หลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจการเข้าร่วมงานฌาปนกิจศพและการไปรับประทานอาหารเย็นกันที่แก่งสะพือ เราเดินทางออกจากอุบลราชธานี ประมาณห้าโมงครึ่งเห็นจะได้ ผมนั่งอยู่หลังสุดของรถตู้ กับ เบียร์จัง เราดิ้นกันสนุกสนาน กว่าจะถึงที่พักก็ล่วงเข้าไป เที่ยงคืนกว่า กลับมาถึงห้องพัก อาบน้ำ ปูที่นอนราบพื้นด้วยผ้าบางๆ นำหมอนมาตั้ง แต่ไม่ได้นอนหลับ เนื่องจากวันนี้ หลานชายขึ้นมาจากปักษ์ใต้มาขอพักด้วย เขาดูหนัง VCD จวบจนตีสองกว่า ผมก็ตีสองกว่าเหมือนกัน แล้วเราก็มาตื่นกันเวลาประมาณ เก้าโมงเช้า วันนี้เป็นที่ผมตื่นสายมาก นานแล้วนะที่ไม่ได้เจอวันว่างเว้นจากการรับผิดชอบวิชา รีบลุกขึ้นอาบน้ำ สวมกางเกงยีนสีดำ เสื้อแขนยาวคอกลม กระเป๋าสะพายใส่ของเล็กน้อยยี่ห้อเดียวกันกับกางเกง ที่ได้รับมาจากใครคนหนึ่ง ผมเตรียมตัวจะออกไปข้างนอกอีกแล้ว ชีพจรลงเท้าตามเคย เพราะทราบว่า ประเดี๋ยวคนรักของหลานชายมา เมื่อเธอมา ผมก็พูดจากเล็กๆน้อยๆ ตามประสาผม คำหนึ่งที่ทิ้งไว้คือ "อยู่ให้สบาย" หมายถึงมิต้องเกรงใจอันใด ขอให้คิดเสียว่าเป็นห้องส่วนตัว ผมเดินออกจากห้อง ครั้งแรกตั้งใจจะไปบ้านหม้อ แต่รู้สึกว่า เมื่อถึงอนุสาวรีย์ชัย ทำไมไกลจัง รถก็เริ่มติดอีกแล้ว ผมเปลี่ยนรถที่อนุสาวรีย์ชัย ไปขึ้นรถอีกคันหนึ่ง แล้วเปลี่ยนความคิด ขอลงแค่มาบุญครองละกัน เมื่อถึงมาบุญครอง ผมก็ลงจากรถเมล์ศึกษา จากนั้นขึ้นไปบนห้างมาบุญครอง ผมเดินตรวจสนามตั้งแต่ชั้นหนึ่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าชั้นอะไร ถึงเวลาหิวก็เข้าไปสั่งอาหาร จากนั้นก็เดินต่อ ระหว่างเดินก็สังเกตและคิดไปเรื่อยๆ

   ๑. แต่ละวันคนคงนำเงินมาหว่านให้กับห้างแต่ละห้างไม่ใช่น้อย แต่นั่นแหละหากเงินไม่เข้ามา ร้านค้าแต่ละร้านก็คงไม่ได้รับเงิน และไม่สามารถนำเงินไปจ่ายค่าเช่าที่ได้ คนที่เป็นเจ้าของที่ เมื่อได้รับเงินก็ต้องนำเงินนี้ไปบริหารจัดการสิ่งอื่นต่อไป

   ๒. ท่ามกลางผู้คนที่แต่งตัวดี บางคนเป็นผู้หญิง บางคนเป็นผู้ชาย ผมไม่เชื่อว่า ใจของคนทุกคนจะดีเหมือนกับเสื้อผ้าหลากสีที่ประดับห่อหุ้มร่างกาย ขณะเดียวกัน ใจของคนบางคนเป็นใจที่ดีกว่าเสื้อผ้าเหล่านั้น

   ๓. ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ มีเหล่ามิจฉาชีพอยู่ด้วยแน่ๆ เราไม่รู้เลยว่าใครเป็นผู้ประกอบมิจฉาชีพ คนที่หน้าตาน่าจะเป็นโจร หรือว่าคนที่น่าตาสวยงาม

