มีโมเดลจากสาขาพัฒนาพัฒนาองค์กรเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ชื่อว่า Pinch-Crunch Conflict Modelที่ผมแปลเป็นภาษาไทยว่า โมเดลความขัดแย้ง จากความเคืองสู่ความเดือด ในหนังสือ ปั้นคนให้เก่งคนเล่มหนึ่ง
<p style="margin: 0pt" class="MsoNormal"> ความเคืองเกิดขึ้นเมื่อมีคนทำสิ่งที่เราไม่คาดหวังว่าเขาจะทำ ซึ่งก็เป็นเรื่องร้อยแปดขึ้นอยู่กับว่าคาดหวังอะไร คนส่วนใหญ่โดยทั่วไป เมื่อเคืองใคร ครั้งแรกเราจะไม่พูดอะไร เพราะคิดว่า เขาคงไม่ทำอีกหรือเขาอาจไม่ได้ตั้งใจ หรือกลัวว่าถ้าพูดอะไรไปแล้วเดี๋ยวกลายเป็นความขัดแย้งกันเปล่าๆ ไม่พูดจะดีกว่า</p> <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal"> แต่เมื่อคนทำไม่รู้ตัวว่าทำให้เราเคือง เขาก็อาจทำเรื่องนั้น หรือเรื่องอื่นให้เราเคืองอีก ครั้งที่สองนี้ หลายคนก็ยังอาจกรุ่นขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ไปบอกเขา จนกระทั่งครั้งที่สาม เราก็จะถึงจุดเดือดหรือเกิดความขัดแย้งขึ้นมาแล้วนั่นเอง</p> <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal"> เคืองกี่ครั้งถึงจะเดือดนี่ ก็ขึ้นอยู่กับคนหรือเรื่อง หรือสถานการณ์เช่นกัน โดยเฉลี่ยของคนทั่วไป คือ 3 เคืองเป็น 1 เดือดแต่คนบางสไตล์ เคืองเดียวก็เดือดได้ทันที คนบางสไตล์ ยังสะสมความเคืองไปเรื่อยๆ เพราะอดทนหรืออาจไม่รู้ตัว จนกระทั่งครั้งสุดท้าย ทนไม่ไหวแล้วกลายเป็นระเบิดรุนแรง</p> <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal"> เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 6 ที่ผ่านมา ผมเป็นแขกรับเชิญในรายการคืนนี้ที่ 100.5 (วิทยุเอฟเอ็ม ในเครือข่าย อสมท เวลา สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน) โดยคุณอุ๊ ช่อผกา เป็นพิธีกร เธอจัดรายการนี้มาได้ครึ่งปีแล้ว โดยพูดคุยเรื่องเอ็นเนียแกรมหรือนพลักษณ์ ซึ่งเธอเองก็ศึกษามาหลายปี</p> <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal"> หัวข้อที่พูดคุยครั้งนี้ก็เป็นเรื่องการจัดการความขัดแย้ง โดยความรู้เอ็นเนียแกรม โดยพูดถึง เรื่องที่มักสร้างความเคืองใจให้กับคนแต่ละสไตล์เอ็นเนียแกรม อาการการแสดงออกเมื่อเขาเคือง และวิธีเข้าหาเขาเมื่อเคืองแล้ว </p> <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal"> เราพูดกันไปได้แค่คน 4 สไตล์คือ สไตล์หนึ่งถึงสไตล์สี่ และต้องยกไปต่อในอาทิตย์นี้ เรื่องที่พูดพอจะสรุปได้ดังนี้</p> <ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0pt">สไตล์หนึ่ง ชื่อเรียก คนเนี้ยบ เพอร์เฟคชั่นนิสต์ คนสมบูรณ์แบบ นักปฏิรูปครูระเบียบ</div></li></ul><p> ดูจากชื่อเรียก ก็คงนึกถึงคนที่เป็นสไตล์นี้ในชีวิตจริงของคุณออก อาจเป็นคนในที่ทำงาน (น่าจะมีอยู่ทุกแห่ง) หรือคนในครอบครัวของคุณเอง นี่คือคนที่ทำอะไรต้องตรงเป๊ะ ยึดถือกฎระเบียบวินัย ความถูกต้องเรียบร้อย และจะอยู่เฉยไม่ได้ถ้าเห็นอะไร “ไม่ถูกต้อง” ในสายตาเขา จนต้องเข้าไปจัดระเบียบทันที </p><p> </p><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">เรื่องเคือง</p> <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">เรื่องที่มักทำให้นักปฏิรูปหรือครูระเบียบเคืองก็เดาได้ง่าย มันก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความถูกต้อง ไม่ถูกต้องนั่นเอง เช่น ถูกตำหนิหรือวิพาษ์วิจารณ์ คนอื่นไม่รับผิดชอบ ไม่ติดตามงาน ตกลงกันแล้วว่าจะทำอะไร แต่เปลี่ยนแผนงานโดยไม่บอกล่วงหน้า เป็นต้น</p><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal"></p><p>อาการเมื่อเคือง</p><p>พูดห้วนๆ สั้นๆ อาจยกเรื่องอื่นๆ ของเราที่ไม่เกี่ยวข้องมาตำหนิ บางคนอาจปิดปากเงียบ ไม่พูด แต่ส่วนมากจะมีสีหน้าท่าทีที่บ่งบอกถึงความโกรธ </p><p>วิธีเข้าหาเขา</p><p>เข้าไปพูดคุยโดยแสดงความตั้งใจในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และในการพูดคุยกันนั้น ควรกำหนดกฎเกฎฑ์กติกาให้ชัดเจน เขาจะได้สบายใจ และให้เขาได้พูดก่อน เพราะในใจเขานั้นมีเรื่องคับข้องใจเยอะมาก นอกจากนั้น คุณต้องระมัดระวังคำพูดที่จะทำให้เขารู้สึกถูกตำหนิ หรือตัดสิน </p><ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0pt">สไตล์สอง ชื่อเรียก ผู้ให้ ผู้ช่วยเหลือ พ่อพระ แม่พระ</div></li></ul><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal"> นึกถึงคนรอบตัวที่น่าจะตั้งฉายาให้เขาได้อย่างนี้ นี่คือคนที่เต็มไปด้วยน้ำใจ ชอบทำอะไรให้คนอื่น (มักคิดหรือบอกด้วยว่า ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน) ถ้าเป็นครู ก็คือครูผู้ใจดี ทุ่มเทเสียสละอย่างมาก (คนละอารมณ์กับครูระเบียบเลย) </p><p> สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือ ความรักและความสัมพันธ์ที่ดี ผมเคยเจอคนสไตล์นี้หลายคนทำหน้างงๆ แล้วถามว่า “อ้าว แล้วความรัก ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตหรอกหรือ” </p><p>เรื่องเคือง</p><p>เรื่องที่มักทำให้นักแม่พระเคืองก็เกี่ยวเนื่องกับความเป็นคนสไตล์นี้ของเขา คือถูกมองข้ามความสำคัญ ทำดีแล้วหวังดีแล้ว กลับไม่ได้ดี ไม่เป็นที่ชื่นชม หรือพูดแล้วไม่มีใครฟัง เป็นต้น </p><p>อาการเมื่อเคือง</p><p>คนสไตล์สองมักเก็บความไม่พอใจเอาไว้เป็นเวลานาน แต่เมื่อทนไม่ไหวจนต้องระบายออกมาแล้ว ก็จะเป็นไปด้วยอารมณ์ คำตัดพ้อ พร้อมยกเรื่องราว เหตุผลประกอบว่า เราทำไม่ดีกับเขา อย่างไรบ้าง ผิดกับเขามากแค่ไหน จนเรารู้สึกว่า เรานี่แย่จริงๆ เรานี่ผิดจริง (เค้าเก่งมากนะในการทำให้เรารู้สึกผิด ขอบอก) </p><p>วิธีเข้าหาเขา</p><p>เมื่อจะปรับความเข้าใจกับเขา ขั้นแรกต้องให้เขาได้พูด ได้ระบายออกมาให้หมด หลายคนอาจไม่อยากพูดตรงๆ ก็ต้องถามคำถามเขาเพื่อให้ชัดเจน เวลาคุยกับคนสไตล์นี้ ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของเขาด้วย และบอกเล่าความรู้สึกและมุมมองของคุณให้เขาได้รับรู้ด้วย เขาก็จะเห็นใจคุณเหมือนกัน </p><ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0pt">สไตล์สาม ชื่อเรียก ผู้ใฝ่สำเร็จ คนบ้างาน </div></li></ul><p>นี่คือคนที่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่เคยหยุดนิ่ง มีกิจกรรมหรืองานทำตลอดเวลา หลายคนทำงานเจ็ดวันโดยไม่ต้องพัก เป้าหมาย ความสำเร็จ เป็นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด (ลองเปรียบเทียบกับคนสไตล์หนึ่งและสองที่กล่าวมา) ลักษณะภายนอกจะเป็นคนดูดี มั่นอกมั่นใจ นึกถึง ทอมครุยซ์ อาร์โนว์ ไทเกอร์ วู้ด โอเจ ซิมสัน คอนดอลิซ่า ไรซ์ หรือคนที่อยู่แดนไกลของเราก็จะเห็นภาพ </p><p>เรื่องเคือง</p><p>แน่นอนว่า เมื่อใฝ่สำเร็จอย่างมาก เรื่องที่มักทำให้เขาเคืองก็คือ เรื่องที่จะมาเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของเขา การดูไม่ดี ถูกฉีกหน้า ถูกหยาม รวมทั้งการไม่ได้รับการยกย่องหลังจากที่ทุ่มเทสร้างผลงานแล้ว </p><p>อาการเมื่อเคือง</p><p>คนสไตล์อาจดูยากหน่อย เพราะเขาเก็บความรู้สึกเก่ง และไม่ยอมบอกใครถึงจะไม่พอใจ แต่ถ้าสังเกตดีๆ ก็อาจเห็น เช่นพูดเสียงดังขึ้น หรือพูดห้วนสั้นกว่าปกติ </p><p>วิธีเข้าหาเขา</p>ตรงข้ามกับสไตล์สอง ผู้ใฝ่สำเร็จจะไม่ถนัดในการพูดคุยถึงอารมณ์ความรู้สึก ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้กับเขา ควรใช้เหตุผลเวลาพูดคุยกับเขา เขาเองก็ไม่ชอบความขัดแย้งเพราะทำให้เสียเวลาในการทำงาน จึงอยากที่จะแก้ไขเหมือนกัน <hr>
เดี๋ยวค่อยมาต่อคนสไตล์สี่ หรือคนโศกซึ้ง ศิลปิน
ติดตามอีก ห้า สไตล์ที่เหลือ ในรายการคืนนี้ที่ 100.5 อาทิตย์นี้สี่ทุ่ม
อ่านแล้ว พอมองเห็นตัวเองหรือคนรอบข้างที่เป็นแบบนี้บ้างหรือเปล่า ช่วยเล่าสู่กันฟังหน่อย
</font></span>
คิดว่า คนไกลที่พูดถึงคือ อดีตนายก เป็นแบบ 8 ไม่ใช่แบบ 3 นักการเมืองไทยที่เป็นแบบ 3 น่าจะเป็นคุณ อภิสิทธิ์ ความต่างชัดเจน คือ อดีตนายกเป็นคนแสดงอารมณ์ทันทีเวลาไม่ถูกใจ เสแสร้งด้านอารมณ์ไม่เป็นเลย ชอบใคร เกลียดอะไรท่านประกาศเป็นคำพูดหรืออาการหมด จนเป็นจุดอ่อนท่านภายหลัง ในขณะที่คนแบบ3 จะเก็บความรู้สึกได้ดี ยิ้มได้แม้กับศัตรู สิ่งที่ต่างมากของ คน 3 กับคนแบบ 8 คือ พรรคพวก คนแบบ8 จะนำได้ ต้องมีคนให้เขานำ เขาจะเป็นคนรักคนรอบข้างมาก ครอบครัว เพื่อนฝูง คำว่ามิตรก็คือมิตร ดังนั้นไม่แปลกที่ คนชนิดนี้จะรักครอบครัวจนดูเหมือนสร้างภาพ ลูกเก่งหรือไม่เก่งดีหรือไม่ดีก็ยังรักลูกและพูดถึงเสมอ ในขณะที่ คนแบบ3 จะรักหรือพูดถึงครอบครัวต่อเมื่อทำให้ภาพตัวเองดูดี มีพี่น้องพิการก็จะไม่ค่อยพูดถึง นอกจากพี่น้องที่ดูเชิดหน้าชูตาได้ก็จะเริ่มพูดถึงบ้าง