เมื่อตอนอายุน้อยๆ ยังเป็นวัยรุ่น ผมคลั่งไคล้เรื่องชื่อเสียง มองเรื่องชื่อเสียงเกียรติยศเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับตนเอง และคอยจ้องมองคนอื่นๆ ว่ามีพฤติกรรมที่น่าเคารพเลื่อมใส หรือเป็นไปในทางตรงกันข้าม แล้วเอามาเป็นบทเรียนสอนตน ไม่รู้ว่านิสัยเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะครอบครัวผมเป็นครอบครัวคนธรรมดาๆ ไม่มีชื่อเสียงใดๆ
ชื่อเสียงที่ว่านี้ ไม่ใช่ในเชิงโด่งดัง เพราะผมไม่ชอบเป็นคนดัง ชอบชีวิตสงบ และไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ สป็อตไลต์ แต่เน้นชื่อเสียงในด้านความน่าเชื่อถือ ที่ฝรั่งเรียกว่า integrity คือยึดมั่นในความดี ความถูกต้อง ตอนอายุน้อยๆ ก็เอาแนวคิดที่ว่านี้เที่ยวจับคนอื่น และบางครั้งก็เที่ยววิพากษ์วิจารณ์เขา จนมีคนบอกว่า "สมกับที่ชื่อวิจารณ์" พออายุมากขึ้นก็เบาลง เอามาจับตัวเองคนเดียว หรือเอามาพูดคุยกับลูกหลาน หรือเพื่อนร่วมงาน ในเวลาที่เหมาะสม คือพออายุมากขึ้น ก็สอนตัวเองว่า แม้ความดี ก็ไม่ควรยึดติดแบบยึดมั่นถือมั่น เมื่อมองในภาพใหญ่ ภาพคนอื่น ภาพสังคม ไม่ด่วนตำหนิติเตียนสิ่งที่เราเห็นว่าไม่ดี เพราะว่าเรื่องต่างๆ มันซับซ้อน มองได้หลายมุม แต่สำหรับตัวเองต้องยึดมั่นที่สุดในกติกาที่ตั้งไว้ให้ตนเองปฏิบัติ ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่สนใจชื่อเสียงแล้ว แต่สนใจในเรื่องการเรียนรู้ภายในจิตใจมากกว่า
ช่วงวันที่ ๒๖ - ๒๗ เม.ย. ๕๐ มีเรื่อง reputation risk เข้ามาในวงสนทนา เพราะ นสพ. ลงข่าวการฉ้อโกงที่อดีตพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ หลอกลวงเงินของลูกค้าไปหลายราย คงจะเป็นเงินรวมหลายร้อยล้านบาท แล้วลาออกจากงาน และหายตัวไป โดยที่วิธีการคือ ให้ลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของพนักงาน ไม่ใช้บัญชีของบริษัท แปลกที่คนมีความรู้เหล่านั้นหลงทำตาม คนเหล่านั้นบางคนเป็นหมอ บางคนเป็นฝรั่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิตในประเทศของตนและย้ายมาอยู่เชียงใหม่ และเอาเงินมาลงทุนเพื่อความมั่นคงของชีวิต
ประเด็นเรื่องวิธีหลอกลวงไม่ใช่สาระสำคัญของบันทึกนี้ สาระสำคัญคือ ในกรณีเช่นนี้เราจะเอามาเป็นบทเรียนเรื่อง risk management สำหรับองค์กรได้อย่างไร ซึ่งกรณีนี้เป็น reputation risk หรือการเสี่ยงต่อการเสียชื่อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับธนาคาร เพราะธนาคารดำรงอยู่ได้ก็เพราะเป็นที่เชื่อถือ (trust) ของลูกค้า ผมได้เรียนรู้ว่า ในกรณีของการฉ้อโกงนี้ ไม่ถือว่าบริษัทต้องรับผิดชอบด้านเงินที่ถูกเชิดไป เพราะลูกค้าเองไม่ได้ปฏิบัติตามหลักที่ถูกต้อง คือไม่ได้โอนเงินเข้าบัญชีของบริษัท แต่บริษัทและธนาคารไทยพาณิชย์ต้องแสดงความรับผิดชอบในการช่วยเหลือให้มีการจับผู้ฉ้อโกงมาลงโทษ และรับผิดชอบในการป้องกันไม่ให้ลูกค้าถูกล่อลวงได้ง่ายๆ เช่น มีเอกสาร "คู่มือผู้ใช้บริการของบริษัทหลักทรัพย์" แจกแก่ลูกค้า