   ๔. ร้านบางร้าน ดูเหมือนจะไม่มีคนเข้าไปเป็นลูกค้าเลย ถ้าอย่างนั้น ก็แสดงว่า ไม่ใช่ว่าการทำธุรกิจจะประสบผลสำเร็จทางการเงินทุกคนไป หากมองโดยองค์รวม ในกลุ่มผู้ลงทุน จะมีผู้ลงทุนจำนวนหนึ่งที่ขาดทุน ในกลุ่มผู้คนจะมีคนจำนวนหนึ่งที่สังคมปฏิเสธในการอยู่ร่วมกันกับสังคม หรืออาจถูกขจัดออกจากวงการไป กลุ่มผู้ถูกขจัดจะต้องต่อสู้เพื่อให้สังคมยอมรับว่า ตนคือส่วนหนึ่งในสังคม เพื่อจะได้อยู่ได้ในสังคม เมื่อขาดทุนต้องทำให้เกิดผลกำไร เมื่อกลายเป็นคนนอกสังคม ต้องทำให้สังคมยอมรับ คำถามคือ ทำไมต้องทำให้สังคมยอมรับ จำเป็นมากน้อยเพียงใดกัน

ผมเดินเสาะหามุมเล็กมุมน้อยอยู่พักใหญ่ (น่าจะนานพอสมควร) เกิดอยากเข้าห้องน้ำไปยิงกระต่ายสักตัว แต่พอเดินเข้าไปทางเข้า ก็ให้นึกแปลกใจเมื่อ ห้องน้ำประจำห้างนี้ เขาเก็บเงินค่าบริการด้วย ผมเดินออกจากที่นั้นทันที ไม่ใช่ไม่มีเงินเสียค่าบริการ เมื่อไปบนห้างไหนก็ตาม สิ่งที่ผมชอบไปดูก็คือ ห้องน้ำนี้แหละอันหนึ่ง คำถามในใจคือ การเก็บเงินค่าใช้บริการห้องน้ำ จะมีผลกระทบต่อจำนวนคนหรือผลกระทบต่อความรู้สึกของคนที่เข้ามาใช้บริการห้างสรรพสินค้าหรือไม่

ผมเดินอีกพักใหญ่ จากนั้นจึงออกจากห้างมาบุญครอง ขึ้นรถเมล์ไปลงที่ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อสำรวจสังคมในยามว่างเว้นจากงานวิชา "แค่เพียงเราเดินออกจากห้องพักเพียงก้าวเดียว ความรู้ต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นกับเรา นอกเหนือจากความรู้ในห้อง"

ถึงห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ผมก็เดินสำรวจอีก เห็นเสื้อผ้ากำลังลดราคาต้อนรับปีใหม่ ความคิดแทรกซ้อนเข้ามาว่า ๑) ทราบมาว่า สิ่งที่เขานำมาลดราคา เป็นของคนละเกรดกับสิ่งที่อยู่ในบูธ ๒) ทราบมาว่า สิ่งที่เขาลดราคา จริงๆ แล้วไม่ได้ลดราคา แต่เป็นราคาจริงที่ต่ำกว่าตัวเลขในเป้าหมาย จริงหรือไม่ ผมไม่อาจจะทราบได้ เรื่องราวนี้คงต้องให้รายการกบนอกกะลามะพร้าวไปค้นหาความจริงกันก่อน แต่ก็ไม่รู้ว่ารายการนี้เป็นรายการที่เชียร์ให้อุดหนุนสินค้าหรือไม่ ผมคิดว่าคงไม่ใช่อย่างนั้นแน่ เพราะดูผู้ผลิตรายการแล้ว ไม่น่าจะเป็นคนลวงโลก

