วันที่ 20 พฤษภาคม 2550
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมากลับบ้านครับ เลยไม่ได้บันทึกไป 2 วัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>เมื่อวันศุกร์เป็นวันที่แสนจะชุลมุนวันหนึ่งทีเดียว เพราะผมต้องตื่นแต่เช้าไป round ให้ทัน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าวันนี้ต้องเข้าห้องผ่าตัดตั้งแต่ 8.00 น. อีกอย่างหนึ่งคือ ไมรู้ว่าจะ round ยังไงครับ ผ่านไปตั้ง 5 วันแล้ว ยังไม่มีใครบอกผมเลยว่าต้อง round กันยังไง (หรือบอกแล้ว แต่ไม่เข้าใจก็ไม่รู้นะครับ) ปรากฏว่าไปแต่ไก่โห่ ค่อยๆดูแฟ้มไปเรื่อยๆ ก็ไม่รู้จะดูยังไงอีก เพราะแฟ้มคนไข้ที่นี่หนามาก ข้อมูลอะไรต่ออะไรมีไว้หมด ผ่านไปตั้งนานดูได้แค่ 2 คนเท่านั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>7.30 คุณสุกี้ก็มาพร้อมกับหมอจัสมิน ซึ่งเป็น medical officer (อยู่ ward แบบหมุนเวียนหรือเปล่าผมก็ยังไม่แน่ใจนัก) ก็มาถึง แล้วก็จัดการดูคนไข้อย่างรวดเร็ว จนผมกลายเป็นแค่ไม้ประดับเท่านั้น เพราะทำอะไรไม่ถูก วันนี้มีคนไข้ใน ward ค่อนข้างมาก เพราะวันพฤหัสเป็นวันที่คุณครูหาญผ่าตัด เสร็จแล้วก็รีบไปห้องผ่าตัดทันที วันนี้ช่วงเช้าผมต้องอยู่ในนี้ และดูการผ่าตัดของคุณครูลี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>คนไข้คนแรกเป็นการผ่าตัดมดลูกทางช่องคลอด หมอจัสมิน (คุณหมอมะลิ) แนะนำให้ผมสวมชุดผ่าตัดด้วย เพราะว่าจะได้มีโอกาสเข้ช่วย เธอใช้คำว่า scrub แทนคำว่า assistant ครับ ตอนแรกก็งง เพราะว่านึกว่าจะให้ผมทำความสะอาดผู้ป่วย แต่เขาหมายถึงเข้า case นั่นเอง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> การสวมชุดผ่าตัดที่นี่ก็แปลกครับ เพราะว่าหมอคนไหนจะเข้า case ก็ต้องไปเตรียมชุดเอาเอง เปิดถุงมือกันเอง และผมสังเกตว่า การเปิดชุด เปิดถุงมือ เปิดกระดาษเช็ดมือนี่ ไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่หรอกครับ น้ำหยดบ้าง จับของใช้ซ้ำบ้าง แต่ไม่เห็นมีใครสนใจเลย อีกอย่าง ที่นี่ใช้ชุดผ่าตัดกันน้ำทุกชุด ไม่มีหรอกเสื้อที่เป็นผ้า ใช้แล้วซักอบรีดกันจนปรุเหมือนบ้านเรา เขารวยนี่นา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> การผ่าตัดที่นี่ก็ไม่ค่อยต่างกับที่ผมทำเท่าไหร่ คุณครูลีเขาสอนดีมาก ผมไม่ได้ทำเองครับ แต่มีแพทย์ฝึกหัดเป็นผู้ทำ ที่ผมสนเท่ก็คือ การผ่าตัดมดลูกทางช่องคลอดที่นี่ ที่ผมเห็น 2 ราย เขาจะทำ sacrospinous ligament fixation (SSLF หรือ SSF) ทุกราย การผ่าตัดชนิดนี้หมอสูติบ้านเรากลัวกันมาก เพราะทำยาก เลือดออกง่าย แต่ที่นี่เขาทำกันแทบจะทุกราย (เท่าที่ทราบมา) ผมเองก็มีโอกาสได้ผ่าตัดแบบนี้มา 3 ครั้งแล้ว แต่ละครั้งก็ปอดแหกเสียทุกที เวลาที่ผมต้องเย็บเกี่ยวเส้นเอ็น sacrospinous (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด) จะใช้ aneurism needle แต่เขาใช้ Miya hook ซึ่งง่ายกว่ากันอย่างเทียบไม่ติด น่าเสียดายที่เราไม่มี