จะทำอย่างไรดี?
มีกำหนดเวลาตระเตรียมตัวนานพอสมควร แต่เวลาก็หมดไปอย่างรวดเร็วเหมือนฝัน หลังจากงานมหัศจรรย์สังสรรค์สนทนา ก็มีงานบรรยาย มีงานอะไรต่อมิอะไรตามมาติดๆ รับทราบข่าวว่า ปีเตอร์ เฮิร์ส และลอเรน อาจารย์ที่สอน contemplative psychology ที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ จะมา join activity ที่เมืองไทย ยิ่งเกิดความคันขยุกขยิกอันไม่อาจะเกาได้ถนัดถนี่ (เหมือนบาลู the bear ในเมาคลี) สมาธิจึงหลุดสัญจรไปตามที่ต่างๆ
ทราบคร่าวๆว่า ที่แรก รพ.นครพิงค์ จะเป็นกลุ่มพยาบาลและผู้สนใจจาก รพ.อำเภอต่างๆในเชียงใหม่ เท่าที่ท่านวิรัช และท่านวฆ จะโฆษณาประชาสัมพันธ์มาได้ ประสบการณ์คงจะ varied ไป มีหมอ, เภสัช, ทันตะ และอื่นๆ ที่ที่สอง สวนดอก พี่รัตนาเผอิญติดกิจธุระ ให้อาจารย์ปรียานุช เชื้อเชิญกลุ่มพยาบาลหัวหน้างาน และองค์กรแพทย์มาเข้าร่วม น่าจะเป็น mini-conference และ ที่ที่สาม รร.นครแพร่ทาวเออร์ ซึ่งพี่แดง (พี่สามชาย) เจ้าเมืองแพร่ (ตามความรู้สึกของน้องๆ) จะ host ให้ เท่าที่ได้คุยโทรศัพท์มาก็จะมีหลากหลาย ทั้งบุคลากรสาธารณสุขและชาวบ้านร้านถิ่นที่สนใจ
ตอนแรกว่าจะไปเชียงใหม่แต่หัววัน คุณเอ๋ (คนประสาน) แจ้งมาว่าพี่วิรัช พี่กิจจา และพี่จู ลงมาสั่งสอนคนแถวๆกทม.พอดี จะกลับไปวัยเดียวกัน ก็เลยเลื่อน flight ไปเป็น flight เดียวกันตอนหนึ่งทุ่ม ด้วยความขี้เกียจหอบเสื้อผ้าข้าวของเที่ยวกรุงเทพฯ ก็เลยนั่งแทกซี่ไปสุวรรณภูมิแต่หัววัน มีแผนในใจเรียบร้อยว่าจะฆ่าเวลาอย่างไร ไปถึงสุวรรณภูมิก็ load กระเป๋าเข้าใต้ท้องเครื่อง เหลือแต่กระเป๋าคอมพิวเตอร์ เดินดิ่งลงไปชั้นสาม สุดทางเดิน แล้วก็จองคิว นวดเท้า 1 ชั่วโมงครึ่ง ทันที
หยิบหนังสือ Embracing OurSelves ของ Dr Hal & Sidra Stones มาอ่านต่อ ถอดรองเท้ารอ เอนหลังอย่างสบายระหว่างที่กระบวนการบันเทิงที่มีคนมาลูบไล้ นวดคลึงเท้าเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งกำลังจะเริ่ม เป็นการกลับเข้าสู่วัยเยาว์อีกครั้งก็ว่าได้ เพราะตอนเด็กๆ กิจกรรมหนึ่งที่พี่น้องบ้านนี้ (บ้านผมน่ะสิ) เล่นกันคือ chain foot scratching หรือการเกาเท้าลูกโซ่ อุปกรณ์คือปากกาลูกลื่นหนึ่งด้ามต่อคน (preferrably BIG เพราะชัดเจน หัวกลมใหญ่ ไม่คมเกินไป) หมอนต่างคนต่างหิ้วมา optional คือ หนังสืออ่านเล่นก็ได้ บางคนเตรียมทิชชูมาซับน้ำลาย!! (อันนี้เรียกว่ามืออาชีพจริง) นอนก่ายกันไปมา นัยว่าเรียงให้ดีทุกคนจะเป็นคนเขียนก็ได้ หรือจะสลับกันก็ไม่ผิดกติกา แล้วก็ เขียนตัวเลข 1 ถึง 100 หรือ 200 ลงบนส่วนต่างๆของฝ่าเท้า (ของคนอื่นนะครับ) ตัวโตๆ ลงไประหว่างซอกนิ้วก็ได้ ถ้าชอบ ไม่เน้นส้น หรือส่วนหนา แต่เน้นส่วนบอบบาง โอ๊ย มันสสสส จริงๆ (แค่นึกก็น้ำลายเริ่มไหลแล้ว)
