10 ประเด็น
ในการต่อสู้ เพื่อสิทธิความเป็นคน
และสิทธิมนุษยชนของผู้ป่วยชาวไทย
กระทรวงสาธารณสุข
อธิบายถึงประกาศการใช้สิทธิโดยรัฐ ต่อยาสิทธิบัตร

-ประเด็นที่ 1 การที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศการใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร 3 รายการนั้น ทำถูกกฎหมายหรือไม่ และมีเหตุผลอย่างไร
-ประเด็นที่ 2 ทำไมกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่เจรจากับบริษัทยาก่อนที่จะประกาศใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร การดำเนินการดังกล่าวถือเสมือนเป็นการยึดทรัพย์สินของเอกชนมาเป็นของรัฐโดยไม่บอกกล่าวหรือไม่
-ประเด็นที่ 3 กระทรวงสาธารณสุขมีกลไก กระบวนการ หลักเกณฑ์อะไร ในการพิจารณาว่า ยาที่มีสิทธิบัตรตัวไหนจะประกาศการใช้สิทธิโดยรัฐ และในอนาคตมีการประกาศใช้สิทธิเพิ่มหรือไม่
-ประเด็นที่ 4 การประกาศการใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร นอกจากรัฐจะประหยัดงบประมาณแล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร
-ประเด็นที่ 5 การใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตรมีผลกระทบต่อบริษัทยา ตลาดยาทั่วโลก และการส่งออกของสินค้าไทยอย่างไรบ้าง
-ประเด็นที่ 6 ที่มีข่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขดำเนินการไปโดยไม่มีการปรึกษากับกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำไมจึงไม่มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
-ประเด็นที่ 7 การดำเนินการประกาศใช้สิทธิโดยรัฐดังกล่าว จะมีผลทำให้บริษัทยาต่างประเทศไม่ลงทุนวิจัยพัฒนายาในไทย และจะทำให้ประเทศไทยล้าหลังในการวิจัยยา จริงหรือไม่
-ประเด็นที่ 8 ที่มีข่าวว่าผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกไม่เห็นด้วยกับกาดำเนินการของไทยในการใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มีองค์กรระหว่างประเทศใดที่สนับสนุนไทยหรือไม่
<p>
-ประเด็นที่ 9 บริษัทยาแสดงความกังวลว่า แม้บริษัทต้องการเจรจากับรัฐ ภายหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศการใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตรแล้ว แต่กระทรวงสาธารณสุขไม่ยินยอมเจรจาด้วย เพราะอะไร </p><p>
-ประเด็นที่ 10 ยาที่ผลิตหรือนำเข้าจากประเทศอื่น เช่น อินเดีย ที่มีราคาต่ำกว่ายาต้นแบบ จะมั่นใจได้อย่างไรว่ามีคุณภาพเท่าเทียมกับยาต้นแบบ
</p>
issue นี้ น่าสนใจทีเดียวครับ ผมสนใจที่จะติดตามประเด็นดังกล่าวครับ.. เพื่อประโยชน์ของคนไทยจริงๆ จะได้ไม่เสียเปรียบต่างชาติครับ
ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ
สำหรับประเด็นความสนใจ ที่ผมคิดว่า คนไทยทุกคนควรได้รับรู้ และร่วมกันเรียนรู้ ถึงผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในความพยายามต่อสู้ อย่างเป็นธรรม บนเวทีการค้าโลก ที่มักพยายามอธิบายถึงหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส หลักสิทธิมนุษยชน แต่โดยท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเกิดความขัดแย้ง และไม่เห็นด้วย โดยยืนยันบนหลักการแห่งความถูกต้อง คำโต้แย้งกลับกลายเป็นข้อกฎหมาย และเงื่อนไขอันไม่เป็นธรรม
ขอบคุณมากครับ สำหรับการร่วมรับรู้ ถึงสิ่งที่คนไทยจะพึงกระทำ
