ่งเป็นที่นั่งกลางลำ ไม่ติดหน้าต่าง    นั่งคู่กับ ศ. นพ. สุพัฒน์ 
  
        กิจกรรมแรกเมื่อถึงที่นั่ง คือหาหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีให้เหลือเฟือมาเก็บไว้อ่าน   แล้วผมก็ผิดหวัง ที่ Newsweek ฉบับที่ขึ้นปกว่าด้วยเรื่องความสุข ที่ผมเห็นในห้องรับรองไม่มี    มีแต่ฉบับใหม่กว่านั้นซึ่งไม่มีเรื่องน่าสนใจ     ในห้องรับรอง ผมอ่าน Newsweek ฉบับนั้นผ่านๆ กะว่าค่อยมาอ่านละเอียดบนเครื่องบิน    ความน่าสนใจก็คือ ฝรั่งเขาชักเริ่มจะรู้สึกว่าทิศทางการดำเนินชีวิตแบบปัจจุบันมันไม่ใช่หนทางแห่งความสุขที่แท้จริง    มันเป็นแค่ความสดวกสบาย   และมายาของวัตถุ และ "ความสำเร็จ"    ข้อดีของฝรั่งคือเป็นนักวัด     เขาคิดเครื่องมือวัดดัชนีความสุขที่เปรียบเทียบระหว่างประเทศ ระหว่างวัฒนธรรม ได้    ตรงนี้แหละที่ผมอยากอ่าายละเอียด ว่าวิธีการของเขาน่าเชื่อถือแค่ไหน

         แต่ผมก็ได้อ่านเรื่องที่ผมสนใจใน The Economist ฉบับวันที่ ๕-๑๑ พ.ค.    ในคอลัมน์ Science and Technology มีเรื่อง The evolution of language : Gestures of intent น่าสนใจมากในแง่ "ภาษา" หรือ การสื่อสาร ในธรรมชาติ   บทความนี้เล่าผลการวิจัยในชิมแปนซี   ที่บอกเราว่า "คำ" ของชิมแปนซี ไม่ใช่คำพูด (speech) เพราะกายวิภาคของปากลิงไม่ได้มีไว้พูด   "คำ" ของชิมแปนซีเป็น ท่าทาง (gesture) และสีหน้า (expression)

         ผมคิดเอง ว่าการสื่อสารในธรรมชาติมีมากกว่าภาษา ที่สัมผัสได้ด้วยหูและตา    เช่นสื่อด้วยสี  กลิ่น  เฟอโรโมน และประสาทสัมผัสอื่นๆ      ทำให้นึกย้อนกลับไปเมื่อวันที่ ๘ พ.ค. ตอนไปเยี่ยมชื่นชมสถาบันนวัตกรรมฯ      ดร. ภิญโญ พานิชพันธ์ บอกว่าไวยากรณ์ในการเรียนรู้ของคนตาบอดเหมือนของคนตาดี    แต่คนหูหนวกและเป็นใบ้มีไวยากรณ์ของการเรียนรู้ต่างและด้อยกว่ามาก    ประเด็นของประสาทสัมผัสกับการเรียนรู้นี้น่าสนใจมาก    ที่สำคัญคือถ้าเราฝึกประสาทสัมผัสของเราไว้ดี      จะทำให้ระดับของการรับรู้และเรียนรู้ของเรามีความละเอียดละเมียดละไม    มีความสุขแบบพอเพียงได้ง่ายกว่าคนอื่น    นี่เป็นการตีความของผมนะครับ ไม่รับรองว่าถูกต้อง

        กิจกรรมที่ ๒ คือถอดเสื้อนอก ให้พนักงานต้อนรับเอาไปเก็บ    รับผ้าร้อนมาเช็ดหน้า คอ มือ แขน   แล้วเลือกเครื่องดื่ม    ผมเลือกแชมเปญ และดื่มเสีย ๒ แก้ว     อ . หมอสุพัฒน์บ่นว่าเดี๋ยวนี้ไม่เสิร์พ ดอม เปอริยอง แล้ว    บ่นว่าแชมเปญนี้ไม่อร่อยกับพนักงาน    เธอรีบระล่ำระลักบอกว่า ใช่ดอม เปอริยอง    แต่ตอนเสิร์พอาจยังแช่น้ำแข็งความเย็นไม่ได้ที่    หรือขวดนั้นอาจจะไม่ดี เดี๋ยวเธอจะเปิดขวดใหม่มาให้     สักครู่ใหญ่ ๆ เธอก็เอาแชมเปญแก้วใหม่มาให้ อ. หมอสุพัฒน์ และถามว่าดีกว่าไหม    อ . หมอสุพัฒน์ชิมแล้วบอกว่าดีกว่านิดหนึ่ง    เธอบอกว่าเป็นขวดเก่าที่แช่น้ำแข็งอุณหภูมิได้ที่แล้ว

