|
หลัง จากเปิดตัวโครงการอุดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีของผู้ด้อยโอกาสในประเทศ จีนและฟิลิปปินส์ ล่าสุดตัวแทนไมโครซอฟท์จากเรดมอนด์บุกไทยเจรจาตัวแทนภาครัฐ ภาคการศึกษา และองค์กรหลายฝ่ายเพื่อเดินหน้าพาเหรดโปรเจคเพื่อการศึกษากว่า 8 โครงการ โครงการเหล่านี้ไมโครซอฟต์มองว่าสามารถแก้ปัญหาการด้อยโอกาสในการเข้าถึง เทคโนโลยีได้ดีกว่าโครงการแลปท็อปร้อยเหรียญ ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นอีก 1 พันล้านรายให้ได้ในปี 2015 มร. ออร์แลนด์โด อยาลา รองประธานอาวุโส กลุ่มธุรกิจการตลาด ส่วนพัฒนาตลาดกำลังเติบโต ของไมโครซอฟท์ระบุว่ากลุ่มเป้าหมายของการอุดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยี ของไมโครซอฟท์คือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสจำนวน 5 พันล้านคนทั่วโลก ย้ำว่าตัวเลขนี้คือปัญหาของโลกไม่ใช่ปัญหาของไมโครซอฟท์ โดยไมโครซอฟท์ไม่ได้หวังตัวเลขรายได้จากลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์หรือความจงรัก ภักดีต่อแบรนด์ไมโครซอฟท์ “โครงการนี้ไม่ใช่โครงการ การกุศล แต่เป็นการผสานความร่วมมือเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ เป็นพันธกิจที่จะทำให้ธุรกิจเทคโนโลยีดำเนินต่อไป สำหรับประเทศไทย ประชากรกว่า 50 ล้านรายยังอยู่ในกลุ่มด้อยโอกาส และประชากรกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้รับการศึกษาพื้นฐาน” โครงการนี้ ของไมโครซอฟท์ใช้ชื่อว่า ไมโครซอฟท์ อันลิมิเต็ด โพเทนเชียล (Microsoft Unlimited Potential) ใช้ชื่อย่อว่า UP จุดมุ่งหมายสำคัญมี 3 ประเด็นหลักคือ การพลิกโฉมการศึกษา การสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม และการสร้างงาน ซึ่งไมโครซอฟท์มองว่าจะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ประชากรโลกอีก 5 พันล้านรายเข้าถึงเทคโนโลยีได้ เมื่อสัปดาห์ที่ แล้ว ไมโครซอฟท์นั้นเปิดตัวโครงการดังกล่าวในประเทศจีนและฟิลิปปินส์ มร.ออร์แลนด์โดจึงเดินทางมายังประเทศไทยหลังจากการเยือนสองประเทศนี้แล้ว เสร็จ โดยเปิดเผยว่าได้เข้าพบกับหลากตัวแทนภาครัฐและหน่วยงานของประเทศไทยมากมาย ซึ่งแต่ละส่วนงานล้วนมีประเด็นการให้ความสำคัญที่แตกต่างไป โดยจะไม่เน้นที่กลุ่มโรงเรียนอย่างเดียว แต่จะร่วมกับกลุ่ม NGO เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสด้วย ทั้งกลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มผู้ประสบภัย และกลุ่มผู้ถูกคุมขังในเรือนจำ “ เราเข้าพบครูประทีปของมูลนิธิดวงประทีป ซึ่งมุ่งไปที่ผู้ด้อยโอกาสเป็นส่วนใหญ่ เข้าพบรมต.กระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้ความสำคัญกับการศึกษาในห้องเรียน เข้าพบดร.