สองวันนี้ได้มีโอกาสเข้าเมืองหลวงของภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เพื่อไปเยี่ยมอดีตเยาวสตรีที่จบหลักสูตรอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้า และได้กระจัดกระจายกันเข้าไปทำงานในเมือง ตั้งแต่รุ่นเล็กจบใหม่ ๑-๓ ปี ไปจนถึงรุ่นใหญ่ที่ทำงานมานับ ๑๐ ปี
หลายคู่แต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่เชียงใหม่ บางคู่สู้เศรษฐกิจไม่ไหว ต้องส่งลูกกลับมาอยู่กับปู่ย่าบนดอย ให้ปู่ย่าช่วยเลี้ยง (ซึ่งส่งผลให้เจ้าตัวเล็กดื้ออย่าบอกใคร ไม่ค่อยฟังพ่อแม่ เพราะปู่ย่าตามใจมาก และอาจเป็นเพราะช่องว่างระหว่างวัฒนธรรมด้วย ที่ทำให้ปู่ย่าที่อยู่แต่โลกบนดอยสอนหลานในโลกวัตถุนิยม โฆษณานิยมยากมาก เลยได้แต่ตามใจหลานรัก)
บางคู่พอตั้งหลักได้ก็กลับมาพาลูกไปเข้าโรงเรียนในเมือง บางคู่คิดถึงลูกก็ให้ลูกอยู่ด้วยกัน แต่บังคับยายที่ไม่เคยรู้จักชีวิตในเมืองให้เข้าไปช่วยเลี้ยงหลาน เพราะตัวเองต้องทำงาน บางรายได้เจ้านายใจดีหน่อย ก็อนุญาตให้รับงานเย็บมาทำที่บ้าน ทำให้สามารถจัดการเวลาของตัวเองเลี้ยงดูลูกได้ และลุกมาทำงานเวลาลูกนอนหลับและเวลากลางคืน ก็ขูดรีดตัวเองอีกแบบ
รวมๆ แล้ว เป็นวิถีชีวิตใหม่ของคนบนดอยที่ค่อยๆ ขยับขยายลงไปตั้งหลักในเมือง หลายคู่กลับมาติดต่อที่หมู่บ้านเกิดเพียงปีละ ๒ ครั้ง ช่วงปีใหม่ไทย และปีใหม่ฝรั่ง ไม่ต่างกับแรงงานชนบทจากภูมิภาคต่างๆ ในเมืองใหญ่ ยังดีที่เดี๋ยวนี้สัญญาณโทรศัพท์มือถือถึงบนดอย ทำให้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นปัจจัยที่ห้า ที่ช่วยเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ของครอบครัวไว้ได้ทางหนึ่ง
เมื่อถามว่า คิดจะกลับมาใช้ชีวิตที่บนดอยไหม?? ก็ได้คำตอบเดิมๆ ที่ไม่ต่างกันว่า "อยากกลับ แต่ไม่รู้จะทำอะไรกิน ที่ดินก็ไม่มี เดี๋ยวนี้ป่าไม้เขาไม่ให้ทำแล้ว"
หรือชีวิตบนดอยจะค่อยๆ เลือนหายไป ทิ้งร้างหมู่บ้านไว้เช่นหมู่บ้านชนบทหลายภูมิภาคทั้งของไทย และของโลก ??
ทำอย่างไร จะค่อยๆ ให้มีใครบ้าง หันมาทวนกระแส กลับมาสู่ชุมชน สร้างชีวิตที่พออยู่ได้อย่างมีความสุข เช่นที่เคยเป็นมา...
ฉันยังหวังว่าความคิด "สหกรณ์ช่างเย็บผ้าบนดอย" http://gotoknow.org/blog/pilgrim/94575
อาจเป็นความหวังหนึ่ง ที่จะนำชีวิตชีวากลับมาสู่ชุมชน ในรูปแบบใหม่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันได้
เป็นแง่มุมที่น่าคิด เป็นประเด็นที่น่าสนใจครับ...
ขอบคุณมากครับ...
ความเป็นจริงของโลกวันนี้ที่เราปฏิเสธไม่ได้อ่ะ
เราต้องการแนวคิดในการจัดการที่เหมาะสม ก็เท่านั้น
เป็นกำลังใจให้กับความหวังและการลงมือปฏิบัติในเรื่องสหกรณ์ช่างเย็บผ้านะคะ
ตัวสหกรณ์คงจะไม่สำคัญเท่าการเปิดโอกาสให้ผู้คนมาช่วยกันคิดช่วยกันทำ แรกเริ่มปัญหาคงมากอยู่ ค่อยๆคิดค่อยๆทำ ค่อยๆปรับ ก็จะก้าวไปข้างหน้าได้ค่ะ
ดิฉันทำงานกับกลุ่มชาวบ้านที่ชัยภูมิ ไม่มีบ้านอยู่ ก็ช่วยกันสร้างบ้านดิน เมื่อร่วมมือได้ครั้งแรกด้วยความจริงใจไม่เอาเปรียบกัน ความร่วมมือครั้งต่อไปก็เกิดขึ้น ค่อยๆเคลื่อนกิจกรรมไปสู่เรื่องอื่นๆได้ ใช้เวลาสักหน่อย แต่ก็มั่นคงค่ะ
สิ่งยากที่แตกต่างระหว่างกิจกรรมที่ชัยภูมิ กับกิจกรรมสหกรณ์ก็คือ อย่างไรเสีย กิจกรรมเย็บผ้าก็ยังต้องพึ่งตลาดที่เราคุมไม่ได้ มีเรื่องของรายได้ เรื่องของเงินเข้ามา ความยากมันอยู่ตรงนี้ละค่ะ
เป็นกำลังใจนะคะ
ขอบคุณอาจารย์ปัทมากค่ะ (ขออนุญาตเรียกชื่อย่อ เพราะแอบรู้สึกคุ้นเคยอาจารย์มากขึ้น หลังจากที่อาจารย์ช่วยเข้ามาให้คำแนะนำหลายครั้ง)
กังวลใจเช่นกันค่ะ เรื่องการต้องพึ่งตลาดของกิจกรรมเย็บผ้า แต่ส่วนหนึ่งก็จะพยายามเริ่มเย็บจากงานที่ต้องเป็นรายจ่ายประจำอยู่แล้วของเครือข่าย เช่นรับเย็บชุดนักเรียนของโรงเรียน ที่จำเป็นต้องสั่งซื้ออยู่แล้ว
แล้วกิจกรรมที่ขยายต่อจากบ้านดินที่ชัยภูมิ มีอะไรบ้างหรือคะ น่าสนใจมากค่ะ