ขอบคุณครับ
มีประเด็นต่อเนื่อง สำหรับ บทสรุปที่ประเทศไทย ต้องกระทำ เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วยชาวไทย
-ประเด็นที่ 1 การที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศการใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร 3 รายการนั้น ทำถูกกฎหมายหรือไม่ และมีเหตุผลอย่างไร
สิทธิบัตรคือ เอกสารที่รัฐออกให้แก่ผู้ที่ได้ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเพื่อประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ที่มีคุณค่าทางอุตสาหกรรมและสามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ โดยรัฐให้สิทธิผูกขาดแก่ผู้ทรงสิทธิบัตรในการผลิต นำเข้า จำหน่าย หรือใช้ประดิษฐกรรมนั้นเป็นเวลา 20 ปีนับแต่วันยื่นจดสิทธิบัตร
สิทธิผูกขาดนี้แลกกับการที่ผู้ประดิษฐ์จะต้องเปิดเผยรายละเอียดของสิ่งประดิษฐ์ต่อสาธารณะ สิทธิบัตรนี้ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากสิทธิผูกขาดดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหาในการที่ประชาชนจะได้บริโภคสินค้าที่จำเป็น หรือเกิดอุปสรรคในการจัดบริการสาธารณูปโภค เกิดการขาดแคลนอาหารและยา และเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะต่างๆ รวมทั้งเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาในยามฉุกเฉินหรือสงคราม
<p>
ดังนั้น ในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิบัตรไทยจึงกำหนดให้มีมาตรการยืดหยุ่นที่จะให้ผู้อื่นหรือรัฐใช้สิทธิแทนผู้ทรงสิทธิได้ 3 ลักษณะด้วยกันคือ
1.การใช้สิทธิแทนโดยบุคคลอื่น (พ.ร.บ.สิทธิบัตรไทยมาตราที่ 46-50) หากผู้ใดเห็นว่าสิ่งประดิษฐ์ เช่น ยาบางชนิด ผู้ทรงสิทธิบัตรไม่ได้นำเข้าหรือผลิต และมีการจำหน่ายในประเทศ หรือมี แต่ไม่เพียงพอหรือราคาสูงเกินไป และตนมีความประสงค์จะผลิตหรือนำเข้าเพื่อจำหน่าย ก็สามารถเจรจากับผู้ทรงสิทธิบัตรเพื่อขอใช้สิทธิแทน โดยเสียค่าตอบแทนการใช้สิทธิตามแต่จะตกลงกัน </p>
หากตกลงกันได้ก็จะเป็นการที่ผู้ทรงสิทธิบัตรให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจ แต่หากตกลงกันไม่ได้ ผู้ประสงค์จะใช้สิทธินั้นก็สามารถยื่นเรื่องต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้พิจารณาความเหมาะสมในการบังคับใช้สิทธิได้ โดยกำหนดค่าตอบแทนการใช้สิทธิที่เหมาะสม
กรณีนี้ ผู้ขอใช้สิทธิแทนจะต้องเจรจากับผู้ทรงสิทธิบัตรก่อน
2.การใช้สิทธิโดยหน่วยงานของรัฐ แบ่งออกได้เป็นสองกรณีคือ
2.1 กรณีเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการอันเป็นสาธารณูปโภคหรือการอันจำเป็นในการป้องกันประเทศ หรือการสงวนรักษาหรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม หรือป้องกันหรือบรรเทาการขาดแคลนอาหาร ยา หรือสิ่งอุปโภคบริโภคอย่างอื่นอย่างรุนแรง หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น ในกรณีนี้รัฐ (พ.ร.บ.สิทธิบัตรไทยมาตรา 51) กำหนดให้เป็นอำนาจของกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องสามารถประกาศใช้สิทธิตามสิทธิบัตรได้ โดยไม่ต้องเจรจากับผู้ทรงสิทธิบัตรก่อน
แต่จะต้องแจ้งการใช้สิทธิโดยรัฐดังกล่าวต่อผู้ทรงสิทธิบัตรโดยมิชักช้า และจะต้องเสียค่าตอบแทนการใช้สิทธิต่อผู้ทรงสิทธิและจะต้องยื่นคำขอเสนอค่าตอบแทนและเงื่อนไขในการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วย