ประวิชของสวทช. เพื่อการสร้างตลาดซอฟต์แวร์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าพบกลุ่มผู้ประกอบการอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เพื่อให้ความเข้าใจว่า อินเทอร์เน็ตคาเฟ่สามารถเป็นแหล่งการเรียนรู้ได้ และล่าสุดเราได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพ เพื่อถวายรายงานรายละเอียดโครงการ ซึ่งอาจนำไปสนองโครงการในพระราชดำริ เช่นสภากาชาด ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือผู้พิการ โดยเราจะเก็บรายละเอียดโครงการทั้งหมดไว้ในเครื่องเล่น Zune เครื่องเล่นเพลง MP3 ของไมโครซอฟท์ ซึ่งจะนำขึ้นทูลเกล้าถวายฯ ในเครื่องจะบรรจุเพลงส้มตำไว้ด้วย” โครงการที่น่า สนใจที่สุดในโปรเจค UP ที่มีอยู่กว่า 8 โครงการที่ไมโครซอฟท์จะพาเหรดเข้ามาแก้ปัญหาช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยี ของคนไทยมี 2 โครงการ หนึ่งคือการเปิดตัวชุดซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียน ในชื่อ Microsoft Student Innovation Suite หรือ MSIS ประกอบด้วยไมโครซอฟท์เอ็กซ์พีสตาร์ทเตอร์อิดิชัน ไมโครซอฟท์โฮมแอนด์ออฟฟิศ 2007 ไมโครซอฟท์แมท 3.0 เลิร์นนิงเอสเซนเชียล 2.0 ฟอร์ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ และวินโดวส์ไลฟ์เมลล์เดสก์ทอป ราคา จำหน่ายชุดซอฟต์แวร์นี้อยู่ที่ 3 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 105 บาท คาดว่าเวอร์ชันภาษาไทยจะสามารถวางจำหน่ายได้ในช่วงธันวาคมปีนี้ โดยจะจำหน่ายให้กับรัฐบาลที่มีคุณสมบัติตามที่ไมโครซอฟท์กำหนด และมีจุดประสงค์ในการซื้อและมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้กับนักเรียน โดยตรง ไม่ใช่เพิ่งคิดได้ มร.ออร์แลนด์โดระบุว่าราคา 3 เหรียญนี้แบ่งเป็นราคาวินโดวส์เอ็กซ์พี 1 เหรียญและราคาซอฟต์แวร์อีก 2 เหรียญ โดยให้เหตุผลที่ไมโครซอฟท์ตัดสินใจเสนอราคาแสนถูกในเวลานี้ แทนที่จะเสนอในช่วงหลายปีก่อน ว่าเป็นเพราะสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมโลกมีความพร้อม ประกอบกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไป “เหตุผล มีสามข้อ หนึ่งคือราคาต้นทุนของเทคโนโลยีนั้นลดลง สองคือรัฐบาลหลายประเทศในขณะนี้มุ่งให้เยาวชนในชาติมีคอมพิวเตอร์เป็นของ ตัวเอง จุดนี้ไมโครซอฟท์คิดว่าเป็นจังหวะดีที่จะเข้ามามีส่วนช่วยเหลือ สามคือการขยายตัวของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทั้งสามปัจจัยนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน เวลานี้จึงเหมาะสมที่ทำให้ไมโครซอฟท์ตัดสินใจเช่นนี้” โครงการที่น่าสนใจโครงการที่สองคือโครงการวินโดวส์มัลติพอยท์ (Multi Point) เป็นการนำเทคโนโลยีพิเศษที่ทำให้คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องมีเมาส์ได้มากถึง 50 ตัว จุดประสงค์คือเพื่อให้นักเรียนสามารถใช้งานและเรียนรู้ได้พร้อมๆกันแม้ โรงเรียนไม่สามารถจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องต่อนักเรียนหนึ่งคนได้ เป็นผลงานการออกแบบของศูนย์วิจัยไมโครซอฟท์ประเทศอินเดีย เคอร์เซอร์ กว่า 50 ตัวที่วิ่งไปมาบนคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวนั้นจะแสดงผลเป็นรูปสัตว์ที่ต่าง ชนิดกัน นักเรียนสามารถเลือกสัตว์ที่ชื่นชอบและกำหนดชื่อลงบนเคอร์เซอร์แต่ละตัวได้ ถูกนำไปใช้เป็นโครงการนำร่องในประเทศอินเดียและประเทศไทยเท่านั้นในขณะนี้ โดยทดลองใช้ที่โรงเรียนลุมพินีและกรุงเทพคริสเตียน
|