มุมที่ผมชอบไปเดินดูคือ ความคลาสสิคของเครื่องเสียง ดูเท่าไรๆ ก็ไม่เคยเบื่อ ทั้งที่รู้ว่า เสียงต่างๆ มันทำลายคุณภาพหูของคน และเสียงบางสิ่งทำลายคุณค่าภายในด้วย ผมซึ่งยังไม่อาจหลุดพ้นจากโลกใบนี้ ก็เป็นเหยื่ออันโอชะของเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วย จริงๆ แล้วการอยู่ท้องไร่ท้องนา ซึ่งเป็นอุดมคติที่ไม่น่าจะเป็นไปได้นั้น ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ ก็น่าจะมีชีวิตอยู่ได้ แต่เพราะตาเห็น หูได้ยินเสียง ลิ้นได้รับรส กายได้สัมผัส ยึดติดในรูปธรรมเหล่านั้น ทำให้ผมคือทาสของเทคโนโลยีไป รู้ตัวดี บางครั้งก็ชนะตัวเองได้ บางครั้งก็พ่ายแพ้ นั่นนะสิเขาถึงว่า ชนะใดไม่เท่าชนะใจตนเอง

ได้ข่าวว่า แมวมองชอบมาดักจับหนูที่ห้างนี้เพื่อไปเป็นดาราเป็นประจำ เอ๊ะ แล้วเราจะถูกแมวมองหรือเปล่า ถ้าไปเป็นดาราแล้ว จะให้เป็นพระเอกเรื่องอะไร เรื่องแรกก็น่าจะเป็นเรื่อง "ผีหัวขาดละมั้ง" แต่คงไม่มีแมวที่ไหนมามองหรอก เพราะชีวิตจริงแม้แต่...ยังไม่มอง "หญิงคนใดที่แม้แต่พระยังไม่มอง ขอให้หญิงคนนั้นจงยอมที่จะขึ้นคานเถอะ อย่าไปกระทำชำเราชายใดให้ชายนั้นต้องรู้สึกเสียอกเสียใจเพราะถูกย่ำยีพรหมจรรย์เลย" ได้ข่าวว่า เหล่าสาวน้อยใหญ่ที่ขึ้นมาเที่ยวห้างนี้ จะมีรูปโฉมงดงาม หยาดฟ้า ประหนึ่งนางเทพอัปสร ผมคิดในใจทันทีว่า แล้วที่ว่าสวยนั้น สวยตรงไหน เฝ้ามองซ้ายมองขวา ก็ไม่พบคนสวยเลย ดูเหมือนคนทุกคนเป็นคนเหมือนกันหมด มานั่งคิดอีกทีว่า ถ้าชายหนึ่งเจอคนสวยแต่ชั่วร้าย อีกชายหนึ่งเจอหญิงขี้เหร่แต่ดีแสนดี การที่ชายหนึ่งจะเลือกคงเลือกหญิงขี้เหร่แน่ๆ "การเป็นแม่คนไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะเป็นได้" ชีวิตต้องการความสุข ถ้าอยู่แล้วไม่สุข จะอยู่ไปทำไม เดินคิดไปเรื่อยเปื่อย ไปสะดุดกับของสวยเข้าจนได้ นั้นคือ เครื่องเสียงยี่ห้อหนึ่งของอเมริกา แต่ดูตราแล้ว เมด อิน อินโดนีเซีย แต่ก็ช่างมันเถอะ ฟังเสียงแล้ว ช่างลุ่มลึก ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจริงๆ โอ้โห สามหมื่นแหน่ะ นี่ขนาดลดแล้วนะ หันมามองตัวเอง อีกกี่ปีนะ ถึงจะเก็บเงินได้สักสามหมื่น เพื่อซื้อเครื่องเสียงมาบำเรอชีวิตเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ว่า "เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ก็ให้ละทิ้งมันไปซะ เพราะมันไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสำหรับการก้าวไปสู่เป้าหมายที่ควรจะเป็นสำหรับความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์"

ผมศึกษาข้อมูล เดินดู เปรียบเทียบ คิดตามความต้องการของใจ จากนั้นจึงเดินออกจากห้างเซ็นทรัล เดินออกไปทางข้างหลัง ข้ามสะพานลอยเหนือถนนวิภาวดีรังสิต ขึ้นรถ ปอ.๒๙ มาถึงรังสิต เข้าไปที่ห้างฟิวเจอร์รังสิต ห้างนี้เป็นห้างประจำยามอยากกินอะไรแปลก ปลอมตัวมาแอบซุ่มดูนักศึกษาที่แสดงพฤติกรรมบางอย่าง เพื่อนำไปเป็นกรณีศึกษาในชั้นเรียน เดินทั่วห้าง ซึมซับบรรยากาศที่เหมือนกันของทุกๆ ห้าง คือการสวนสนามอย่างสบายใจของผู้คน แต่นั่นแหละ เมื่อสังเกตหน้าตาของแต่ละคน บางคนหมองๆ คล้ายๆ ชีวิตจะมีแต่ความทุกข์ บางคนชื่นบานเหมือนดอกไม้ยามเช้า บางคนกำลังกินอาหารในห้องอาหารซึ่งมีอยู่ทั่วห้าง ฯลฯ บางคนกำลังรอใครสักคนหนึ่งบนที่นั่ง