2.2 ในภาวะสงครามหรือในภาวะฉุกเฉิน (พ.ร.บ.สิทธิบัตรไทยมาตรา 52) กำหนดให้นายกรัฐมนตรีโอนอนุมัติคณะรัฐมนตรี มีอำนาจออกคำสั่งใช้สิทธิตามสิทธิบัตรใดๆ ก็ได้เพื่อการอันจำเป็นในการป้องกันประเทศและรักษาความมั่นคงแห่งชาติ โดยเสียค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่ผู้ทรงสิทธิบัตรและต้องแจ้งให้ผู้ทรงสิทธิบัตรทราบเป็นหนังสือโดยไม่ชักช้า
ทั้งนี้ ข้อตกลงที่มีการประกาศที่กรุงโดฮา ภายใต้องค์การการค้าโลกกำหนดว่า ประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกมีสิทธิกำหนดเหตุผลและเงื่อนไขในการบังคับใช้สิทธิทั้งสามประเภทได้ด้วยตนเอง
ในกรณีนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการประกาศใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาทั้ง 3 รายการโดยถูกต้องตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ และตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตรของไทย รวมทั้งคำประกาศโดฮา ดังปรากฏรายละเอียดในประกาศทั้งสามฉบับและจดหมายแจ้งกรมทรัพย์สินทางปัญญา บริษัทยาผู้ทรงสิทธิบัตรและองค์การเภสัชกรรม ซึ่งได้รับมอบหมายให้ใช้สิทธิแทน
โดยได้มีการออกจดหมายทั้ง 3 ฉบับในวันเดียวกันหรือในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับวันที่ได้ลงนามในประกาศทั้ง 3 ฉบับ ทั้งนี้ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา(USTR) ได้แสดงการยอมรับเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “ไม่เคยกล่าวว่าประเทศไทยได้กระทำการโดยไม่สอดคล้องกับกฎหมาย” ตามหนังสือที่ตอบจดหมายของสมาชิกรัฐสภาอเมริกัน 22 ท่านที่มีถึงผู้แทนการค้าสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายดังกล่าว “ไม่ได้จำกัดว่าจะบังคับใช้สิทธิ/ใช้สิทธิโดยรัฐได้เฉพาะกลุ่มยาต้านไวรัสเอดส์เท่านั้น” และประเทศไทยก็มิได้เป็นประเทศเดียวหรือประเทศแรกที่มีการประกาศบังคับใช้สิทธิ/ใช้สิทธิโดยรัฐ ประเทศที่พัฒนาแล้ว รวมทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ก็มีความพยายามในการดำเนินการบังคับใช้สิทธิ/การใช้สิทธิโดยรัฐมาช้านานแล้ว และดำเนินการนอกเหนือจากยาต้านไวรัสเอดส์ รวมทั้งดำเนินการกับสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ยาด้วย
ส่วนเหตุผลสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขต้องดำเนินการประกาศใช้สิทธิโดยรัฐ ก็เนื่องจากตั้งแต่ พ.ศ.2544 รัฐบาลไทยได้กำหนดนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและได้มีการออก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปี 2545 และมีการกำหนดสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงยาที่มีในบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยในระยะแรกได้ยกเว้นยากลุ่มยาต้านไวรัสเอดส์ไว้ก่อนเพราะไม่มีงบประมาณเพียงพอ
ต่อมาได้มีการประกาศนโยบายการเข้าถึงยาต้านไวรัสเอดส์อย่างถ้วนหน้าตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2546 จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขที่จะร่วมกับสำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่จะดำเนินการให้ประชาชนไทยทุกคนซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับยาตามรายการที่ปรากฏในบัญชียาหลักแห่งชาติ รวมทั้งยาอื่นๆ ที่มีความจำเป็นและประชาชนไทยก็มีสิทธิที่จะเรียกร้องในการได้รับยาดังกล่าวด้วย