เวลาเขาถามผมว่าเคยทำแบบนี้บ้างไหม ผมตอบว่า 3 ราย ดูเขาตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะหมอที่นี่เขาก็ทำกันไม่ได้หรอก มีแต่ครูหาญกับครูลีเท่านั้นแหละ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ตอนเที่ยง ที่ห้องผ่าตัดที่นี่เขาเลี้ยงข้าวและผลไม้สำหรับหมอ พยาบาลและคนงานทุกคน มื้อนี้เป็นอาหารที่มีเส้นคล้ายขนมจีน ราดด้วยน้ำเกรวี่จืดๆ กินกันตายครับ (ภาษาใต้หลุด) แล้วรีบออกไปเพื่อทำงานที่คลินิกต่อ วันนี้ต้องนั่งกับครูอาเธอ ซึ่งไม่ค่อยมีคนไข้เท่าไหร่ เนื่องจากเธอเพิ่งกลับมาทำงาน เลยได้นั่งคุยกัน ก็ได้ทราบว่าเขาอายุน้อยกว่าผม 3 วัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ใกล้จะ 6 โมงแล้ว อาเธอทราบว่าผมจะกลับบ้าน เลยให้ออกมาก่อน ผมก็รีบแจ้นออกไปทันที เมื่อตอนเช้าเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเอามา KKH ด้วย เชื่อไหมว่า ตั้งแต่มาผมยังไม่ได้ซักเสื้อผ้าเลย วันก่อนเอาออกไปให้เขาซัก แต่ปรากฏว่าเขาไม่ได้เอาไปซักให้เนื่องจากผมยังไม่มีหมายเลขนักเรียน แล้วก็ไม่บอก แต่ไม่เป็นไร เพราะซักที่บ้านก็ได้ กะเวลาแล้วคงไปแบบวันก่อนไม่ได้แน่ๆ จึงเรียกแท็กซี่ไปดีกว่า สนนราคา 4.4 เหรียญ บวกค่าเวลาเร่งด่วนและผ่านย่านจอแจอีก 2 เหรียญ เอาเข้าไปหลายบาทครับ แท็กซี่ที่นี่เป็นเรื่องปกติที่จะคิดเพิ่มตามเงื่อนไขต่างๆครับ อย่าตกใจ เพราะเป็นกฎของเขาครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> ไปถึงที่ Golden mile ก็ยังเหลือเวลาอีกนาน ไม่ได้คิดว่าจะไปหาของกิน เพราะตื่นเต้นกับการเดินทางครั้งสำคัญนี้อีก กลัวหารถไม่เจอด้วย กลัวกระเป๋าหายด้วย เลยขึ้นรถไปเลย กะไว้ว่าจะไปกินในมาเลเซีย รถบัสออกตรงเวลาครับ เขาวิ่งออกไปทางฝั่งตะวันตก ผ่านท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า ที่ดูกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ตรงนี้ไงครับที่เขากลัวเราเปิดคอคอดกระ ผมยังผ่าน National University of Singapore ด้วย และเพียง 45 นาที เราก็มาถึงด่านขาออกแล้ว ผมต้องลงไปเพื่อตรวจ passport ซึ่งกระบวนการผ่านไปได้อย่างรวดเร็วว่องไว และรีบขึ้นรถต่อ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> รถบัสข้ามสะพานที่ทอดข้ามทะเลไปยังมาเลเซียทันที เราต้องลงอีกครั้งพร้อมกระเป๋าสัมภาระไปด้วย แต่ก็ไม่เห็นจะตรวจกระเป๋าตรงไหนเลย การตรวจ passport ก็ยังคงผ่านไปอย่างรวดเร็วอีกเช่นกัน เมื่อเข้ามายังมาเลเซียผมก็เริ่มพบว่า ความสะอาดของที่นี่คล้ายบ้านเรา คือสกปรกครับ ถนนหนทางก็มีการสร้างและซ่อมอยู่ประปราย นี่คงเป็นถนนหลวงธรรมดาครับ เพราะเท่าที่จำได้ ทางด่วนที่นี่ยังดีกว่าบ้านเรามากครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ผ่านไปได้ประมาณ 2 ชั่วโมง รถก็มาแวะให้กินข้าวเย็น ตอนนี้ก็เซ็ง เพราะว่าไม่ได้แลกเงินริงกิตมา เพราะคิดว่าที่กินน่าจะมีที่ให้แลก (อันนี้คิดเอาเอง