คุณชยุตม์ ภิรมย์สมบัติ อี-เมล์มาบอกว่าได้เขียนความเห็นเกี่ยวกับบทความในบล็อกของผม และส่งลิ้งค์มาให้ ผมจึงไปดาวน์โหลดมา เอามาเผยแพร่ต่อ อ่านได้ที่นี่ (click)
ข้อความออกจะตำหนิผมไม่น้อย แต่ก็เป็นการสอนผมว่าในการเขียนบล็อกควรระมัดระวังให้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เป็นการบอกสังคมว่าความคิดเห็นของคนเรามีความหลากหลายสูงมาก
วิจารณ์ พานิช
23 พ.ค.50
ผมว่าหัวใจของ blogger ที่ดีคือการยอมรับความคิดที่แตกต่าง ด้วยใจที่เปิดกว้าง และ นี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้ blog ต่างจาก Webboard
ตอนเขียนบทความ กรอบความคิดทั้งหมดเป็นของผู้เขียน แต่เมื่อสู่มวลชนแล้ว การตีความเป็นของแต่ละผู้อ่านเท่านั้น
ผมว่าอาจารย์หมอคงคิดแบบเดียวกันครับ สังคมแห่งการเรียนรู้ เป็นสังคมที่เคารพความแตกต่างครับ
ปรอง
คงต้องทำใจเพราะความคิดคนแตกต่างกันมากจริงๆค่ะ
ดิฉันเขียนไปๆบางครั้งก็ถูกต่อว่าแต่ก็ทำใจได้ค่ะ
มาให้กำลังใจอาจารย์และขอบคุณความรู้ที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ค่ะ
ครับ…ท่านผู้ชมทั้งหลาย…ผมเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์มาอ่านแล้วครับ…อ่านไปได้สองสามย่อหน้า…ที่เหลือก็เป็นการอ่านผ่าน ๆ…ต่อไปก็เป็นทัศนะของผมครับ…
…ก่อนอื่น…ผมคิดว่าอาจารย์หมอรับฟังอยู่แล้วครับ…สำหรับความคิดเห็นของลูกหลาน…เพราะสิ่งที่อาจารย์หมอทำอยู่ก็คือฝึกพวกเราให้เป็นนักฟังที่ดี…
…อ้อ…คุณชยุตม์…ถ้าเธอจบอักษรศาสตร์…เธออาจจะเข้าถึงความหมายที่อาจารย์หมอต้องการจะสื่อครับ…
…ผมเห็นภาษาที่แตกต่างกันมาก…ภาษาหนึ่งเป็นภาษาของนักกวี…แต่ภาษาหนึ่งเป็นภาษาที่แข็ง…แต่ก็ต้องเห็นใจคุณชยุตม์เธอนะครับ…เพราะชีวิตเธออยู่แต่กับตัวเลข…และปริมาณ…
…ผมเห็นหัวข้อของวิทยานิพนธ์แล้ว…ก็เศร้าใจครับ…ครุศาสตร์บ้านเรา…ยังได้รับอิทธิพลจากแนวคิดที่ครอบงำโลกตั้งกะ 300 ปีที่แล้วอยู่เลย…
…ก็ดีแล้วครับ…ความรู้ใหม่ก็อยู่ “ชายขอบ” ไปก่อน…ความรู้เก่าก็ต้องพยายามป้องกัน “อาณาจักร” ของตัวเองไว้…เป็นเรื่องธรรมดาครับ…เพราะถ้าโดนยึดแล้ว…คงจะหากินลำบาก…
…ก็ดีอีกเช่นกันครับ…ที่คนรุ่นใหม่กล้าตั้งคำถาม…กล้าโต้แย้ง…ผมเชื่อว่าคุณชยุตม์พอเธอเติบโตอีกหน่อย…เธอคงจะเห็นอะไรที่สวยงามได้ง่ายขึ้นครับ…
…และที่สำคัญ…สิ่งที่ผมไม่ทราบก็คือ…ความแข็งของโครงสร้างที่เธอไปสังกัดอยู่นั้น…จะยอมให้อิสระเธอในการถามคำถามเพื่อเป็นอิสระจากโครงสร้างนั้นหรือเปล่า…ผมเอาใจช่วยนะครับ
…
อ้อ…เพิ่งสังเกต…อาจารย์หมอก็ยังมีอารมณ์ขันอยู่ตลอดนะครับ…Feed (t)…
…โหสิ…ให้ลูกหลานเถิดครับอาจารย์…อิทธิพลของ “วิทยาศาสตร์” แห่งศตวรรษที่ 17 เนี่ย…มันแรงจริง ๆ นะครับ…ผ่านไป 300 ปี แล้วยังดุไม่หาย…
ผมไม่แน่ใจว่าคำว่าอคติที่คุณแก่นจังว่านั้นมีความหมายอย่างไร แต่ผมมั่นใจว่าผมไม่มีอคติกับ นพ.วิจารณ์ครับ เรียนตามตรงว่าแทบจะไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าใครคือ นพ.วิจารณ์ อาจเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้างในวงวิจัยแต่ก็เท่านั้นครับ ไม่มีอะไรมากกว่าเคยได้ยินชื่อและเห็นหน้าคาดตาจากรูปใน blog นี้
จากประสบการณ์ที่ผมเรียนและทำงานกับ อ. ผู้ใหญ่หลายท่านทั้งในและนอกคณะ ทุกครั้งที่ผมแสดงความเห็น ภาษาผมก็แข็งกร้าวอย่างที่ทุกคนอ่านไปแล้ว อ. บางท่านโกรธและไม่เคยได้ร่วมงานกันอีกเลย หลายท่านไม่โกรธแถมยังส่งเสริมและสนับสนุนมาโดยตลอดจนทุกวันนี้ ผมจึงกล้าที่จะเห็นแย้งกับผู้ใหญ่ซึ่งผมอาจจะผิด หรืออีกฝ่ายอาจจะผิด หรือไม่มีใครผิดแต่เป็นเพียงการสื่อความที่คลาดเคลื่อนหรือมองกันคนละมุมอย่างที่คุณแก่นจังว่า ผมจึงตัดสินใจส่งความเห็นของผมถึง นพ.วิจารณ์ แต่ผมเห็นว่าน่าจะเป็นการส่วนตัว เพราะอยากให้เรื่องนี้กระทบกระทั่งกันน้อยที่สุดทั้งต่อตัวผมเอง นพ.วิจารณ์ นส.ทวิกา อ.ที่ปรึกษาทั้งสองท่าน รวมถึงภาควิชาและคณะฯ ผมเลยส่งอีเมลถึง นพ.วิจารณ์ แทนการโพสความเห็นลงใน blog นั้นอย่างที่คนอื่นทำซึ่งมีทั้งเห็นด้วยและแย้งกับ นพ.วิจารณ์ อย่างน้อยยังมีคนอื่นอีก 2 คนที่เห็นคล้ายกับผมลองกลับเข้าไปอ่านที่ http://gotoknow.org/blog/council/82251 ดูนะครับ อ้อ คนที่พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษสีแดงไม่ใช่ผมนะครับ บังเอิญเรียนที่เดียวกันเท่านั้น
อย่างที่คุณปรองให้ความเห็นไว้ ผมว่าถ้าคนเขียน blog ใจกว้าง อย่างที่ผมเห็น นพ.วิจารณ์ กล่าวไว้ในตอนต้นของ blog นี้ การโดนตำหนิคงไม่ทำให้คนถึงกับไม่กล้าเขียน blog ไปเลยมั้งครับ ก็อย่างที่หลายคนตำหนิผมอยู่ใน blog นี้ยังไงล่ะครับ มีทั้งที่พูดตรง ๆ และเล่นสำนวนอ้อมไปอ้อมมา
อ่านความเห็นของคุณสวัสดิ์แล้วละเหี่ยใจ ผมว่าคุณอัตตาสูงและประชดเก่งนะครับ อ่านแล้วชวนขำ
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คำว่า อโหสิ แปลว่า ให้อภัย ยกโทษให้ ผมคิดว่าผมไม่ได้ทำเรื่องผิดต่อ นพ.วิจารณ์นะครับ คงไม่จำเป็นต้องมีการอโหสิอะไรมังครับ
สุดท้ายนะครับ ผมก็คงเข้ามาอ่าน blog ใน gotoknow ต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนเดิมแต่คงไม่เข้ามาตอบอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกแล้ว เพราะทำไปทำมาดูเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่ผมส่งอีเมลไปแสดงความเห็นสักเท่าไหร่
สวัสดีครับ
โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยความระทึกใจโดยพลัน ว่าความแตกต่าง ความหลากหลาย และความขัดแย้งจะนำไปสู่การเรียนรู้สิ่งใดใหม่บ้าง