        เหตุการณ์เล็กๆ นี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าการบินไทยเขาฝึกพนักงานต้อนรับในทักษะด้านจิตวิทยาการบริการไว้ดีเพียงไร    โดยเฉพาะพนักงานในชั้น ๑ ซึ่งผู้โดยสารมักคาดหวังความพิเศษของบริการ    สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละที่เป็นปัจจัยส่งเสริม competitiveness ของอุตสาหกรรมบริการ

         ผมได้เรียนรู้โดยการสังเกตเหตุการณ์นี้และคิดโยงเข้ากับชีวิตของตนเอง    ว่าผมปรับตัวปรับชีวิตให้อยู่ในสไตล์เฉพาะตัว    คือฝึกตัวเองให้เอาใจใส่เรื่อง "กิน กาม เกียรติ" ให้น้อยที่สุด    ใช้เวลาและสมอง หรือปัญญา ที่ผมมีจำกัด กับเรื่องงาน เรื่องการเรียนรู้ ให้มากที่สุด    ผมจึงไม่รู้ ว่าไวน์ชื่ออะไรดี   แชมเปญนี้อร่อยไหม   เรื่องพวกนี้ผมบอกตัวเองว่าให้ยอม illiterate ไปเลย    เราจะได้มีชีวิตที่พอเพียงได้ง่ายขึ้น

         แต่วิธีจงใจจำกัดตัวเองอย่างนี้ก็ทีข้อเสียนะครับ    มันทำให้ผมเป็นคนแคบ    ความรู้ไม่กว้างขวาง     และในบางวงการคงจะถือว่าเป็นคน "ไม่ศิวิไลซ์"

     แชมเปญเป็นเพียงเครื่องดื่มต้อนรับ    เรายังมีภารกิจเลือกเครื่องดื่มก่อนอาหาร    ผมเลือกวิสกี้ Johny Walker Blue Label ผสมน้ำ    รสนุ่มกลมกล่อมมาก    แต่ถ้าให้ซื้อกินผมไม่ซื้อ    เพราะไม่จำเป็น

          ภารกิจที่ ๓ คือกินอาหาร    ซึ่งเป็นอาหารชั้นยอดราคาแพง    ไม่กินก็เสียดายโอกาส    กินก็ไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะมันเป็นอาหารมื้อเกิน    คิดแล้วก็ฟาดเสียเรียบ    ปลอบใจตัวเองว่าเอาไว้ไปวิ่งริมทะเลสาบเจนีวาเอาแคลอรีส่วนเกินออก      เขามีจานหลักให้เลือกถึง ๔ อย่าง คือเนื้อสันใน (นิวซีแลนด์), แกะอบ, ข้าว กินกับแกงมัสหมั่นไก่ ปลาแซลมอนทอด และน้ำพริกมันปู, และข้าวผัด กินกับหมูผัดขิงและเห็ดหูหนู    ผมชอบกินเนื้อแกะ จึงเลือกเมนูที่ ๒   กินไปดื่มไวน์แดงไป    โดยผมเลือกไวน์แบบประหยัดพลังงาน คือเลือกชนิดของไวน์แดง ตาม อ. หมอสุพัฒน์ เพราะถือว่าเขาเป็นผู้รู้ในเรื่อวนี้    อ. หมอสุพัฒน์บอกว่าพอกินได้ ไม่ดีนัก    ผมรู้สึกว่าสู้ Merlot ที่คุณอานันท์ ปันยารชุนเลือกตอนไปกินอาหารเย็นและประชุมคณะกรรมการอิสระของธนาคารไทยพาณิชย์ที่โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ ไม่ได้    และที่นั่นแก้วไวน์ใบโตจนจมูกเข้าไปอยู่ในวงขอบแก้ว ดื่มทีไรได้ความหอมชื่นใจด้วยทุกครั้ง  

        ขนมหลังจานหลักมีเนยกับผลไม้    ผมเป็นคนชอบกินเนย    แต่ไม่รู้จักชนิด   ใช้วิธีชี้ๆ เอา    พบว่าเนยอร่อยมาก ยิ่งกินกับ cracker ยิ่งอร่อย     ตบท้ายด้วยเหล้าหลังอาหาร