กลับมานวดเท้าใหม่ ก็เป็นอะไรที่เพลินมาก บางเจ้าแนะนำให้บอกคนนวดว่าอย่าแรงเกินไป (ประเดี๋ยวจะเดินไม่ได้) เสียดายที่ดอนเมืองไม่มีบริการนี้ นวดๆไปพี่วิรัชก็มีโทรศัพท์เข้ามา บอกว่ากำลังเดินทางมาจากมิราเคิลแกรนด์ เพิ่งเสร็จจากการไป educate people มาว่า dialogue คืออะไร มีพี่กิจจาและพี่จูเป็นลูกคู่ (ฟังดูคล้ายๆลำตัดหวังเต๊ะ แม่ประยูรเลย) ผมก็อู้อี้ตอบไปว่าตามสบายครับจะ (นอน) รออยู่ที่นี่แหละ
ZZZZ
ZZZ
ZZ
Z
รู้สึกตัวอีกที หมอนวดก็สะกิดบอกว่าจะนวดคอแล้ว ให้ลุกขึ้นมานั่ง เราก็ลุกมานั่งหัวสั่น หัวคลอนอยู่พักนึง (นวดคอนี่ ผมว่าเป็นการเสียเวลา น่าจะเน้นนวดเท้าอย่างเดียว เพราะผมเป็นประเภทคอบอบบาง และท่านวดคอของแผนไทยนี่ เหมือนกับการตีศอกแบบสโลว์โมชั่นลงบนคอและบ่าสองข้าง วันไหนเจอหมอนวดผู้ชายกำยำล่ำสัน วันนั้นแสดงว่ากรรมตามทัน เจ้ากรรมนายเวรกำลังมาเอาชดใช้) แล้วก็เดินตัวปลิวออกมา หันซ้ายขวาก็เจอทีมชุดไทยนั่งเป็นพระอันดับ (แต่แค่สามรูป) อยู่หน้าห้องนวดพอดี พี่วิรัช พี่กิจจา และพี่จู ใส่ชุดทีมผ้าไทยเหนือ (trend กำลังบอกว่าชุดแบบนี้กำลังมาแรงในปีหมูบ้านี้ เพราะคนขาดเครื่องยึดเหนี่ยว และร้อนรุ่มกว่าเดิม ต้องหาผ้าฝ้ายมาใส่กัน) พี่วิรัชแจ้งข่าวว่าการพูดเรื่อง dialogue ประสบความสำเร็จอย่างสิ้นเชิง เหมือนทุกครั้งที่เราทำมา (คือไม่มีใครรู้เรื่องว่า dialogue คืออะไร) เข้าใจว่าถ้าเขาไม่เข็ด ก็น่าจะเชิญอีกหลายครั้ง (ตราบใดที่ยังไม่ได้ทำเองสักที)
ปรากฏว่าบุญบันดาลให้เรากำลังจะไปพบกับ อ.อนุวัฒน์ที่เชียงใหม่ เพราะอาจารย์ไปบรรยายพอดิบพอดี และป่านนี้น่าจะไปถึงแล้ว พอพวกเราไปถึงเชียงใหม่ ก็แห่กันไปหาอาจารย์ที่โรงแรม synchronicity ก็จัดสรรให้กลุ่มเราเจออาจารย์ที่ lobby ตรงเช็คอิน ทั้งๆที่อาจารย์ไม่ได้มารอเราแต่อย่างใด เราก็พากันหาที่นั่งสนทนา
จังหวะแรกเพราะอะไรไม่ทราบ เราก็พากันไปนั่งที่โซฟา ใกล้ band ตรง lobby แล้วก็เริ่มคุยกันทันที คุยไปๆเราเริ่มรู้สึกว่า เอ.... ทำไมเราต้องเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏว่าเรากำลัง unconsciously ตะเบ็งเสียงกลบ band ที่กำลังกล่อมแขกใน lobby อยู่ เขาก็พยายามจะกลบเราให้ได้ พี่วิรัชสังเกตเห็นเส้นเลือดโป่งพองที่บริเวณขมับของนักดนตรีกำลังเต้นกระดุ๊บกระดิ๊บ ก็เลยเสนอว่าเราย้ายดีกว่า
ย้ายไปนั่งที่ห้องอาหาร บ๋อยก็ฉลาดมาก เสนอให้เรานั่งสบายๆ open air ซึ่งทำเลดีมาก เสียอย่างเดียว (สองอย่าง) คือ จะร้อนมาก และยุงหามเท่านั้น ที่เหลือ OK ทีเดียว เราฟังแล้วเป็นเงื่อนไขที่น่าจะต่อรองต่อไป เลยขอที่นั่ง second best ย้ายเข้ามาในห้องแอร์ และไม่มียุงจะดีต่อสุขภาพมากกว่า แต่ละคนก็เริ่มสั่งอาหารมาทาน ทุกคนดูท่าทีวันนี้ยังไม่มีอารมณ์จะจิบชากันเท่าไร ก็เลยเอาน้ำเปล่ามาทานกัน พี่กิจจาดูจะหิวจัดสุด สั่งข้าวอบทะเลมา