วันที่ ๔ พ.ค. ๕๐ ผมนั่งฟังและเฝ้าสังเกตกิจกรรม "การประชุมปฏิบัติการ แผนที่ผลลัพธ์ของ สคส." ที่บ้านแก้ว รีสอร์ท  นครนายก ด้วยความอิ่มเอมในหัวใจ     การประชุมนี้มี อ. ปุย (ผศ. ดร. วิลาสินี พิพิธกุล อดุลยานนท์) เป็นวิทยากร     เป็นกิจกรรมของการวางแผนการ "จุติ" ของ สคส. (จุติ แปลว่าตาย เพื่อไปเกิดใหม่) ไปสู่ "ภพภูมิใหม่" ที่ผมอยู่นอกภพนี้    

         "ผู้อำนวยการ" การประชุม คือ ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด ซึ่งจะทำหน้าที่ ผู้อำนวยการของ สคส. ในภพภูมิใหม่     นอกจากคนของ สคส. และทีม PC ทั้งทีมแล้ว     เราเชิญภาคีใกล้ชิดของ สคส. มาร่วมด้วย คือ ผศ. ดร. เลขา ปิยะอัจฉริยะ, ดร. ปรอง กองทรัพย์โต และ คุณทรงพล เจตนาวณิชย์  มาร่วมคิดแผน สคส. ช่วงที่ ๓ ด้วย     เป็นการคิดแผน โดยใช้เครื่องมือ แผนที่ผลลัพธ์ (Outcome Mapping) 

         หน้าที่ของผมคือ "ทำงานแบบไม่ทำ"     คือตั้งสติหักห้ามใจ บังคับตนเอง ไม่ให้เข้าไป "ร่วมกิจกรรม" มากไป     ไม่ "micro participate) แต่ฝึก "macro participate"    คือ คอยมองภาพรวมอยู่ห่างๆ     คล้ายๆ ขึ้นเครื่องบิน บินสังเกตการณ์ตัวกระบวนการและอารมณ์หรือบรรยากาศของการประชุม     ไม่เข้าไปตะลุมบอนกับการประชุม

         การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมครั้งที่ ๕ ของการประชุมยกร่างแผนของ สคส. ช่วงที่ ๓     ซึ่งเราจะต้องเอาไปเสนอต่อ สสส. และเราก็ยังไม่รู้ว่า สสส. จะ "ซื้อ" โครงการนี้หรือไม่     ถ้า สสส. ไม่ซื้อ (แปลว่าเราขายโครงการไม่ออก  หรือโครงการของเราไม่ดีพอ) ก็อาจเป็นอันว่า จะไม่มี สคส. หลังจากจบช่วงที่ ๒ ในเดือน ก.พ. ๕๑   

          สคส. เกิดขึ้นในช่วงแรก (เดือน พ.ย. ๔๕) แบบไร้กระบวนท่า     คือยังไม่ชัดเจน ว่าจะทำงานอย่างไร     ทำไปปรับไปเปลี่ยนแปลงไป สนุกมาก และเรียนรู้มาก     แต่พอจะเข้าช่วงที่ ๓ เราวางแผนช่วงที่ ๓ นี้อย่างเต็มไปด้วยกระบวนท่า     เราใช้เครื่องมือหลายอย่างในการคิดยุทธศาสตร์และแผน     และโชคดีที่ OM - Outcome Mapping เข้ามาที่ สสส. ในเดือน มี.ค. ๕๐ พอดี โดย IDRC ของแคนาดาให้ความอนุเคราะห์     ท่านที่สนใจ OM อ่านได้จากบันทึกในบล็อกของ http://gotoknow.org/blog/play และ http://gotoknow.org/blog/light     หรือ http://gotoknow.org/post/tag/outcome mapping    นับว่าเราก้าวหน้าไปอีกแบบ

          ผมมอง สคส. ช่วงที่ ๑ และ ๒  ด้วยมุมมองแบบ OM     แล้วเกิดความสุขมาก     เพราะมองด้วยสายตาแบบ OM ผมรู้สึกว่า ในเวลา ๕ ปี เราบรรลุ Vision, Mission ในการทำงานขับเคลื่อน KM ประเทศไทย มากกว่าที่ผมฝันไว้เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว     คือเกิดการเปลี่ยนแปลง Boundary Partners และ Stakeholders อย่างมากมาย มากกว่าที่เราคาดหวังไว้     โดยที่ สคส. เรามีบทบาทไม่มาก  คือเราเน้น "ทำงานแบบไม่ทำ"     คือคอยหาโอกาสส่งเสริมให้ Boundary Partner ที่เก่งพอสมควรแล้ว ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อน KM ประเทศไทยต่อ     โดยไปสร้าง Boundary Partners อีกวงหนึ่ง     ดังนั้น KM ประเทศไทย จึงประกอบด้วยวงหลายวง     ไม่จำกัดอยู่แค่วง สคส. เท่านั้น

        ผมมีความเชื่อที่อาจจะขัดกับแนวคิดแบบ OM ว่า     วง "จักรวาล" ของ แผนงาน นั้น    ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่แบบโดดเดี่ยว     แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่เองได้    เหมือนการเกิดขึ้นของจักรวาล (star system) ในเอกภพ (universe)     ที่มีจักรวาลเกิดใหม่ แก่ และดับไปอยู่ตลอดเวลา      วง "จักรวาล" KM ประเทศไทย มีหลายวง     และมีหน่วยงานทำหน้าที่ขับเคลื่อนอยู่หลายวง อย่างเป็นพลวัต หรือมีชีวิต     วง สคส. เป็นเพียงวงจักรวาล KM  หนึ่งในเอกภพ หรือภาพรวม KM ประเทศไทย     และ สคส. จะหาทางส่งเสริมให้เกิดวง จักรวาล KM อื่นๆ เพิ่มขึ้นใน เอกภพ KM ประเทศไทย      

         จักรวาล (star system) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ     จักรวาล KM ก็เช่นเดียวกัน     ถ้ามีความเป็นอิสระตามธรรมชาติ ก็จะเกิดขึ้นเอง     แต่ถ้าไม่มีอิสระ ก็จะเกิดได้ยากหรือไม่ได้     ดังนั้น สคส. จึงมีท่าทีของ "การทำงานแบบไม่ทำ"      คือมีสติ ระมัดระวังตนเอง ไม่ให้ขับเคลื่อน KM ประเทศไทยแบบ over do     จน "เอกภพ KM ประเทศไทย" ขาดความเป็นอิสระในการ "จัดระบบกันเอง" (self-organize)     และไม่เกิด emergence ของ "จักรวาล KM ใหม่"  

         ด้วยโอกาสในการ "ทำงานแบบไม่ทำ" ผมนั่งเฝ้ามองการประชุมปฏิบัติการ     ซึ่งเป็นเสมือนจุดหลอมรวมพลัง รอ "การระเบิดใหญ่" (Big Bang) อย่างมีความสุข

วิจารณ์ พานิช
๔ พ.ค. ๕๐
บ้านแก้ว รีสอร์ท นครนายก