ครั้งที่สองที่เราเจอ “วัน” เส้นผมของเธอเริ่มร่วง ซึ่งเป็นผลมาจากการฉีดครีโม แต่สีหน้าและแววตาของเธอยังคงสดใส ไม่เหมือนคนที่ “ไม่สบายป่วยเป็นมะเร็ง” แต่อย่างใด เธอเล่าให้เราฟังถึงการปฏิบัติธรรมเจริญสติในกิจวัตรประจำวันของเธอทั้งที่บ้านและที่ทำงาน การที่ไม่ยึดติดกับแบบแผน ทำให้เธอไม่รู้สึกลำบากในการปฏิบัติเลย เธอรับรู้ถึงความก้าวหน้าของการเจริญสติด้วยตัวเธอเอง นอกจากนี้เธอได้เล่าอย่างตื่นเต้นถึงการไปนั่งสมาธิเบื้องหน้าพระประธานในโบสถ์แห่งหนึ่ง แล้วมีพลังสายหนึ่งพุ่งลงกลางกระหม่อมของเธอ ทำให้เธอขนลุกซู่และรู้สึกตัวชาเหมือนถูกช็อตด้วยไฟฟ้าเป็นครู่ใหญ่ ผมกับอาจารย์กมลวัลย์ช่วยกันให้ความกระจ่างแก่เธอเกี่ยวกับพลังดังกล่าวว่า ผู้ที่เจริญสติมากๆจะมีประสาทสัมผัสไวกว่าคนธรรมดา(ที่ไม่ได้เจริญสติ) เวลาเทพ “ให้พร” (ซึ่งเราเรียกในหมู่ของพวกเราว่า “พลังลง” อาจารย์กมลวัลย์จะได้รับบ่อยมาก) ย่อมสามารถสัมผัสหรือรับรู้ได้ จากนั้นเธอได้เล่าให้ฟังถึงอนาคตอันใกล้ของเธอที่จะต้องย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ที่กำแพงเพชรกับความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น เราได้แต่แสดงความเป็นห่วง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เราไปสนทนาธรรมกับ “วัน” ครั้งที่สาม เส้นผมของเธอได้ร่วงหมดแล้ว เธอใช้ผ้าโพกศีรษะเอาไว้ตลอดเวลาที่สนทนากัน การพบกันครั้งนี้ก็เช่นเดิม “วัน”ยังคงมีสีหน้าและแววตาที่แจ่มใส แม้ร่างกายจะมีร่องรอยของความเจ็บปวดจากมะเร็งอยู่บ้าง เธอรู้สึกดีใจกับการมาเยือนของเราเป็นอย่างมาก เพราะมีเรื่องการปฏิบัติธรรมของเธอที่อยากจะเล่าให้เราฟัง เธอบอกกับเราว่าเธอรู้(แจ้ง)แล้วว่า “การอยู่กับปัจจุบัน” หมายถึงอะไร?มีความสำคัญเพียงใด? ผมกับอาจารย์กมลวัลย์มีความรู้สึกดีมากที่เห็นความกระตือรือร้นของ “วัน”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “ตั้งแต่ย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ที่กำแพงเพชร หนูรู้สึกเครียดมาก มีความกังวลมาก เพราะมี ๑๐ กว่าโครงการที่ต้องรับผิดชอบดำเนินการให้แล้วเสร็จ” เธอเล่า “รู้สึกแบกทุกข์เอาไว้ตลอดเวลา….เพราะเกรงว่าจะเสร็จไม่ทันกำหนด… มีอยู่วันหนึ่งเป็นเวลากลางวัน หนูถือถาดอาหารเดินขึ้นบันได จิตมัวแต่ไปคิดเรื่องโครงการต่างๆ จนเดินสะดุดเกือบตกบันได”“แต่ในชั่วเวลาที่เกิดสะดุดนั้นเอง... จิตก็รู้ขึ้นมาว่า...เกือบแล้วไหมล่ะ....เพราะสติไม่อยู่กับการเดินขึ้นบันไดซึ่งเป็นปัจจุบัน กลับไปอยู่กับความคิดเรื่องโครงการที่ยังมาไม่ถึง...