เสนอแนะวิธีการประเมินเลื่อนวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษาแนวใหม่


จะทำให้การปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น และ ระบบประเมินก็ไม่ต้องมีองคาพยพยืดยาวและสิ้นเปลืองทรัพยากร

         ในรอบปีที่ผ่านมา มีเสียงวิจารณ์กันหนาหู เรื่องการประเมินให้มีวิทยฐานะของข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา (ตาม ว.25) ที่ ก.ค.ศ. กระจายอำนาจเบ็ดเสร็จให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการว่า การประเมินใน ด้านที่ 1 ( ความประพฤติด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และ จรรยาบรรณวิชาชีพ) และ ด้านที่ 2 (คุณภาพการปฎิบัติงานหรือสมรรถนะ )นั้น ไม่สามารถจำแนกคุณภาพของบุคลากรตามตัวบ่งชี้ได้อย่างแท้จริง
       โดยที่หน่วยประเมินและหน่วยส่งเสริมเป็นหน่วยงานเดียวกัน จึงยากจะหลีกเลี่ยงการประเมินที่เอื้ออาทรกันได้ ดังนั้นทุกคนที่เสนอขอรับการประเมินถ้ามีคุณสมบัติครบก็จะผ่านกันหมด จึงเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์
     และการประเมินในเดือนเมษายน 2550 นี้ ก็ยังคงใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดิม เพราะยังปรับเปลี่ยนไม่ทัน ซึ่งคิดว่า ก.ค.ศ.ก็คงทราบปัญหานี้ดี จึงพยายามคิดหาทางปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีก เพื่อนำไปใช้ในการประเมินครั้งต่อๆไป
     
ในโอกาสที่คาดว่า ก.ค.ศ.อาจจะมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินขึ้นใหม่นี้ ผมจึงอยากเสนอแนะวิธีการประเมินที่คิดว่าน่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องที่กล่าวมาแล้วได้พอสมควร โดยการประเมินก็ยังจำแนกการประเมินเป็น 3 ด้าน ตามมาตรา 54 เหมือนเดิม แต่จะปรับเปลี่ยนวิธีประเมินใหม่ โดย
     
ก.ค.ศ. สรรหา คัดเลือก ผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละสาขา ที่ได้รับการยอมรับจริง ๆ จากทั่วประเทศ ทั้งในด้านความรู้ ประสบการณ์ และ คุณธรรมจริยธรรม จัดเป็นกลุ่ม ๆ ตามสายงาน ทั้งมาจากผู้เกษียณราชการและยังอยู่ในระบบราชการ ใครได้รับการคัดเลือกก็ถือว่าเป็นผู้ได้รับเกียรติอย่างสูงยิ่ง ซึ่งจะต้องมีการอบรมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้เกิดความตระหนักในภารกิจการประเมินเป็นอย่างดี แล้ว ก.ค.ศ.ก็จัดเป็นคณะย่อย คณะละ 3 คน ( ถือเป็นคณะประเมินระดับประเทศ หรือระดับภาคก็ได้ ) เมื่อครูและบุคลากรทางการศึกษาคนใด ยื่นความจำนงเสนอขอรับการประเมินเข้ามา ก็จะมีแบบเสนอขอและผลงานวิชาการให้คณะกรรมการอ่านล่วงหน้า 
      
การประเมินขั้นแรกคณะกรรมการก็จะออกไปประเมิน (ดู) ของจริง โดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า วิธีประเมินก็จะสังเกตการสอนหรือการปฏิบัติงานจริง ถามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างเจาะลึก แล้วจึงสัมภาษณ์ผู้ขอรับการประเมินในทุกแง่ทุกมุม ตั้งแต่ด้าน 1 ถึง ด้าน 3 และต้องมีหลักฐานประกอบ ซึ่งถือเป็นการประเมินเบื้องต้น หากใครผ่านการประเมินตรงนี้แล้วก็ต้องผ่านการประเมินขั้นตอนที่ 2 คือ ประเมินสอบปากเปล่า เหมือนสอบวิทยานิพนธ์ กับ กรรมการอีกชุดหนึ่งในสายงานเดียวกัน ถ้าผ่านทั้ง 2 คณะ ก็ส่งรายชื่อเข้าพิจารณาในระบบ อ.ก.ค.ศ. ปกติ และ ส่งให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 แต่งตั้งให้เลื่อนวิทยฐานะได้
         สำหรับการประเมินผลที่เกิดจากการปฏิบัติงานในหน้าที่ความรับผิดชอบ รวมทั้งผลงานวิชาการด้วยนั้น ให้เน้นการประเมินแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Results – Based) เป็นสำคัญ ถ้าเป็นครูก็ต้องดูที่ผลเกิดกับผู้เรียน ถ้าเป็นผู้บริหารโรงเรียนก็ดูผลที่เกิดกับครูและผู้เรียน ถ้าเป็นผู้บริหารการศึกษาก็ต้องดูผลที่เกิดกับโรงเรียนในภาพรวม ถ้าเป็นศึกษานิเทศก์ก็ต้องดูผลที่เกิดกับครูในสายงานที่ไปนิเทศ เป็นต้น
       
