บางทีชีวิตก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราตั้งใจและคาดหวัง แม้เราจะมุ่งมั่นก็ตาม อาจเป็นเพราะชีวิตต้องมีองค์ประกอบทางข้อเท็จจริงหลายอัน ทั้งที่เรารู้แล้วและยังไม่รู้
จั่วหัวเช่นนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าจะบอกว่า ในที่สุดก็ไม่ได้ไปดูบั้งไฟที่ยโสธรเพราะไม่มีใครว่างเลย (ไม่น่าเชื่อเลย แต่เป็นเช่นนั้นจริง : หนูบี รู้สึกไม่สบาย , ดร.กลับบ้าน , ท่านสุฯหมดแรง, กุ๊กไก่ต้องไปโรงเรียน ส่วนเจ้านายหลังคาบ้านก็ถูกฝนถล่มใส่ให้มีอันต้องซ่อมเป็นการด่วน เฮ้อ ! ไม่มีโชคเลย ในที่สุดก็เลยไม่มีโอกาสพลัดถิ่นที่ยโสธร
กลับมาทำการบ้านต่อดีกว่า มิฉะนั้นเดี๋ยวจะถูกอาจารย์ที่แสนดีตำหนิเอาได้(เสียฟอร์มมั่กๆค่ะ)
การบ้านที่ว่าคือ บทเรียนจากการไปติววิชาฝึกสอนในห้องเรียนคดีบุคคลที่มหาลัยแห่งหนึ่งในขอนแก่น ซึ่งเป็นคอร์สซัมเมอร์ของชั้นป.ตรี และเป็นที่มาของblog คนพลัดถิ่นที่ขอนแก่น
ก่อนอื่นเราคงต้องสรุปปัญหาข้อเท็จจริงก่อนว่า นักศึกษาในชั้นเรียนนี้เป็นปีสุดท้ายก่อนจะได้เป็นนิติศาสตร์บัณฑิต และจำนวนไม่น้อยเป็นวิชาสุดท้ายที่ต้องสอบให้ผ่านเพื่อไปเป็นบัณฑิตทางกฎหมาย(ให้ได้) ดังนั้นจึงเป็นบรรยากาศในห้องเรียนที่กดดันซึ่งกันและกันทั้งครูและลูกศิษย์ รวมทั้งชั่วโมงเรียนที่ถูกรวบเข้ามาจาก 4 เดือน เหลือเพียง 2 อาทิตย์ แต่จำนวนชั่วโมงไม่มากไม่น้อยไปกว่าเดิมคือกว่า 40 ชั่วโมง ซ้ำยังต้องเรียนวิชานี้ทุกวันๆ (ซึ่งมหาโหดในความรู้สึกของคนสอบไม่ผ่านมาแล้วหลายครั้ง) มีข้อสังเกตว่า มีนักศึกษารหัส 45 อยู่เกือบสิบคนมานั่งเรียนด้วย โจทย์จึงน่าจะเป็นปัญหาทางจิตวิทยามากกว่าว่า ทำอย่างไร นักศึกษาจึงจะมีความเชื่อมั่นว่า (ตู)สอบผ่านได้ และมีพลังที่จะต้องสอบให้ผ่าน จากนั้นจึงมาถึง know how หรือ how to ซึ่งไม่เป็นปัญหาอยู่แล้วเพราะรับประกันด้วยคุณวุฒิของอาจารย์เจ้าของวิชา ผู้ซึ่งมีเวปไซท์ลือกระฉ่อนในเรื่องการช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากในเรื่องไร้สัญชาติไร้รัฐ
แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นคือการ break the ice ที่ภาษาไทยแปลว่าการละลายพฤติกรรม หมายถึงนักศึกษาเป็นก้อนน้ำเเข็งของเราผู้สอน เราต้องละลายน้ำแข็งแต่ละก้อนเพื่อจะเข้าไปกระตุ้นให้หัวใจน้อยๆในวัย 22-26 ปีให้ทำงาน เมื่อหัวใจดังกล่าวทำงานจนต่อมความเชื่อมั่นของแต่ละคนได้พัฒนาจนเกิดพลังแล้ว สมองน้อยๆของเขาและเธอก็จะพร้อมเก็บรับบทเรียนความผิดพลาดและความรู้ใหม่ๆที่ได้ทำหล่นอยู่แถวห้องเรียนตั้งครั้งก่อน ......อย่างที่เพลโต้ว่าไว้ว่า ความจริงแล้วความรู้อยู่ในตัวของเรา มิใช่อยู่ภายนอก ที่เราต้องไปวิ่งไล่ตามหาแต่ประการใด...