ยังไม่ได้ลงมือทำด้วยซ้ำ...ก็เป็นทุกข์ซะแล้ว”“ฉับพลัน...จิตก็คลายจากความกังวล...กลายเป็นปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาแทนที่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน” “ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หนูไม่มีความทุกข์กังวลใจเรื่องงานอีกต่อไปแล้ว เพราะหนูพยายามอยู่กับปัจจุบัน” ผมกับอาจารย์กมลวัลย์รับฟังเรื่องราวที่ “วัน” เล่าให้เราฟังอย่างมีความสุข และชื่นชมกับการ “รู้แจ้ง” ในคำว่า “อยู่กับปัจจุบัน” ของเธอ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ปัจจุบัน “วัน” ได้จากพวกเราไปแล้วอย่างสงบ เหลือไว้แต่ความทรงจำที่ดีงามให้เราระลึกถึง</p> “วัน” มิเพียง “เห็นโลงศพ” แล้ว “มิหลั่งน้ำตา” แต่ “ลมหายใจสุดท้ายของเธอ” หมดลงในขณะที่ใบหน้าของเธอยังฉาบด้วย “รอยยิ้ม”
เมื่อรู้ตัว....ว่าจะตาย(ภาค ๒)
” “แต่ในชั่วเวลาที่เกิดสะดุดนั้นเอง... จิตก็รู้ขึ้นมาว่า...เกือบแล้วไหมล่ะ....เพราะสติไม่อยู่กับการเดินขึ้นบันไดซึ่งเป็นปัจจุบัน กลับไปอยู่กับความคิดเรื่องโครงการที่ยังมาไม่ถึง...ยังไม่ได้ลงมือทำด้วยซ้ำ...ก็เป็นทุกข์ซะแล้ว” “ฉับพลัน...จิตก็คลายจากความกังวล...กลายเป็นปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาแทนที่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน”
ขอร่วมไว้อาลัยกับการจากไปของ"วัน"ครับ
สวัสดีครับคุณ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table>ถ้ารู้จักได้คุยกับ “วัน” แล้วคุณจารุวัจน์จะต้องชอบเธอแน่ๆ เพราะ”วัน”คุยสนุก และมีจิตใจที่เข้มแข็งมาก
สวัสดีค่ะอ.ศิริศักดิ์
อ่านที่อาจารย์เล่าแล้วทำให้นึกย้อนถึงคุณวันจริงๆ ตลอดเวลาที่เราไปหาเขาที่บ้าน ดิฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่าเขาเป็นคนป่วย เวลาคุยด้วยจะรู้สึกสบายใจโดยตลอด ก็เลยสามารถสนทนาแลกเปลี่ยนธรรมะกันได้ดีมากๆ
ดิฉันนับถือเธอมากๆ เลยค่ะ ที่สามารถใช้ชีวิตในช่วงสุดท้าย ทั้งๆ ที่รู้ว่าโอกาสมีน้อย ได้อย่างคุ้มค่าจริงๆ เพราะได้รู้และเข้าใจถึงปัจจุบันธรรม จากการที่ได้พบกัน ดิฉันไม่พบว่าเธอเกิดเวทนาอารมณ์ของคนที่รู้ตัวว่าจะต้องตายแต่อย่างใดเลย เราไปคุยด้วยก็รู้สึกเหมือนพูดคุยกับเพื่อนฝูงเรื่องการเจริญสติ และการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน
ทุกวันนี้ดิฉันมีภาพความทรงจำที่ดีๆ ของวันอยู่ในใจ ไม่รู้สึกเลยว่าเธอได้จากไปแล้วค่ะ..เพียงแค่อยู่กันคนละที่เท่านั้นเอง..
