บริโภคชะลอฉุดกระแสเงินสดบอร์ดขับเคลื่อนฯนัดถกวันนี้

โฆสิต” ประชุมร่วมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวันนี้ หารือสาเหตุบริโภคชะลอตัว  ด้าน ส.อ.ท.   ชี้การบริโภคชะลอตัวส่งผลกระทบกระแสเงินสด ระบุประชาชนมีเงินแต่ไม่ใช้จ่าย แนะรัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นบริโภค-สร้างความเชื่อมั่นทางการเมือง นักวิชาการห่วงไม่มีมาตรการกระตุ้น กระทบการบริโภค-ลงทุนชะลอถึงปลายปี  สภาพัฒน์ยันพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ค้านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแรง ๆ โดยเฉพาะกระตุ้นการบริโภค หวั่นเกิดปัญหาหนี้สิน-ใช้จ่ายไม่มีประสิทธิภาพนายสันติวิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม ที่มีนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานวันนี้ (21 พ.ค.) จะหารือเกี่ยวกับความก้าวหน้าการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการฯ รวมทั้งจะหารือเกี่ยวกับการกระตุ้นการบริโภค และการผลักดันเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตนในฐานะตัวแทนเอกชน จะเสนอให้ที่ประชุมเร่งสร้างความชัดเจน และดำเนินโครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) โดยเร็ว เพื่อดึงการลงทุนของบริษัทรถยนต์   อย่างไรก็ตาม นายโฆสิต มีความกังวลเกี่ยวกับการบริโภคที่ชะลอตัวลง  จึงได้ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นบริโภคมากขึ้น เพราะการบริโภคที่ลดลงทำให้ผู้ประกอบการไม่มีกระแสเงินสด    มาบริหารและขยายธุรกิจ หลายธุรกิจมียอดขายลดลง เช่น ปูนซีเมนต์ ส่วนยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวในไตรมาส 1 ปี 2550 เพียง 2-3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นายสันติ กล่าวว่า สาเหตุที่การบริโภคภายในลดลง เกิดจากการที่ประชาชนรู้สึกไม่มั่นใจกับสถานการณ์ภายในของประเทศ จึงไม่รู้สึกต้องการจับจ่ายใช้สอย ประชาชนยังไม่มั่นใจว่ามีการเลือกตั้งตามที่รัฐบาลกำหนดไว้หรือไม่ ไม่มั่นใจว่าพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีจะถูก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ปลดหรือไม่  นอกจากนี้ งบประมาณที่เบิกจ่ายล่าช้าก็มีผลให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัว โดยกระทรวงการคลังได้เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ แต่เท่าที่หารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องพบว่างบที่เบิกจ่ายไปแล้ว ไปตกค้างที่คลังจังหวัด ทำให้มีเฉพาะตัวเลขงบที่เบิกจ่าย แต่งบยังไปไม่ถึงผู้รับเหมาหรือผู้ประกอบการจริง โดยปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ข้าราชการ ไม่กระตือรือร้นในการเร่งจ่ายงบให้กับผู้รับเหมา ทำให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่เพราะผู้รับเหมาไม่สามารถจ่ายค่าวัตถุดิบให้ซัพพลายเออร์และจ่ายค่าแรงให้คนงานได้เต็มจำนวนนายสันติ กล่าวว่า ภาครัฐจะหวังให้เศรษฐกิจขยายจากการส่งออกอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าการบริโภคภายในประเทศไม่ขยายตัวจะทำให้ภาคเอกชนไม่ขยายการลงทุนและส่งผลให้เศรษฐกิจจะชะลอตัว โดยที่ผ่านมาการบริโภคชะลอตัวและการนำเข้าสินค้าลดลง ทำให้มีความกังวลต่อการลงทุนในอนาคต เพราะไม่มีแรงจูงใจให้ภาคเอกชนขยายการลงทุน เมื่อไม่มีการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบจะทำให้การผลิตชะงัก เมื่อสต็อกวัตถุดิบหมดลง ดังนั้น ภาครัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นการบริโภคให้กับประชาชน โดยสร้างความชัดเจนทางการเมือง การร่างรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งและการมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าทุกอย่างชัดเจนความเชื่อมั่นการบริโภคของประชาชนจะกลับมา รวมทั้งควรจัดการให้งบประมาณที่เบิกไปแล้วเข้าถึงผู้รับเหมาและประชาชนอย่างเร่งด่วน ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การบริโภคภายในประเทศไตรมาส 2 ชะลอตัวอย่างชัดเจนเพราะความเชื่อมั่นการบริโภคของประชาชนลดลง ราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ประชาชนประหยัดและออมเงินมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวจะยาวถึงไตรมาส 3-4 แต่ถ้าภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคในช่วงนี้จะทำให้ความเชื่อมั่นการบริโภคดีขึ้นในปลายไตรมาส 3 การบริโภค  ที่ลดลงจะส่งผลกระทบกับยอดขายทำให้การขยายลงทุนและกำลังการผลิตไม่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่รัฐบาลจะกระตุ้นบริโภคในช่วงนี้ ถ้าการบริโภคฟื้นตัวจะเป็นสัญญาณให้ภาคธุรกิจขยายการลงทุนในอนาคต รวมทั้งการส่งออกในไตรมาส 3-4 ปีนี้จะได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าทำให้มีโอกาสขยายตัวไม่ดี