        ภารกิจที่ ๔ คือนอน    แต่ก่อนนอนก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนเสียก่อน    เขามีชุดนอนอย่างดีให้ (ให้เอากลับบ้านเลย)    เราจะเปลี่ยนหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าเปลี่ยนก็นอนสบายดี 

         ก่อนนอนก็ต้องปรับที่นั่งให้เป็นที่นอนเสียก่อน    ข้อดีของที่นั่งชั้น ๑ คือ พอปรับเป็นที่นอนแล้วนอนราบได้เลย (กลไกปรับที่นั่งนี้ซับซ้อนมาก มีปุ่มให้กดถึง ๑๕ ปุ่ม กดเล่นสนุกไปเลย)    เกือบเหมือนนอนที่บ้าน ต่างกันตรงที่ที่นอนแคบกว่า และขยับไปกอดและหอมแก้มเมียไม่ได้ 

         ผมนอนได้ ๒ ยก    สลับด้วยการไปเข้าห้องน้ำ   ได้นอนสัก ๔-๕ ชั่วโมงก็รู้สึกว่าตื่นดีกว่า     จึงลุกขึ้นมาพิมพ์บันทึกนี้
  
        แล้วก็ต้องทำหน้าที่กินอาหารเช้า    เริ่มจากรับผ้าร้อน   น้ำผลไม้  ออเดิฟผลไม้ โยเกิร์ตและคอร์นเฟลค    กาแฟหรือชา   และอาหารจานหลักซึ่งมีให้เลือก ๔ อย่าง     ผมกินข้าวต้มกับ    ซึ่งผมกินไม่หมด เพราะอิ่มตั้งแต่ออเดิฟแล้ว 

       เครื่องบินลงเวลา ๗.๒๕ น. คุณป๋อง เจ้าหน้าที่การบินไทยมารับ พาไปที่ห้องรับรองผู้โดยสารชั้น ๑     ดื่มน้ำและกินช็อกโกเล็ตในห้องรับรองแล้ว อ. หมอสุพัฒน์กับผมออกไปเดินดูของ     ผมเข้าร้านหนังสือ สักครู่เดียวก็กลับมือเปล่า     อ. หมอสุพัฒน์หายไปนาน กลับมาพร้อมกับนาฬิกาปลุก world time ของ Army Swiss

         ผมไม่ได้เล่าเรื่องภาพโฆษณาเคลื่อนไหว (motion picture advertising) ที่ผนังอุโมงรถไฟฟ้า ที่พาเราจากอาคารจอดเครื่องบิน ไปยังอีกอาคารหนึ่งที่ห้องรับรองและห้องรอขึ้นเครื่องบินไปเจนีวา ตั้งอยู่     จนวันที่ ๒๐ พ.ค. ๕๐ ได้อ่านนิตยสาร ต่วย'ตูน ฉบับเดือนพฤษภาคม ปักษ์หลัง     มีเรื่อง "Talk of the Town in USA" เขียนโดย เพ็ญวิภา โสภาภัณฑ์ เล่าเรื่องการโฆษณาผ่านภาพเคลื่อนไหว ที่เรียกว่า motion picture advertising     จึงนึกขึ้นได้     พอถึงบริเวณที่มีภาพดังกล่าว คุณป๋องก็ชี้ให้เราดู     ผู้โดยสารที่มาในรถก็ฮือฮาและตื่นจากความงัวเงีย     เพราะเป็นภาพที่เหมือนหญิงสาวกำลังพูดกับเราด้วยท่าทางหน้าตาหยาดเยิ้ม    และที่สำคัญรู้สึกเหมือนตัวคนจริงๆ อยู่ภายนอกรถ     นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นภาพโฆษณาที่ใช้เทคโนโลยี "ภาพไม่เคลื่อน แต่คนดูเคลื่อน" จึงเห็นความเคลื่อนไหว มีชีวิตชีวา

         เมื่อใกล้เวลา ๙.๒๕ น. เราก็ไปผ่านกระบวนการตรวจความปลอดภัย     เขาให้เอา Lap Top ออกจากกระเป๋าวางในถาด     (กว่า ๕๐% ของผู้โดยสารมี Lap Top)     ของเหลวอนุญาตไม่เกินชิ้นละ ๑๐๐ ซีซี     โดยต้องเอาออกมาใส่ถุงพลาสติกใสที่เขาเตรียมไว้ให้     ดร. อังคณาซื้อเครื่องสำอางมาจากสุวรรณภูมิ ขวดโตกว่า ๑๐๐ ซีซี     เขาไม่ยอมให้เอาผ่าน ต้องยอมทิ้งไป