ผมเดินดูจนเพียงพอต่อความต้องการ เปล่าหรอกไม่ได้ซื้ออะไรเลย จากนั้นก็ออกจากห้าง ข้ามสะพานลอยไปขึ้นรถรังสิต-อยุธยา ถึงหน้าที่พักเวลา เกือบสี่โมงเย็น โทรหาหลานชาย ทราบว่า เขาทั้งสอง เดินทางไปรังสิต จะไปขึ้นรถที่สายใต้แล้ว ผมกลับไปถึงห้องก็อาบน้ำ และพักผ่อน พร้อมกับครุ่นคิดว่า วันนี้ผมพบเจออะไรมาบ้าง การที่เราได้เห็นได้พบเจออะไรหลายอย่าง บทเรียนคือ เราอยากได้ในบางสิ่ง เราเบื่อหน่ายในบางอย่าง เราอยากหนีให้ไกลบางสิ่ง และเราอยากเป็นบางอย่าง ทั้งหมดคือตัวตัณหาทั้งสิ้น เดินเข้าไปหาไฟ ไฟก็ร้อนเผาผลาญใจ เดินเข้าหาไอความเย็น ไอความเย็นก็เย็นยะเยือกหนาวสะท้าน อนิจจาใจเอย

เช้าวันจันทร์เป็นวันหยุดราชการ แม้ผมจะไม่ได้เป็นข้าราชการก็ได้รับผลพลอยได้นี้ด้วย วันนี้ผมอ่านหนังสือ เตรียมที่จะไปบรรยายพิเศษที่หน้ารามอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่อาบน้ำ แต่งกาย ผมก็มาที่ห้องทำงาน อืมมม มหาวิทยาลัยวันนี้ อย่าอยู่จัง ทุกอย่างอยู่ในความสงบเงียบ ใบไม้พริ้วไหวเอื่อยๆ ตามแรงลมที่แผ่วบาง เงียบดีจริงๆ ไม่มีผู้คน ไม่มีรถจอดระเกะระกะ ไม่มีเสียงรถยนต์ ไม่มีกลิ่นตะกั่วจากท่อไอเสียรถเก๋ง ดูอีกที เหมือนกับใบไม้เหงาๆ อยู่นะ ผมเดินเข้าห้องทำงาน อ่านหนังสือสักครู่ รู้สึกง่วง "เมื่อง่วงก็นอนสิ" จึงกลับไปห้องพัก นอนหลับ ตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว และมาขึ้นรถตู้รับส่งประจำศูนย์เอกศาสตร์ ไปทำงานตามปกติ วันนี้นักศึกษามาน้อยจัง ถามบางคนแล้วทราบว่า ไม่อยากมาเลย เพราะวันนี้เป็นวันหยุดราชการ แต่ก็ต้องมาเพราะต้องเรียนหนังสือ กรณีนี้ สมัยที่ อ.นิตยา เป็น ผอ.ศูนย์ให้การศึกษาเซียร์ ท่านได้เลื่อนกิจกรรมนอกชั้นเรียนให้ตรงกับวันหยุดราชการ เรื่องราวนี้น่านำมาเป็นแบบอย่าง ผมทำหน้าที่จนแล้วเสร็จ จึงเดินทางกลับ พักผ่อนกายาตามประสาคนสูงอายุ