ไมมีข้อมูลอ้างอิงครับ) เลยได้แต่ดูและหิว จึงรีบขึ้นรถไปนอน รถมาแวะให้กินอีกครั้งราวตี 1 คราวนี้ไม่ลงไปแล้วครับ เดี๋ยวท้องร้องมากไปกว่านี้ แต่จะว่าไปก็ไม่ได้หิวมากจนเกินไป จริงๆแล้วการอดมื้อเย็นก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบกับผมสักเท่าไหร่ เนื่องจากตอนนี้ก็เป็นเวลาที่จะต้องนอนอยู่แล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ปัญหาใหญ่ของผมก็คือ การไม่สามารถนอนหลับในรถบัสได้น่ะสิ มันเกิดขึ้นมานานแล้วครับตั้งแต่หนุ่มๆ มันเมื่อยและปวดไปทั้งตัว คืนนี้ก็เหมือนกันครับ ในรถหนาวมาก หนาวจนเท้าผมชา ผ้าห่มก็ผืนกระจิ๋วเดียว และผมก็มีอาการปวดที่หัวเข่าซ้ายขึ้นมา ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นจากความเย็น ก็พลิกตัวไปมา หลับบ้าง ตื่นบ้าง แต่ที่น่าเจ็บกระดองใจมากที่สุดคือ ตาคนขับรถสูบบุหรี่นี่สิครับ เล่นสูบทั้งคืน สงสัยผมรับไปเกือบซอง นี่แหละครับ อยู่ในสิงคโปร์ไม่กล้า ออกมาเมื่อไหร่ พี่แกแหกกฎได้เสมอ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> รถมาถึงด่านขาออกเวลาตี 5 ครึ่ง ต้องลงมาตรวจ passport อีกรอบ จากนั้นรถก็พามาจอดที่ duty free แบบว่าหาเงินกันกระทั่งจะออกจากประเทศเลย ห้างนี้เปิดเพื่อรับนักท่องเที่ยวจริงๆ เพราะเขาเปิดบางส่วนไว้ต้อนรับเลย เน้นว่าบางส่วน เพราะจริงๆแล้ว ห้างยังปิดอยู่ แต่เปิดแต่ส่วนที่คนนิยมมาซื้อ เช่น ช๊อกโกแลต ไวน์ ซุปเปอร์มาเก็ต จากนั้นจึงขึ้นรถมาที่ด่านขาเข้าบ้านเรา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> การผ่านด่านมาทั้ง 2 ประเทศ แล้วมาเข้าบ้านเรานี่ทำให้ได้เห็นความแตกต่างครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p>1. บ้านเราด่านสร้างง่ายๆ ไม่ติดแอร์ หลังคาสูงโปร่ง บ้านเพื่อนติดแอร์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p>2. บ้านเราไม่มีการรักษาความปลอดภัยใดๆเลย บ้านเพื่อนเข้มงวดมากถึงมากที่สุด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p>3. บ้านเรามีการปล่อยให้คนมาแซงคิวหน้าตาเฉย บ้านเพื่อนต้องเข้าแถวเท่านั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p>4. บ้านเรา เป็นบ้านเราวันยังค่ำครับ คิดถึงบรรยากาศแบบนี้จังกว่าจะถึงหาดใหญ่ก็เกือบ 8 โมง ลูกๆตื่นตั้งแต่ 6.15 น. ได้ข่าวว่าตื่นเต้นกันใหญ่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>จิ๋มขับ Mondeo มารับ น้องจ้านั่งใน car seat ข้างหลัง พี่แป้งทนไม่ไหวเลยลงมากอดพ่อก่อน จูบไปหลายยกจนเจ้าจ้าร้องไห้เพราะลงมาไม่ได้ ผมนั่งข้างหลังและเอาจ้าออกจากที่นั่งแล้วมากอดกันให้เต็มอก จากนั้นเราจึงไปหาอาหารเช้ากินกันที่ร้านทิพย์นรินทร์ เพื่อกินบะกุ๊ดเต๋ให้หายอยาก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>วันนี้ทั้งวันผมง่วงจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น แต่ก็หลับไม่ลง ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็ลูกทั้ง 