รูปแบบการประเมินดังกล่าว กระทรวงฯ ต้องปรับระบบประเมินคุณภาพนักเรียนใหม่ โดยจัดให้มีการประเมินผลระดับชาติ (NT) นักเรียนทั่วประเทศปีละ 1 ครั้ง ทุกระดับชั้น จะให้ สทศ.ประเมิน หรือ กระทรวงจะดำเนินการเองก็ได้ ซึ่ง ก.ค.ศ. จะใช้ผลการประเมินนี้เป็นตัวเทียบเคียงความก้าวหน้าในการจัดการเรียนรู้ของครูและทุกสายงานที่เกี่ยวข้องโดยใช้การประเมินมูลค่าเพิ่ม เป็นหลัก ซึ่งจะจัดให้มีการประเมิน 2 ด้าน คือ 1) ด้านความรู้ (ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ) และ 2) ด้านความดี (คุณธรรม จริยธรรม) ในด้านแรกคงไม่มีปัญหาอะไร ส่วนด้านที่ 2 (ความดี) หน่วยประเมินต้องคิดเครื่องมือและวิธีการประเมินที่เชื่อถือได้ การดูมูลค่าเพิ่มก็ดูจากผลทั้งสองด้าน เช่น
     
ครูสอนคณิตศาสตร์ชั้น ม. 2 สอนนักเรียนเมื่อปีที่แล้วมีผลการประเมิน NT ด้านความรู้ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 31 ด้านความดี ร้อยละ 75 ในปีต่อมาได้คิดค้นพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้และดูแลความประพฤติผู้เรียนอย่างดี ปรากฎว่าผลการประเมิน NT ปีต่อมา ด้านความรู้เพิ่มเป็นร้อยละ 35 และ ด้านความดี เพิ่มเป็นร้อยละ 76 ก็ถือว่าพัฒนาขึ้น แม้จะเป็นนักเรียนคนละกลุ่มแต่ก็พอเทียบเคียงกันได้ ซึ่งก็ต้องกำหนดช่วงคะแนนมูลค่าเพิ่มที่ชัดเจน เช่น ด้านความรู้เพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ด้านความดี เพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ 2  หรืออาจแยกตามรายกลุ่มสาระตามสภาพของแต่ละกลุ่มสาระก็ได้  เป็นต้น
     
การประเมินเช่นนี้น่าจะทำให้ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกันและในระดับชั้นเดียวกันเกิดความร่วมไม้ร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป บุคลากรสายงานอื่น ก็จะคิดค้นนวัตกรรมช่วยครู และรับอานิสงส์ไปด้วยกัน ซึ่งจะทำให้การปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น และ ระบบประเมินก็ไม่ต้องมีองคาพยพยืดยาวและสิ้นเปลืองทรัพยากร ครูโรงเรียนเล็ก โรงเรียนใหญ่ โรงเรียนในชนบทหรือในเมืองก็ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกัน เพราะเราเทียบมูลค่าเพิ่มจากฐานเดิมของผู้เรียนตามบริบทนั้นๆ
        มีคนเขาบอกว่า คนที่เชี่ยวชาญเรื่องการดูม้าจริง ๆ เพียงแค่ตบสีข้างม้า 2 ที ก็รู้ว่าม้าตัวนี้ดีหรือไม่ ดังนั้นถ้าเราสรรหาได้ผู้เชี่ยวชาญการประเมินที่แท้จริง ก็ไม่ต้องใช้เวลาประเมินมาก วันเดียวก็รู้เรื่อง ซึ่งก็จะได้ข้าราขการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ดีจริง ๆ
        หากมีผู้ประเมินคนใดขาดความเที่ยงธรรม หรือรับอามิสสินจ้าง ก.ค.ศ. ก็มีหน้าที่จัดระบบติดตามตรวจสอบประเมินพฤติกรรมผู้ประเมิน โดยจัดให้มีระบบคานอำนาจกัน เมื่อพบพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ก.ค.ศ.ก็ดำเนินการถอดถอนทันที หากกรรมการคนใดถูกถอดถอนก่อนสิ้นวาระก็ถือว่าเป็นการเสียชื่อเสียงเกียรติภูมิตนเองอย่างยิ่ง
       หากใช้วิธีการประเมินเช่นนี้ เชื่อว่าคนที่ไม่มีผลงานดีจริงหรือไม่ได้รับการยอมรับ (คนที่อยากได้ แต่ไม่ควรได้) ก็จะไม่กล้าเสนอขอรับการประเมิน จึงถือว่าน่าจะเป็นวิธีการพัฒนาเส้นทางวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับที่อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ )เคยกล่าวไว้ว่า
   
ถ้าอยากให้คนพัฒนาเรื่องใด ก็ประเมินเขาเรื่องนั้นเดี๋ยวเขาก็พัฒนาขึ้นเอง “

--------------------------------------------

หมายเลขบันทึก: 95132เขียนเมื่อ 9 พฤษภาคม 2007 00:29 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2012 11:31 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา
และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี