นครพิงค์ มิ่งเชียงใหม่ ตอนสอง

เข้า recess พักกลางวัน ห้องอันนิ่งงันเพราะถูกสะกด (หรือหลับหว่า?) ก็จ็อกแจ็กจอแจขึ้นมาทันควัน ฝ่ายเกียกกายก็เข้ามาปรับห้องประชุมกลายเป็นห้องอาหารในพริบตา ผมก็เดินเข้าไปทักทายทีมเมืองแพร่ที่มาดูใจตั้งแต่วันนี้ สวัสดีครับ อ.ประสาท (ผู้ไร้ประธาน!!) และหวัดดีป๋าแอ๊ด สบายดีหรือ ทำไมยังสบายดีอยู่ล่ะ ฯลฯ

พี่ยักษ์นำเอาอ่างทองเหลือง (ที่พวกเรายืนยันจะเรียกระฆัง) ของญี่ปุ่นมาให้ชื่นชม มีสามขนาด ที่ท่านเจไดวฆเอาไปใช้เป็นขนาดเล็กกระจิ๋วหลิว วันนี้พี่ยักษ์เอาขนาดกลางมาให้ดู พร้อมไม้เคาะอันสะโอดสะอง (มิน่า เจ้าพวกนี้ถึงได้เยาะเย้ยดุ้นระฆังของผม) พันเชือกมาอย่างสวยงาม อ่างทองนั่งอยู่บนเบาะปัก 5 สี Japanese style อย่างหรูหรา ก็เลยต้องมีการประลองเสียงกัน ปรากฏว่าขนาดระฆังแคชเมียร์เคาะได้หวานแหลมกังวาลแล้ว พอเคาะเจ้า medium bowl อันนี้ ต้องยอมรับว่ามันกังวาลนุ่มนวลและอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศได้นานเป็นพิเศษจริงๆ ก็เลยมีการสั่งซื้อกันมะรุมมะตุ้มจากบรรดาว่าที่กระบวนกรทั้งหลาย ท่านเจได้วฆ ที่ได้ขนาดเล็ก (แต่สมส่วน อิ อิ ) ไปแล้ว ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้สั่งขนาดกลางเพิ่มแก้ขวย เล่นเอาพี่ยักษ์จดบัญชีมือเป็นระวิง แปลง exchange rate จาก Yens เป็นบาทอย่างรวดเร็ว (มีเสียงแย้งเบาๆว่าน่าจะเป็น dollar US เพราะราคามันตกเอาๆทุกวัน พี่ยักษ์ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงนกเสียงกา เสียงหมูเสียงหมา) เด็กๆที่สั่งรีบชำระเงิน พี่ยักษ์ร้องบอกว่า "ราคานี่ไม่ทราบว่าเขารวมไม้เคาะแล้วรึยังนะจ๊ะ ยังไงจะมาเก็บเพิ่ม" (ครับผม ค่ะ [ชาติหน้าได้แน่นอนครับ] )

เริ่มต้นภาคบ่าย ผมก็ฉายหนังโฆษณาให้ดูไปพลางๆ มีของโคคาโคลา ของเป๊บซี ของ AkBank (Turkey) และclip "Sand Fantasy" ให้ดูไปเรื่อยๆ จนสังเกตว่า หน้าตาคนที่สะลึมสะลือจากการขาดเลือดเลี้ยงสมอง (ไปเลี้ยงกระเพาะ) กลับมามีเลือดฝาดใหม่

การดูแลอารมณ์

การดูแลอารมณ์เป็นเรื่องสำคัญ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ศึกษาว่า ระหว่างกิจกรรมแบบที่เราใช้ gear auto + emotional driven และกิจกรรมประเภทใช้ความคิด หรือตรรกศาสตร์นั้น วันๆคนเราจะใช้ในประมาณสัดส่วนเท่าไหร่ ก็ว่าไปเรื่อย มีตั้งแต่ 80:20 ฝั่งเหตุผลนำ ไปถึง 20:80 ฝั่งอารมณ์นำ ในงานวิจัยชิ้นนี้ปรากฏว่า เขาให้คะแนน emotional : logic ถึง 24:1 หรือ 96% เป็นอารมณ์ หรือ gear auto mode ทีเดียว

ที่จริงเราก็มีประจักษ์พยานอยู่เยอะแยะในปัจจุบัน มีโฆษณาขายสินค้าชิ้นไหนที่เน้นด้านข้อมูล logic และความคิดในการเชื้อเชิญให้ผู้ซื้อซื้อของๆตนบ้าง? เกือบร้อยทั้งร้อยจะใช้ emotional leading หรือ persuasion ทั้งสิ้น

โฆษณาบุหรี่ยิ่งเห็นได้ชัด ทางการพยายามจะ educate ประชาชน เอาข้อมูลมาให้ดู สูบบุหรี่เป็นมะเร็งตายปีละเท่าไร ทำให้ปอดดำยังไง ฯลฯ บริษัทบุหรี่แค่เอาหนุ่มบึ้ก สวมเสื้อแบะอก ขี่ม้ายั่งยวน ก็ขายบุหรี่เอาเงินเข้า Treasury department ที่อังกฤษได้ปีละ 4-5000 ล้านปอนด์สเตอริง เรียบร้อยโรงเรียน Oxbridge business ไปแล้ว

มือถือที่ใช้กันโครมๆ มี function เป็นสิบๆ ราคาพอๆหรือมากกว่าเงินเดือนเสียอีก ก็ยังมีการซื้อกันถล่มทลาย เพราะคนใช้ "รู้สึกว่า" ถ้าใช้แล้ว มันคงจะทำให้เท่ห์ ให้มีเสน่ห์เหมือนอย่างนายแบบ นางแบบ ที่โฆษณาทีวี

รายการอย่าง Academy Fantasia, Big Brother ที่ใช้คนอื่นมา vote ว่าใครดีที่สุด เก่งที่สุด จะได้รางวัลเป็นล้านๆ ทำให้คุณค่าของคน กลายเป็นเรื่องของการ approve ว่าดีจากคนอื่นๆ ไม่ได้เป็นเรื่องของตนเองอีกต่อไป กลายเป็นสิ่งที่คนอื่นเป็นคนตีราคาค่างวดไปหมด judgemental attitude เป็นเรื่องธรรมดาสามัญในสังคม

ซึ่งอันตรายมากๆๆๆๆ

เวลาที่คนใช้อารมณ์ทำงาน การจะเอาข้อมูล logic เข้า เป็นเรื่องยากเย็น และตอนที่คนไข้ หรือญาติคนไข้ กำลังเกิด emotional crisis นั้น ไม่ใช่เวลาอย่างยิ่งที่เราจะเพิ่มเติมข้อมูล หรือพยายามจะเปลี่ยน mode การรับรู้ของเขาให้กลายเป็น logical mode ในทันทีทันควัน ซึ่งจะไม่ได้ผล ที่เราจะต้องใช้ก็คือ positive energy ทาง emotion ที่จะมาช่วยสลาย crisis ทางอารมณ์แบบนี้ลง ได้แก่ ความเมตตา กรุณา ความอยากให้พ้นทุกข์ ของผู้ดูแลนั่นเอง

ในการที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์ทรมาน นอกเหนือจากการบรรเทาอาการทางกายแล้ว เรายังต้องมี ความไวด้านอารมณ์ ด้วย เพื่อที่จะสามารถติดตาม เท่าทัน อารมณ์ ความรู้สึก ของผป.และญาติ ณ ปัจจุบันกาลได้ท่วงที

ดังนั้นพอจะอธิบาย หรือจินตนาการได้ว่า เมื่อผมเคยถาม นศพ. ว่า professionalism ของแพทย์ ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติอะไร แล้วมีคนตอบว่า "emotionless ครับ/ค่ะ" ผลจะเป็นเช่นไร ในเจตคติแบบนี้

ที่เหลือก็จะเป็น modification, application ตามระบอบ ระบบ ระเบีนบของแต่ละที่

ในการจะจัดตั้งหน่วย หรือ แผนก palliative care หรือไม่ อย่างไรนั้น ขึ้นกับนโยบายขององค์กรเป็นสำคัญ เพราะการทำ palliative care จะใช้เวลาแน่นอน และเวลาเป็นปัจจัยที่ไม่ใช่ทางลัดเลย ที่จะมีส่วนทำให้ trust-worthiness พัฒนามาอย่างช้าๆ หลังจากการดูใจ และวัดใจมาพักหนึ่ง

การวัดใน palliative care ก็ยัง controversial อยู่ ยังไม่แน่นอน เพราะเป็นสัมฤทธิ์ผลเชิงอารมณ์ ซึ่งกวัดแกว่งตามบริบท ขนาดในวันเดียวกัน ถามตอนเช้า ถามตอนเย็น เรายังตอบเรื่องเดียวกันไม่เหมือนกันเลย

ถ้ามีคนถามเรื่อง evidence-based ของ palliative care ถึงแม้ตอนนี้จะเริ่มมีรายงานออกมามากพอสมควร ผมคิดว่า เราอาจจะเริ่มจากการถามตนเองว่าเราจำเป็นต้องใช้ evidence-based ทุกอย่างก่อนจะทำอะไรจริงหรือไม่?

เรามี evidence-based ว่าการเรียนการสอนหน้าที่ศีลธรรม หน้าที่พลเมือง มีผลทำให้เด็กเป็นคนดีจริงๆ หรือไม่? ถ้ายังไม่มี เราควรจะรอให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์เสียก่อนค่อยสอนเรื่องแบบนี้ รวมทั้งจริยศาสตร์ ศาสนา ด้วยรึเปล่า?

เพราะฉะนั้น คำตอบของผมในขณะนี้ก็คือ ถ้าคิดไตร่ตรองดูแล้ น่าจะดี น่าจะเป็นที่สรรเสริญ ก็ ทำไปเลยก็แล้วกัน หว่านเมล็ดไปในตอนนี้ ถึงมันจะไปออกเอาโน่น รุ่นลูกหลานเหลนโหลน แต่ "ขอให้ออกมาเถอะ"