วันที่ ๒๗ เม.ย. ๕๐ ทั้งวัน ผมไปเข้ารับการอบรมหลักสูตร DAP - Director Accreditation Program : Governance Training for Listed Company Director ของ IOD - Thai Institute for Directors ซึ่งเขาย้ำตลอดเวลาว่า บริษัทต้องประกอบการด้วยหลักแห่ง integrity เขามีกรณีศึกษามากมาย ในหลากหลายประเทศ ที่บริษัทต้องล่มสลาย เพราะขาดกลไกการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) ขาดการดำเนินกิจการอย่างมี integrity ซึ่งในกรณีตัวอย่างเหล่านั้นก็คือการโกงอย่างซับซ้อนแยบยลนั่นเอง กลับมาถึงบ้านตอนค่ำผมบอกตัวเองว่าเรื่องพวกนี้ง่ายนิดเดียวสำหรับตัวเราเอง คือรู้จักพอ เราก็จะไม่เสี่ยง
นั่นคือต้องมีสติ ไม่ถูกชักจูงโดยกิเลส แต่โลกสมัยนี้มันซับซ้อนกว่านั้น เราเข้าไปเป็นกรรมการบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ IOD เขาขู่ว่า ขาข้างหนึ่งอยู่ในตะรางอยู่แล้ว รอให้อีกข้างหนึ่งพลาดเท่านั้นเอง สติอย่างเดียวจึงไม่พอ ต้องมีปัญญาด้วย ต้องรู้เท่าทันคนอื่น มองเห็นสัญญาณอันตรายก็ดูออกและช่วยกันดับไฟเสียแต่ต้นลม
เรื่องชื่อเสียงก็มองได้หลายมุมนะครับ ชื่อเสียงเพื่อตนเองก็อย่างหนึ่ง ชื่อเสียงเพื่อความเชื่อถือ อันนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคมก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง
วิจารณ์ พานิช
๒๘ เม.ย. ๕๐
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์
ดิฉันอ่านเรื่องนี้อย่างสนใจมาก
เพราะลูกชายเป็นVicePresidentอยู่ที่ บริษัทที่ปรึกษาการเงินแห่งหนึ่งและเป็นกรรมการอิสระ ในบริษ้ทที่กำลังจะเข้าตลาดอีก 2-3 บริษัท
ในการนี้ เขาได้รับอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ที่New Yorkให้ทำได้
ประเด็นคือ ดิฉันให้เขาทำสัญญากับบริษัทที่เขาเป็นกรรมการ ว่าจะต้องมีการจำกัดความรับผิดชอบของตัวลูกชาย เขาจะรับผิดชอบต่อเฉพาะ ในสิ่งที่เขาทราบและยินยอม การกระทำของบริษัท ที่เขาไม่ทราบด้วยเขาจะไม่รับผิดชอบด้วย
ดิฉันเคยมีบริษัทอยู่ในตลาดมาก่อน ดิฉันทราบดี ว่ามันซับซ้อนค่ะ คนเป็นกรรมการ แค่ไปประชุม อาจไม่ทราบหมด
ลูกทำงานการเงินตลอด เป็นห่วงค่ะ
แปลกที่คนมีความรู้เหล่านั้นหลงทำตาม คนเหล่านั้นบางคนเป็นหมอ บางคนเป็นฝรั่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิตในประเทศของตน
ผมมีความเห็นว่าคนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง จนหลงผิดว่ามีความสามารถเหนือผู้อื่น พวกนี้มีโอกาสที่จะตกหลุมพลางเรื่องผลประโยชน์ได้ง่ายครับ
พวกหมอเราไปลงทุนร่วมกับใคร ก็มักจะถูกโกงอยู่เสมอครับ