ผมชอบอ่านวรรณกรรมของตอลสตอยตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ช่วงอบรมที่สวนโมกข์นานาชาติทำให้ผมคิดถึงงานวรรณกรรม2เรื่องจากปณิธาน3ข้อที่ท่านอาจารย์พุทธทาสฝากไว้คือ1.การทำความเข้าใจศาสนาของตนให้ถึงที่สุด ภาษาจัดการความรู้คือเข้าถึงแก่นและลิ้มรสผลจากการปฏิบัติ 2.ทำความเข้าใจระหว่างศาสนาเพื่อช่วยกัน 3.ถอนตนออกจากวัตถุนิยม ปณิธานข้อที่1และ2 ทำให้ผมนึกถึงวรรณกรรมที่มาจากการตีความศาสนาคริสต์ของปราชญ์ชาวคริสต์ที่ต่างออกไปจากที่ได้ยินได้ฟังกันทั่วไป ผมเห็นว่าทุกศาสนามีแก่นความรู้และตำนานหรือเรื่องเล่าที่มักจะใส่อิทธิปาฏิหารย์เข้าไป บางอย่างก็เป็นเรื่องเหนือจริงเพื่อการตีความ และก็มักจะมีมือดีตีความไปต่างๆนานา ศาสนาคริสต์ที่ผมเข้าใจตีความโดยตอลสตอยผ่านวรรณกรรม2เรื่องของเขา(ที่จริงมีหลายเรื่อง แล้วจะนำมาเล่าแลกเปลี่ยนในตอนต่อไป)ที่ผมประทับใจและรู้สึกว่ามีความคล้ายคลึงกับพุทธศาสนามากคือ เรื่องบาปของนักบุญ แปลโดย พยับแดด และเรื่อง คนกับนาย แปลโดยสิทธิชัย แสงกระจ่าง
บาปของนักบุญ มีแนวเรื่องคล้ายกับสิทธารถะของเฮอร์มาน เฮสเส คือการเดินทางของชีวิตที่ค้นพบสัจธรรม แต่นำเสนอคนละระดับเลยทีเดียว
สำหรับผม สิทธารถะ ในภาษาจัดการความรู้เป็นเรื่องเล่าเชิงวิชาการที่อธิบายความเป็นอนิจจังของชีวิตในเชิงปรัชญา ทำให้เกิดความเข้าใจหรือความรู้ ซึ่งมีนักคิดระดับปัญญาชนสยามบอกว่าเฮสเส รู้ไม่จริง (ผู้สนใจต้องไปอ่านเอง) <p>แต่บาปของนักบุญ เป็นเรื่องเล่าที่กระทบใจของผู้อ่าน เป็นพลังของความรู้สึกหรือความตระหนักที่เมื่อความเป็นตัวตนลดน้อยลงหรือหมดไป</p><p>ทั้งสองเรื่องอาจนับเป็นวรรณกรรมที่มาจากปรัชญาหรือความรู้ในพุทธศาสนาซึ่งเรื่องสิทธารถะนั้นสื่อความหมายจากชื่อเรื่องโดยตรง</p>
แต่เรื่องบาปของนักบุญคือความเข้าใจของตอลสตอยต่อศาสนาคริสต์ที่ตีความพระเจ้าเช่นเดียวกับที่ท่านอาจารย์พุทธทาสตีความศาสนาพุทธว่าหัวใจคือการลดความเห็นแก่ตัวจนกระทั่งถึงสภาพของความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
สัจธรรมที่เจ้าชายคาสัสกี้หรือหลวงพ่อเซอร์เจียสค้นพบจากความผิดหวังในคนรักแล้วออกบวชอย่างยาวนานคือความตระหนักลึกในจิตวิญญาณว่า "ยิ่งความรู้สึกอย่างมนุษย์ลดลงเพียงใดความรู้สึกเข้าใกล้พระผู้เป็นเจ้ายิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น" ก็ความรู้สึกอย่างมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองที่จะอยู่เหนือมนุษย์คนอื่นๆที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกของหลวงพ่อเซอร์เจียสนั่นเอง
คนบาปคาสัสกี้ก้มลงหยิบเศษเงินที่ผู้ดีโยนให้เป็นทานโดยไม่รู้สึกว่าเป็นการลบหลู่ หลังจากตอบ ผู้ดีว่า "เป็นข้ารับใช้ของพระผู้เป็นเจ้า" แล้วแบ่งให้กับชายแก่ไร้บ้านที่ร่วมทางมาด้วยกัน
เรื่องเล่าของตอลสตอยได้บรรยายชีวิตของเจ้าชายคาสัสกี้ตั้งแต่เป็นนายทหารหนุ่มเลือดร้อน มุ่งมั่นในชัยชนะในทุกๆเรื่องที่ตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย .....
ถ้าผมเขียนเล่าได้ดีกว่า ตอลสตอยคงไม่เขียนเป็นเรื่องสั้นขนาดยาว จึงอยากชวนเชิญผู้สนใจหามาอ่านเอง ผมเห็นว่า พระเจ้าของตอลสตอยคือ ความเห็นแก่ตัวที่หมดไปจนไม่มีตัวตน ซึ่งสอดคล้องกับพุทธศาสนาโดยการอธิบายของท่านอาจารย์พุทธทาสมาก
สภาพของความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนไม่อาจอธิบายด้วยคำพูดได้ สำหรับผม นวนิยายของตอลสตอยเรื่องนี้มีพลังกระตุ้นในระดับจิตสำนึกหรือจิตใต้สำนึกที่ทำให้เกิดความตระหนักจนเกิดปิติและความสุขในชีวิตที่ไร้ตัวตนซึ่งมีคุณค่ามาก และเมื่อผมระลึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อใดก็จะช่วยให้ความรู้สึกในความเป็นมนุษย์ที่อวดดี มีความแข็งกระด้างในจิตใจค่อยๆอ่อนโยนขึ้น ผมเป็นหนี้บุญคุณตอลสตอย ปราชญ์ชาวคริสต์ซึ่งถูกศาสนจักรขับไล่ออกจากศาสนาคริสต์ ทั้งเรื่องเล่าที่ท่านนำเสนออย่างวิจิตรพิศดาร ซึ่งทำให้ผมไม่เห็นความแตกต่างของศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์เลย
ป้าย"พระเยซูชำระบาปของท่าน"จึงไม่ใช่ศาสนาคริสต์ที่ผมรู้จัก หรือไม่ผมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายนั้นได้
ปณิธานข้อ1และข้อ2ของท่านอาจารย์เตือนใจเราได้เป็นอย่างดีว่าให้เราทำความเข้าใจศาสนาของตนให้ถ่องแท้ และทำความเข้าใจระหว่างศาสนา เพราะที่เราเข้าใจมาจากการตีความ
เรื่องต่อไปคือ คนกับนาย
</font>
ท่านอาจารย์พุทธทาสได้กล่าวถึง “เพชรเม็ดเอกในพระพุทธศาสนา” คือ การไม่ยึดมั่น ถ์อมั่น ซึ่งก็คือ การไม่มี “ตัวกู ของกู” ตรงกับที่อาจารย์ภีมกล่าวว่าท่านอาจารย์พุทธทาสตีความศาสนาพุทธว่าหัวใจคือการลดความเห็นแก่ตัวจนกระทั่งถึงสภาพของการไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน หากใช้ภาษาที่ง่าย ๆ ก็คือ “การคลายจากความผูกพัน” ไม่ว่าจะเป็นกับคน สัตว์ หรือ สิ่งของ เพราะการไม่ยึดมั่น ถือมั่น หรือการคลายจากความผูกพันนี้เองจะทำให้ใจเราอยู่ในสภาพปลอดโปร่ง เบาสบาย เป็นอิสระจากเครื่องพันธนาการทั้งปวง หากฝึกทำเป็นประจำ ทำอย่างต่อเนื่องและสมำเสมอ สภาวะจิตจะแจ่มกระจ่างใสสว่างขึ้นภายในอย่างที่เรารู้สึกได้ชัดเจนทีเดียวค่ะ
โจทย์คือคนทำงานอย่างเราคงต้องมีวินัยในการจัดสรรเวลาแต่ละช่วงแต่ละวันให้กับการทำใจหยุดใจนิ่ง ต้องฝึกที่จะ “หยุดคิด” บ้างค่ะ พูดเหมือนง่ายแต่ทำได้ไม่ง่ายเหมือนพูดค่ะ
ตัวเองมีความเห็นว่าการตีความหมายหรือให้ความหมายของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจากถ้อยคำ จากภาพ หรือจากสัญญลักษณ์ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ (Frame of Reference and Field of Experience ที่แตกต่างกันค่ะ)
วรรณกรรมเรื่องบาปของนักบุญและสิทธารถะอ่านแล้วค่ะ มีความเห็นทั้งเหมือนและต่าง ซึ่งไม่อยาก “วิวาทะ”ในที่นี้
การมองต่างมุมและความหลากหลายเป็นความงดงามค่ะ
เรียน อ.ภีมและ อ.ตุ้ม
เคยอ่านงานของตอลสตอยหลายเรื่องเหมือนกันตอนเรียนมัธยม ตอนนั้นรู้สึกว่า อ่านยากมาก ถ้ามีเวลาตอนนี้ยังคิดว่าจะหามาอ่านอีกครั้งค่ะ
การไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นหัวใจสำคัญ แต่ก็เป็นเรื่องยาก ดิฉันเข้าใจ ตามประสาคนศึกษาและฝึกฝนด้านนี้มาน้อย (และอาจเข้าใจผิด) ว่า ศาสนาพุทธหินยาน มุ่งเน้นการฝึกจิตใจตนเอง ในขณะที่มหายาน (หรือแม้แต่คริสต์ ?) อาจใช้วิธีฝึกจากการให้ มิใช่การเน้นทำบุญ ทำทาน แต่ให้โดยการทำตัวให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่น มองเห็นทุกข์ของผู้อื่น (ซึ่งพุทธหินยานก็สอนเหมือนกัน แต่เข้าใจว่าจะให้ลำดับความสำคัญ กับการฝึกจิตใจโดยสมาธิ ภาวนามากกว่า)
การมองเห็นเพื่อนร่วมทุกข์ ทำให้เข้าใจโลกมากขึ้น นึกถึงตัวเองน้อยลง ลดอัตตา ลดความยึดมั่นถือมั่นได้เยอะเหมือนกัน
ที่จริงไม่ใช่เห็นแย้ง เพียงแต่คิดว่า มีหลายเครื่องมือใช่ไหมคะ
ศาสนาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก ตรงที่ทำให้คนเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข การลดความยึดมั่นถือมั่นจะไม่ทำให้เราเบียนเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ไม่เบียดเบียนโลก .. เข้าใจเอาเองแบบนี้ล่ะค่ะ
เขียนมาแลกเปลี่ยนค่ะ