นครพิงค์ มิ่งเชียงใหม่ ตอนสาม

workshop เล็กๆที่ผมลองให้ผู้เข้าร่วมประชุมทำคือ การทำสมาธิเผชิญความตาย

เริ่มด้วยการนำเข้าสู่สมาธิด้วยการนั่งตัวตรง หลับตาลงเบาๆ ผ่อนคลายร่างกาย เปิดเพลงบรรเลงที่นุ่มนวล (Anahatta) และนำด้วยคำพูด ให้ผ่อนคลาย หย่อยกล้ามเนื้อทุกมัด ไล่ลงจากหน้าผาก จรดฝ่าเท้าที่วางราบบนพื้น อยู่กับตนเอง เริ่มสนใจในลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า ช้าๆ อ่อนโยน หายใจออก ช้าๆ ผ่อนคลาย พิจารณาความรู้สึกของลมหายใจ อุ่นๆ ผ่านสัมผัสรูจมูก ลงไปในคอ ขณะที่หน้าอกขยายออก หน้าท้องขยายออก สัมผัสลมหายใจออกผ่านรู้จมูก หน้าอกยุบเข้า หน้าท้องยุบเข้า

เพื่อผลกระทบของการตาย (จำลอง) ได้นำเข้าประสบการณ์เก่าของแต่ละคน ที่อาจจะเป็นเรื่องยึดเหนี่ยวติดพัน พัวพัน เช่น ประสบการณ์ดีๆกับครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน หรือความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือแม้กระทั่งอาจจะเป็นสัมผัสกับมือของลูก สัมผัสกับมือของแม่ สัมผัสจับมือของผู้ร่วมงานที่ฉลองความสำเร็จ ฯลฯ จำลองเหตุการณ์นั้น ให้มีสัญญาของเหตุการณ์นั้นๆแจ่มชัดขึ้น

หลัวจากนั้น ได้นำเข้าสมาธิต่อ ให้ความทรงจำดีๆนั้น ถูกขัดขวางด้วยความพรากจาก การสิ้นสุด การหมดสิ้นลง ไม่มีอีกแล้วสำหรับความทรงจำนั้นจะเกิดขึ้นมาใหม่ กำลังจะสูญเสียไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

หลังจากนำสมาธิไปให้สำรวจความรู้สึก นึกคิดอีกครั้งหนึ่งว่าเราจำได้หมายรู้และรู้สึกอย่างไรบ้าง

บริบทของการจำลองคงามตายนี้ไม่สมบรณ์เท่าไหร่ ด้วยสาเหตุหลายประการ อาทิ เป็นท่านั่ง เป็นกลางวัน เป็นบรรยากาศที่ไม่แยกตัวตนออกสมบูรณ์กับ chaos อาจจะเป็นอุปสรรคในการเกิด theta ได้ง่ายๆ แต่อย่างไรก็ดี ได้ลองให้ทุกคนเขียนนิยามของ "ตายดี" ลงบนกระดาษ หลังจากนั้น "เขียนกิจกรรมที่เอื้อให้ตายดี" ลงบนกระดาษ

ปรากฏว่าสักประเดี๋ยวมีการเคลื่อนไหวจากหลังห้อง ขยับมาหน้าห้อง ปรากฏว่ามีคนเขียนเสร็จ ทำการบ้านเรียบร้อย กำลังจะส่งครู !!!

ผมอึ้งไปวูบ รีบบอกว่าไม่ต้องส่งครับ ไม่มีการตรวจ หรือให้คะแนน ถูกผิด แต่อย่างใด (แหม มีประสิทธิภาพจริงๆเนาะ)

ผมทิ้งคำถามว่า "ในกิจกรรมทั้งหมดที่เราเขียนมานั้น พวกเราได้ดำเนิน หรือเริ่มทำไปลุล่วงบ้าง หรือเสร็จไปบ้าง สักกี่มากน้อย?

ที่จริงตอน narrate กิจกรรมนี้ คนที่พร้อมที่สุด อาจจะเป็นคนนำเอง การเตรียมตัวตาย หรือการจำลองการตายบ่อยๆนั้น มีผลอย่างหนึ่งก็คือ "การเริ่มคุ้นเคย" กับความตาย ความคุ้นเคยแบบนี้ ไม่ถึงกับทำให้เรา indifferent หรือไม่รู้สึกรู้สา แต่ทว่าเปิดโอกาสที่เราไม่มีความกลัว ทำให้เราพ้น mode ปกป้องของฐานกาย คือ ความกลัว ออกขึ้นไปสู่ฐานใจ และฐานความคิด ของสมองสามชั้นได้

เมื่อผู้ดูแลหมดความกลัว เมื่อนั้น เราจึงจะมีสมาธิใช้ความรัก ความเมตตา กรุณา และจินตนาการในการให้ความช่วยเหลือคนที่ตกอยู่ในบ่วงทุกข์ได้อย่างเต็มที่ 

ปัญหาส่วนหนึ่งในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายก็คือ ความกลัว ความไม่มั่นคง ไม่แน่ใจ เรื่องความตาย ของผู้ดูแลนี่เอง

ดังนั้นบางที ที่เราควรจะพัฒนาก็คือ การไม่กลัวความตาย ซึ่งไม่ใด้หมายถึง ความตายไม่มีความหมาย หรือ ไร้อารมณ์ต่อความตาย แต่เป็นความสามารถในการมองเรื่องนี้ คิดเรื่องนี้ อย่างมี compassion อย่างมีสตินั่นเอง