ถ้ารัฐบาลไม่กระตุ้นการบริโภคในช่วงนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอลงไปต่อเนื่องเพราะไม่เกิดการลงทุนใหม่ ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าขณะนี้ปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะที่แข็งแกร่งเศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ แม้จะเป็นการขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงก็ตาม ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แรงออกมา ยกเว้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีปัญหาเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง รัฐบาลต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลงไป ทั้งนี้หากพิจารณาปัจจัยเศรษฐกิจรายตัวจะเห็นได้ว่า การส่งออกไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวกว่า18% เป็นอัตราที่สูงมาก อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่คาดการณ์ไว้และอยู่ในระดับต่ำ อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลงได้อีก การใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 80% การว่างงานอยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉพาะไตรมาสแรกอัตราว่างงานอยู่ที่ 1.5% เศรษฐกิจสามารถรองรับแรงงานจบใหม่ได้อย่างดี  สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมัน พบว่าปีนี้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับปี 2549 แม้ว่าขณะนี้ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นบ้าง แต่เป็นการเพิ่มขึ้นเฉพาะในส่วนของน้ำมันเบนซินเท่านั้น เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นจากฤดูกาล ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังขยายตัวต่อเนื่อง  ดร.อำพน กล่าวว่าแม้การใช้จ่ายภาครัฐที่ล่าช้า แต่รัฐบาลได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเต็มที่ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนที่ถือเป็นผู้เล่นหลักที่จะใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ต้องชะงักงันลงไป เนื่องจากปัญหามลพิษที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดนั้น รัฐบาลได้ทำให้ปัญหาที่มีอยู่คลี่คลายไปแล้ว สำหรับแนวโน้มการบริโภคที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนนั้น รัฐบาลจะหารือในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวมวันนี้ (21 พ.ค.) หารือถึงสาเหตุที่ทำให้การบริโภคชะลอตัวลงมาจากสาเหตุใด การชะลอตัวของการบริโภคในส่วนใดบ้าง จากการวิเคราะห์ในเบื้องต้นพบว่า การบริโภคสินค้าอุปโภคและบริโภคประจำวันยังเป็นปกติ มีเพียงการบริโภคสินค้าคงทน คือ รถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวลง สาเหตุที่ทำให้การบริโภคสินค้าคงทนชะลอตัวอาจมาจาก 2-3 สาเหตุ คือ การรอดูสถานการณ์บ้านเมืองในการเลือกตั้ง และการรอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการด้านภาษีของภาครัฐ และอัตราดอกเบี้ยว่าจะลดลงในระดับใด  นอกจากนี้ หากพิจารณาในแง่การจ้างงาน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อกำลังซื้อของประชาชน ก็พบว่ามีการจ้างงานเต็มที่ ส่วนในแง่ระดับราคาสินค้าก็ไม่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ทำให้ปัจจัยด้านราคาสินค้าไม่มีส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง จะช่วยลดภาระในการผ่อนชำระหนี้ของประชาชน ทำให้มีเงินเหลือเพื่อการบริโภคสินค้าอื่น ๆ มากขึ้น ดร.อำพน ย้ำว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ ตนมองว่ารัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แรง ๆ ออกมา ไม่เห็นด้วยกับการลดภาษีมูลค่าเพิ่มลงเหลือ 5% มาตรการกระตุ้นการบริโภค โดยการอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเนื่องจากจะทำให้เกิดปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนซึ่งมีผลกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว และทำให้เกิดการใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ  ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่อยู่ภาวะวิกฤติต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าการมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแรง ๆ ออกมาจะคุ้มกับผลเสียในระยะยาวหรือไม่ ซึ่งหากทำเช่นที่ว่านี้ ก็อาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวจาก 4% เป็น 5-6% ได้  แต่ถามว่าการใช้ยาแรงถูกต้องแล้วหรือ และมันมากเกินไปหรือไม่กับภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ โดยเฉพาะการลดแวตลงมา ต้องถามว่า    หากลดให้แล้ว เมื่อเพิ่มแวตกลับขึ้นมาที่เก่าจะมีผลกระทบมากกว่าหรือไม่ดร.อำพน กล่าวกรุงเทพธุรกิจ (บางส่วน)  21  พ.ค.  50