ซึ่งรัฐบาลก็ได้พยายามจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขให้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2550 งบประมาณด้านสาธารณสุขไทยรวมกันถึงประมาณ 170,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12 ของงบประมาณทั้งประเทศ และมีงบประมาณเพื่อการรักษาผู้ป่วยเอดส์ถึงกว่า 3,800 ล้านบาท
แม้ว่า มีงบประมาณเพิ่มขึ้นมากแล้วก็ตาม รัฐก็ยังไม่สามารถจัดบริการให้ประชาชนเข้าถึงยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติและยาอื่นๆ ที่จำเป็นได้ทุกรายการเนื่องจากยาหลายรายการมีราคาสูงมาก เพราะเป็นยาที่มีผู้จำหน่ายเพียงรายเดียว ไม่มีการแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะยาที่มีสิทธิบัตรทั้งหลายนั่นเอง
นอกจากนี้ เป็นที่ยอมรับว่า ยาถือเป็นสินค้าเชิงคุณธรรม มีความสำคัญต่อชีวิตจึงต้องแยกเงื่อนไขต่างๆ ออกจากสินค้าทั่วไป สิทธิของมนุษย์ที่ควรจะมีชีวิตอยู่ย่อมเหนือกว่าผลประโยชน์ทางการค้า ดังนั้น การดำเนินการใช้สิทธิโดยรัฐของกระทรวงสาธารณสุขต่อยาที่มีสิทธิบัตร จึงเป็นการดำเนินการที่ทั้งถูกกฎหมายและถูกหลักมนุษยธรรม รวมทั้งเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ที่จะต้องจัดหายาจำเป็นตามบัญชียาหลักแห่งชาติให้แก่คนไทยทุกคนที่ใช้สิทธิตามนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าด้วย
</span>
ผมเห็นด้วยอย่างเต็มที่กับกระรวงสาธารณสุขของไทยที่ประกาศสิทธิบัตรเหนือ CL เราทำตามกฏเกณฑ์
เนื่องด้วยยาต้านไวรัสที่ประกาศนั้นเป็นตัวยาสำคัญที่ใช้ในกรณีที่ดื้อต่อยา GPO- ivr ผู้ป่วยที่เป็นโรค HIV ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ส่วน plavix ก็เป็นยาต้านเกล็ดเลือดที่สำคัญที่ในการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ ประเทศไทยให้สิทธิกับบริษัทยาข้ามชาติไว้นานเกินไป ( 20 ปี) ในบางประเทศเช่น อินเดียมีอำนาจต่อรอง ก็ให้สิทธิ 7-10 ปี(ผมไม่แน่ใจ ข้อมูลจาก Nation )
ผมมีความเห็นว่า ที่เราต้องมาเดือดร้อนใช้ยามากขึ้นเพราะว่าเราพึ่งพาต่างประเทศมากโดยเฉพาะความรู้ technology+ระบบสาธารณสุขของเราเน้นการรักษาโรค เราทะเลาะกับคนที่ตัวโตกว่าและมีนิสัยเป็นอันธพาล
ผมเองทำงานในระบบสารธารณสุขตอนนี้ประเทศเรามีระบบสาธารณสุขแบบปิมิตรกลับหัว(ฐานแคบบนกว้าง) รากฐานสุขภาพภาคประชาชนแคบ(ดูแลตนเองน้อย) พึ่งพายามาก ป้องกันน้อย+น้นรักษา(ตัวอย่างที่ดีคือไข้เลือดออก ทุกคนกลัวแต่มีน้อยคนที่จะไปดูว่าลูกน้ำในบ้านตัวเองก็ยังเต็มตุ่ม) แพทย์ไม่พอ(จริงๆก็ขาด) แต่ที่ซ้ำเติมก็คือแพทย์จะอยู่ในระบบตติยภูมิมาก(รพ.ใหญ่ )ผลคือแพทย์ที่ทำงานปฐมภูมิมีน้อยการดูแลผู้ป่วยก็ได้รับผลกระทบไปด้วย
ผมขอจบแค่นี้ครับต้องรีบไปทำงาน ว่างๆผมจะแวะมาใหม่ครับ
สวัสดีค่ะคุณ Kati
ขอบพระคุณมากค่ะที่กรุณานำเรื่องที่ รมต.สาธารณสุขกำลังทำเพื่อคนไทยมาเผยแพร่..เราเสียเปรียบมานานมาก แต่บริษัทยาข้ามชาติก็มีอิทธิพลเหลือเกิน..การลุกขึ้นยืนหยัดจึงต้องใช้ความอดทน แน่วแน่..จริงจังและต้องการกำลังใจมากเหลือเกิน
ขอบคุณมากค่ะ