สวัสดีครับอาจารย์กมลวัลย์
ผมก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับอาจารย์ครับ รู้สึกเหมือนว่า "วัน" กำลังดูพวกเราที่กำลังเดินสู่ "จุดหมายปลายทาง" อยู่อย่างเอาใจช่วย
"สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดีเสมอ"
พลังจิตสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ โดยใช้พลังจิตกำจัดเชื้อโรค
สวัสดีครับคุณ
สำหรับผู้เดินทางสายกลางแล้ว ย่อมตระหนักว่า "เกิดก็ดีนะ" "ไม่เกิดก็ดีนะ" ขอบคุณที่เข้ามา ลปรร
ธรรมะสวัสดีครับ
สวัสดีครับคุณ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p> - ดีใจครับที่จะมีคนมาฝากตัวเป็นศิษย์ แต่คงรับไม่ได้เพราะผมเองก็ยังเดินไม่สุดปลายทาง</p><p> - เป็นเพื่อนร่วมทางกันดีกว่าครับ เหมือนอาจารย์กมลวัลย์ ได้ประสบการณ์อะไรใหม่ๆแปลกๆก็เอามาแลกเปลี่ยนกัน</p><p> - ผมเริ่มปฏิบัติเนื่องจากตอนที่จบ ป.เอก กลับมาใหม่ๆ มาอ่านหนังสือ “ความมหัศจรรย์ของจิต” ของ อ.บุญมี ปรากฏว่าเข้าใจ รู้สึกซาบซึ้งมาก ทั้งๆที่หนังสือเล่มนี้ซื้อไว้และอ่านตั้งแต่สมัยที่เรียน ป.ตรี แต่ไม่เข้าใจอะไรมากนัก จิตก็เลยรู้สึก “แปล๊บ” ขึ้นมาว่า “โอ้โห ธรรมของพระพุทธเจ้าต้องอาศัยความรู้ระดับ ป.เอก จึงจะอ่านรู้เรื่องหรือนี่” </p><p> - การปฏิบัติของผมเริ่มต้นโดยมี”นักการภารโรง”ซึ่งเคยบวชเรียนมา ๕ พรรษาเป็นอาจารย์อาจารย์สอนให้นั่งสมาธิ โดยภาวนาพุทโธ แล้วให้เห็น”ความว่าง”ก่อน หลังจากนั้นให้จับ”ตัวรู้”ที่รู้ว่าว่าง ผมทำอยู่หลายสัปดาห์จึงสามารถทำได้ ต่อจากนั้นก็หาหนังสืออ่านเอง เพราะอาจารย์สอนได้แค่นั้น</p><p> - ก็อ่านทุกตำรา ทุกวิธีได้ลองมาหมด ทั้งพุทโธ ยุบหนอ…พองหนอ สัมมา…อรหัง มโนมยิทธิ การดูจิตของหลวงปู่ดูลย์ การสร้างจังหวะแบบหลวงพ่อเทียน สุดท้ายพบว่าการประยุกต์วิธีของหลวงปู่ดูลย์กับวิธีของหลวงพ่อเทียนเป็นการทำ”มหาสติปัฏฐาน ๔”ที่ให้ผลก้าวหน้าที่สุด(สำหรับผมนะครับ) ส่วนการนั่งสมาธิเพื่อพักจิตจะใช้การภาวนาพุทโธหรือไม่ก็อาณาปาณสติ แล้วแต่จิตจะพาไป</p><p> - ผมว่าคุณธรรมาวุธมาถูกทางแล้วครับ แนวทางปฏิบัติธรรมที่เหมาะสำหรับเรานั้นจะทำให้เรารู้สึกสนุก ไม่อึดอัด ไม่เบื่อ จะเห็นความก้าวหน้าของตนเองคือ เห็นการเกิดดับของอารมณ์ชัดเจนมาก</p><p> - ในโลกนี้ไม่มีปาฏิหารย์หรอกครับ ไม่มีเหตุบังเอิญด้วย สิ่งเหล่านี้พอถึงเวลาจะรับรู้ได้เอง</p><p> - ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะครับ</p><p> </p>
สวัสดีครับคุณ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p> - ขอบคุณนะครับที่เข้ามา ลปรร </p><p> - ไม่ทราบเป็นอะไรกับอาจารย์จํวง(อ.ไมตรี จํวงพานิช)ครับ ผมไปใช้ทุนที่ คณะวิศวฯ มข. อยู่ ๘ ปีจึงขอย้ายเข้า กทม. เลยรู้จักกับ อ.จ๋วง</p><p> - คุณวันเธอไปดีแล้วจริงๆครับ เพราะเธอก็ไม่อยากกลับมาเกิดอีก</p><p> - ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งถ้ารู้ตัวแต่เนิ่นๆ มีเวลา”ทำใจ” ก็จะทำใจได้ แต่ถ้ารู้ปุบปับว่าเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย ไม่มีเวลาพอที่จะทำใจ ก็แย่หน่อย คงจะไปดียากครับ</p><p> - การ”ทำใจ”เป็นการยอมรับสภาพตามความเป็นจริงครับ ต่างจาก”ความเข้าใจหรือรู้แจ้ง”สภาพความเป็นจริง นักปฏิบัติจะรู้แจ้งสภาพความเป็นจริง ทำให้ไม่มีทุกข์</p>