ปรากฏว่าได้ข้าวอบ 7 มหาสมุทรมาแทน อาจารย์อนุวัฒน์เห็นขนาดของสับปะรดที่ใส่ข้าวมาถึงกับหัวเราะกิ๊ก พี่วิรัชออกความเห็นปลอบใจว่า คนครัวคงไม่ใจร้ายขุดไส้สับปะรดลึกเกินไป น่าจะจัดการหมดได้ ขณะที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นเจ้าบ๋อยคนที่เราปฏิเสธไม่ยอมนั่งตากยุงตามแผน กลั่นแกล้งพี่กิจจาเป็นแน่ ปรากฏว่าสับปะรดถูกขูดจนบางและใส่ข้าวลงไปประมาณ 1 หม้อได้
ผมเลือกข้าวผัดมา ซึ่งปรากฏว่าเป็น good choice และสลัดของพี่จูก็ดู OK เราก็นั่งคุยกันต่อ คุยกันเรื่องโน้นนี้นั้น อ.อนุวัฒน์ได้อ่านบทความจิตวิวัฒน์ที่ผมไปพูดที่มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติด้วย (ซึ่งคุณนัน-วรพงศ์ กรุณาถอดเทปออกมาอย่างมหัสจรรย์ถึง 37 หน้า!!!) และไปลงเอยที่ workshop สำหรับ surveyor ที่พิษณุโลกเดือนมิถุนายนนี้ (ช่าง co-incidence เพราะผมจะไปพูดเรื่องหลักสูตรที่พิษณุโลกพอดีทีเดียวเจียววันเดียวกัน) เราก็แย่งกันเสนอสินค้าตัวอย่างว่าหลักสูตรนี้มีอะไรบ้าง ที่เรียกว่าแย่งเพราะ มีคนเสนอสินค้า 3 คน คือ ผม พี่กิจจา พี่จู ส่วนพี่วิรัชกำลังหมกมุ่นกับการช่วยขยายความศัพท์เฉพาะทางของการอบรมที่หลั่งไหลมาเป็นทำนบแตก อาทิ ไข่ไดโนเสาร์ มณฑลแห่งพลัง bodyscan ไทชี่ ทุยโส่ว ควอนตัม สมองสามฐาน โหมดชีวิต Dryfuss & Drysfuss ฯลฯ เรียกว่าถ้าคนนอกมาได้ยินคร่างๆ ต้องเข้าใจว่าเป็น Flight of Idea ของคนไข้ Schizophrenia เป็นแน่แท้ ผมไม่แน่ใจว่าการฉายสินค้าตัวอย่างนี้จะได้ผลแค่ไหน แต่ถ้าบอกจะบอกว่า 3 คน saleman มีความกะตือรือร้นแค่ไหน ต้องให้คะแนน 9 ใน 10 คะแนนทีเดียว
เสร็จ dinner อันสนุกสนาน เราก็แยกย้าย ทีมพาผมไปส่งที่ Green Lake Resort เกือบสามสี่ทุ่มแล้วมั้ง พรุ่งนี้เจอกัน 8 โมงครึ่ง พี่วิรัชบอก และแล้วคืนแรกของการมาเยือนมณฑลพายัพก็สิ้นสุดลง ด้วยการ review dialogue workshop ก่อนนอน และฟังเสียงสายฝนที่โปรยปรายตลอดเวลากระทบกระจกระเบียง
สามวันต่อไปนี้จะเป็นอย่างไรหนอ?
สวัสดีค่ะอาจารย์หมอสกล (Phoenix)
อ่านบันทึกของอาจารย์แล้วพบว่าตัวเองยิ้มอยู่คนเดียว หน้าจอคอมพ์
แบบนี้เรียกว่า dialouge ประสบความสำเร็จอย่างสิ้นเชิงหรือเปล่าก็ไม่รู้ค่ะ
จะรออ่านตอนต่อค่ะ ขอบคุณค่ะ
อ่านเพลิน ๆ ได้บรรยากาศเลยค่ะ
ท่านพี่สงสัยยังไม่ตกผลึกแหงเลย ช่วงนี้เลยฝืด แต่แว่วๆว่าช่วงมาทัวร์เมืองเหนือ ยังมีโทรศัพท์แจ้งงาน หายไปนี่สงสัยทำงานชดเชยมั้ง ;P
ภาษนิราศขาดหายเสียดายสุด หรือสะดุดการงานช่วยขานขัย ข้าผู้น้อยเฝ้ารอคอยอย่างตั้งใจ หรือเก็บไว้ส่งเป็นชุดกันสะดุด เอย
ใจเย็นๆครับพี่น้อง พึ่งไปเที่ยวเขื่อนภูมิพลฯมา ที่ จ.ตาก อย่าว่าแต่ internet เลย สัญญานมือถือก็แทบไม่ค่อยจะมี
รับรองนิราศนี้จบแน่ครับ (ก่อนมหกรรมกระบวนกร ไม่งั้นตีกันตายหอง!!)