2 คนมันชวนเล่นจนเวียนหัว พอจะหลับตา เจ้าจ้าก็มาจั๊กจี้ ล่วงมาถึงช่วงบ่ายก็ไปข้างนอกกัน วันนี้จะพาลูกไปกินไอศกรีม Swensen จากนั้นก็เดินซื้อของในห้างเซ็นทรัลจน 5 โมงกว่า จึงกลับบ้าน วันนี้โรงพยาบาลจิ๋มเขามีงานเลี้ยงส่งน้องตา คุณหมออัสมา ที่จะไปเรียนต่อสาขาอายุรกรมทรวงอกที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ เราไปกันทั้งครอบครัว เจอพี่ๆก็ได้มีการถามข่าวคราวกันพอประมาณ ราว 2 ทุ่มจึงกลับบ้าน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ได้ทำหน้าที่พ่ออีกครั้งโดยการอ่านหนังสือลูกฟัง เจ้าจ้ามีสมาธิมากขึ้น เขาสื่อสารเก่งขึ้น สามารถพูดจาโต้ตอบได้เป็นเรื่องเป็นราว นี่ผมจากมาแค่ 2 สัปดาห์ ลูกสาวมีพัฒนาการได้มากขึ้นพอสมควร เสียอย่างเดียว เธอยังกินไม่ได้เรื่องเหมือนเดิม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>เช้าวันนี้จิ๋มจัดเสื้อผ้าให้อีกรอบ ผมจัดกาตัดเองไปได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการ copy แผ่น CD ที่เพื่อน fellow ชาวฟิลิปปินส์ขอให้ผมช่วยทำให้ มันเป็น CD ที่มาพร้อมหนังสือภาพผ่าตัดของครูหาญเขา แต่เนื่องจากที่สิงคโปร์ไม่มีใคร copy กัน บังเอิญที่ผมเกิดมาเป็นคนไทย จึงทำได้ทุกอย่างครับ (เรามีเงินน้อยนี่นา) ตอนเที่ยงเราไปกินกันที่ Fuji เพราะว่าพี่แป้งอยากกิน ลูกสาวผมคนนี้ชอบอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะสลัดปลาทูน่าดิบนี่ เธอกินอย่างเอร็ดอร่อยเชียว ส่วนคุณจ้ากินเฉพาะไข่ตุ๋นเท่านั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ราวบ่ายโมงเราจึงเดินทางไปสนามบินกัน ผมบอกกับน้องจ้าตลอดว่าจะไปสิงคโปร์อีกครั้ง คราวนี้พี่แป้งน้ำตาซึมครับ ผมเดินทางกลับด้วยเครื่องบิน Airbus A320 ของ Tiger air ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำของสิงคโปร์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>สนามบิน Changi เขามีอาคารสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำโดยเฉพาะครับ ไม่มีงวงช้าง ไม่ติดแอร์ในช่วงทางเดิน ทุกอย่างดูเรียบง่าย แต่ที่ไม่ง่ายก็คือการตรวจค้นแบบละเอียดถี่ยิบอีกครั้ง การตรวจ passport ของผมรอบนี้ไม่มีปัญหา เพราะยื่นบัตรที่แสดงว่าผมทำงานที่นี่ (FIN card หรือ green card) ก็ผ่านได้ฉลุย จากนั้นเดินออกมาเพื่อรอขึ้นรถ shuttle bus เพื่อไปยังอาคารผู้โดยสารของสนามบินใหญ่ เพื่อจับรถไฟฟ้าไปในเมือง ก่อนที่รถ shuttle bus จะเข้าสนามบินใหญ่ก็มีตำรวจเดินขึ้นมาตรวจอีกรอบ (อะไรมันจะกลัวกันปานนั้น) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>การเดินทางสะดวกสบายมากครับ เพราะขึ้นรถไฟฟ้าจาก Changi MRT มาเปลี่ยนขบวนที่ Tanah Merah แล้วมาลงที่สถานีCity Hall เพื่อต่ออีกขบวนไปลงที่ Newton MRT แล้วต่อรถบัสถึง SIC <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 18pt" class="MsoNormal"> </p>สัปดาห์ที่สองของผมก็จบลงด้วยดีครับ