อย่างไรก็ดี การกระเทาะน้ำแข็งแต่ละก้อนก็คงเป็นปัญหาแต่ละกรณีๆไป ที่เราจะต้องไปเก็บรายละเอียดและนำไปวิเคราะห์เพื่อกำหนดวิธีการจากกว้างๆไปจนถึงเป็นรายๆไป บางทีจึงอาจจะต้องมีทั้งโหด มัน ฮา ไปจนถึงการปลอบประโลมใจ
และหากไม่กล่าวถึงบทเรียนการสอนด้านเนื้อหาเสียเลยอาจจะทำให้ไม่ครบเครื่อง
ในเรื่องนี้คงต้องขอให้ดูการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก จำได้ว่าเมื่อเป็นเด็ก สินค้าที่โดนใจต้องเมดอิน ยูเอสเอ หรือ เยอรมัน หรือ อังกฤษ เพราะในเวลานั้นสินค้าของญี่ปุ่นล้วนก็อปปี้จากฝรั่ง แต่อายุการใช้งานสั้น ในขณะที่สินค้าจากเมืองฝรั่งใช้ได้ชั่วลูกชั่วหลาน เพียงแต่มีราคาสูงกว่า จากนั้นมาไม่นาน สินค้าญี่ปุ่นได้พัฒนาไปไกลกลายเป็นสินค้าดีราคาถูก จนมาถึงยุคโลกาภิวัฒน์ที่สินค้าเเบรนด์ญี่ปุ่นไปตั้งโรงงานผลิตในโลกที่สามมากมาย จึงสามารถแข่งกับสินค้าฝรั่งได้ทั้งในแง่ของคุณภาพและราคา น่าทึ่งมาก ใช่มั๊ย
แล้วเกี่ยวอะไรกับการสอนหนังสือค๊ะอาจารย์ ? เกี่ยวเพราะ เราเชื่อว่าความรู้ความสามารถของมนุษย์นอกจากจะพัฒนามาจากการฝึกฝนค้นคว้าด้วยตนเองแล้ว ยังมาจากการเลียนเเบบ(ก็อบปี้)ซึ่งกันและกัน ซึ่งมาจากความรู้ที่มาจากการถ่ายทอดของบรรพบุรุษ หรือความรู้-บทเรียนที่แต่ละคนสะสมไว้ ที่กว่าเราแต่ละคนจะเดิน จะพูดได้ ก็ต้องฝึกหัดการลุก การเดิน ฯลฯ จนหกล้ม หัวร้างข้างแตก และกว่าจะออกเสียงได้ ก็ต้องทำน้ำลายหกใส่ต้นหญ้าไปหลายร้อยหยด จากการเป่าริมฝีปากอยู่ข้างสนามหญ้าหน้าบ้าน(หลานสาว) การเลียนแบบจึงน่าจะเป็นบทเรียนบทแรกในการหัดทำสิ่งต่างๆ อย่างเช่นลูกศิษย์เลียนแบบอาจารย์ (ไม่เชื่อก็ดูลูกศิษย์อาจารย์แหววได้เล้ย!!!)
ดังนั้นการสอนคราวนี้ที่ทั้งค้นคว้าหาข้อบกพร่องจากการสอบตกครั้งที่ผ่านมาและให้ตัวอย่างการตอบข้อสอบอย่างเป็นรูปธรรม นอกเหนือจากการสอนโดยอธิบายหลักกฎหมายตามปกติ ภายใต้บรรยากาศการเรียนที่ได้เบรค ดิ ไอซ์แล้ว เชื่อว่าจำนวนนักศึกษาที่สอบผ่านในปริบทของแต่ละคนจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เว้นแต่จะหมดกำลังใจกันไปซะก่อน
ไม่เชื่อก็คอยดู !!!
หมายเหตุ อาจจะยาวไปนิด จึงอาจไม่เหมาะกับคนส่วนใหญ่
วันพฤหัสนี้ ต้องไปขอนแก่นคนเดียว คิดถึง อ.ตุ๊ก แย่เลย