          เครื่องบิน สวิส แอร์ LX 2804 ใช้เวลาเพียง ๒๕ นาทีก็บินจากซูริคถึงเจนีวา      เขาเลี้ยงน้ำ  กาแฟ และขนมปัง    ผมได้ที่นั่ง ๘ เอฟ เป็นฝั่งที่ไม่โดนแดด และไม่เห็นยอดเขาที่เป็นสีขาว เพราะปกคลุมด้วยหิมะ     จะได้ว่าเมื่อ เดือน พ.ย. ๔๙ ผมนั่งฝั่มที่เห็นยอดเขา     เมื่อออกจากเครื่องบิน คณะจากสถานทูตเอารถตู้มารับ     คนหนึ่งที่มารับคือ ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร นักเรียนทุนในโครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ (Public Service Executive Development Program) ซึ่งทางโครงการส่งมาฝึกกับงานด้านองค์การะหว่างประเทศที่เจนีวา ๓ เดือน      ดร. ศรพลเพิ่งมาถึงเมื่อวาน      ดร. ศรพลจบปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน แอนน์ อาร์เบอร์      และเคยทำงานธนาคารไทยพาณิชย์   

          Hotel Kipling จัดห้องพักให้ทันทีได้แค่ ๓ ห้อง      ในฐานะคนแก่ผมได้ด้วย     อาบน้ำเสร็จ อ. บุ๋ม (ดร. ชื่นฤทัย)  และคุณปรางค์ทิพย์ จากสถานทูต ก็ชวนไปกินอาหารจีน ที่ Restaurant Hungky, 16 Rue de Freibourg, www.hungky.ch     เขาโฆษณาว่า chev จากฮ่องกง      เราสั่งอาหารมาคนละอย่าง แล้วแบ่งกันกิน      อาหารจานเด่นของที่นี่คือหมูย่างหนังกรอบ  เป็ดย่าง      อ. หมอสุพัฒน์ผู้รอบรู้เรื่องต่างๆ ของต่างประเทศ (เพราะตามเสด็จบ่อยมาก) สั่งไวน์ขาว ชื่อ  Fendant (อ่านว่าฟองดอง) ซึ่งเป็นไวน์ท้องถิ่นมาดื่มกับผม     ผมรู้จักตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าไม่ชอบไวน์ขาวเท่าไวน์แดง      มื้อนี้ อ. หมอสุพัฒน์เลี้ยง     ทางภัตตาคารเขาไม่รับบัตรเครดิต รับแต่เงินสด 

         ระหว่างกินอาหาร หมอพงศธร เล่าว่ามีหมอพื้นบ้านที่ อ. พนมดงรัก  จ. สุรินทร์ มีความสามารถรักษาผู้ป่วยงูกัดโดยใช้ ว่านโลดทะนงแดงส่วนที่เป็นราก หฝนกับหมากแดง  ใส่น้ำมะนาว   รักษางูกัดทุกชนิดได้ผลดีอย่างอัศจรรย์      น่าจะมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์  
      
         กินอาหารเสร็จ อ. หมอสุพัฒน์กับผมไปเดินเล่นที่ถนน โลซานน์ ซึ่งเป็นถนนสายหลักแล่นผ่านหน้าสถานีรถไฟ      แล้วเดินเลี้ยวซ้ายไปทางถนน แอลป์ส สู่ทะเลสาบ    เลี้ยวซ้าย เดินเลียบถนนที่แล่นเลียบทะเลสาบและหาทางกลับถนน Navigation ที่โรงแรมคิปลิ้งตั้งอยู่     ผมสังเกตว่า อ. หมอสุพัฒน์เก่งมากด้านทิศทาง     โดยการสังเกตภาพใหญ่ของถนน     จับถนนเส้นหลักและจำเป็นภาพแผนที่หยาบๆ      นี่คือสิ่งที่ผมทำไม่เป็น และภรรยาผมเขาเก่งมาก     ผมจับหลักไว้ฝึกตัวเองได้แล้ว

           เดินทางครั้งนี้รู้สึกง่วงนอนตลอดเวลา      ผมจึงกลับมานอน

วิจารณ์ พานิช
๑๐ พ.ค. ๕๐  เจนีวา
ปรับปรุงแก้ไข  ๒๐ พ.ค. ๕๐