เช้าวันอังคาร หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเป็นที่เรียบร้อย จึงมาทำหน้าที่ สิ่งหนึ่งที่รับไม่ได้อยู่เป็นประจำคือ ผมมาทำงานเวลา ๐๗.๓๐ น. ทำไมต้องให้ผมเซ็นชื่อหกโมงเช้าบ้าง หกโมงครึ่งบ้างก็ไม่รู้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ผมไม่ซื่อตรงตั้งแต่ตัวอักษรแรกแล้ว อักษรถัดไปจะซื่อตรงแน่หรือ อยากเขียนให้ตรงไปตรงมาไปเลย แต่เราก็จะกลายเป็นผู้ถูกสังคมผู้มีการศึกษาจำนวนหนึ่งกีดกันออกในฐานะ "ผู้ซื่อตรงที่นอกรีด" ช่างเถอะ สูงสุดสู่สามัญ ผมทำหน้าที่จนแล้วเสร็จเวลา ๑๕.๓๐ น. จากนั้นออกเดินทางไปพร้อมกับ เบียร์คุง และอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพรักอีก ๒ ท่าน

ระหว่างเดินทางไปที่กลุ่มแม่บ้านซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างการวิจัยผลิตภัณฑ์ OTOP นั้น เราก็พูดคุยสรรเพเหระตามประสาคนคอเดียวกัน มีเรื่องเล่าให้ชวนหัวที่อาจารย์ผู้เป็นที่เคารพเก็บมาฝาก ๒ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ชื่อเรื่องว่า "สนม ๑๔"

   ณ หลักทางกิโลเมตร ก่อนถึง สนม อีก ๑๔ กิโลนั้นเอง วันหนึ่งมีคนเมาเหล้าขับรถมาถึงจุดนั้น เกิดปวดท้องฉี่ขึ้นมา จึงจอดรถที่หลักกิโลเมตรนั้นเอง เดินโซซัดโซเซไปที่หลักกิโลและพูดว่า ฉี่ตรงนี้แหละวะ พร้อมกับรูดซิบกางเกงลง เห็นหลักกิโลนั้น ก็อุทานขึ้นว่า อ้าว.. แต่ก็พูดเปรยออกไปว่า อืมม..น่าสงสารจัง เสียชีวิตตั้งแต่อายุน้อยๆ (ฮา...เฉลยว่า คงเข้าใจว่า ๑๔ คืออายุ) คงตอบแทนยุคลบาทมามากแล้วสินะ ฮา...เฉลยว่า คงเข้าใจว่า สนม ก็คือนางสนม) อืมม.. ตายในหน้าที่ราชการด้วยหรือนี่ (ฮา....เฉลย ที่หลักกิโลเมตรมีตราครุฑ)

เรื่องที่ ๒ จำเรื่องราวคล้ายๆ โรงเรียนเด็กปัญญาอ่อน ที่ครูนำเด็กไปเที่ยวสวนสัตว์ และพอเจอสัตว์อะไรก็จะถามว่า อะไร เด็กก็จะตอบว่า เป็นนั้นเป็นนี้ ครูก็จะชมว่า เก่งมากค่า ทุกคราวไป มุกนี้ต้องนำไปใช้คลายความตึงบนชั้นเรียน เมื่อถึงคราวสัตว์บางประเภท ผู้เล่าก็จะพูดคล้ายๆ กับนึกไม่ออกว่าเป็นสัตว์อะไร เด็กในชั้นเรียนก็จะตอบเองว่า สัตว์นั้นสัตว์นี้ และผู้ตอบก็จะเป็นกลุ่มเด็กปัญญาอ่อนในท้องเรื่องที่เล่านั่นเอง

นอกจาก ๒ เรื่องชวนหัวแล้ว มีบางเรื่องที่เราคุยกัน และผมก็ทราบอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกปวดใจเป็นอย่างยิ่งกับความ "ไม่ยุติธรรม ความไม่ซื่อสัตย์ ความไร้ศักยภาพ ฯลฯ" และสรุปในใจว่า ยิ่งแสวงหายิ่งห่างไกล และห่างไกลไปเรื่อยๆ นี่คือเต๋า

เราท่องเที่ยวไปกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวันจำนวนหนึ่งที่ผ่านมา ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ผมตั้งใจจะเขียนงานเชิงวิชาการดูบ้างแล้วละ แต่ความตั้งใจต่างๆ อาจมีความผิดหวังเป็นธรรมดา