เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเรื่องที่ทำให้เราเคือง คนอื่นกลับไม่รู้สึกอะไร แต่บางเรื่องที่เราไม่รู้สึกอะไร ทำไมบางคนถึงกับเดือดทันที นี่เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นความแตกต่างในระดับรากฐานของคน การบริหารคน การพัฒนาตนเอง จึงไม่อาจใช้วิธีแบบเหมารวมได้ เราต้องศึกษาตัวเราและเข้าใจผู้อื่นอย่างถ่องแท้

           มีโมเดลจากสาขาพัฒนาพัฒนาองค์กรเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ชื่อว่า Pinch-Crunch Conflict Modelที่ผมแปลเป็นภาษาไทยว่า โมเดลความขัดแย้ง จากความเคืองสู่ความเดือด ในหนังสือ ปั้นคนให้เก่งคนเล่มหนึ่ง

  <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">            ความเคืองเกิดขึ้นเมื่อมีคนทำสิ่งที่เราไม่คาดหวังว่าเขาจะทำ ซึ่งก็เป็นเรื่องร้อยแปดขึ้นอยู่กับว่าคาดหวังอะไร   คนส่วนใหญ่โดยทั่วไป เมื่อเคืองใคร ครั้งแรกเราจะไม่พูดอะไร เพราะคิดว่า เขาคงไม่ทำอีกหรือเขาอาจไม่ได้ตั้งใจ หรือกลัวว่าถ้าพูดอะไรไปแล้วเดี๋ยวกลายเป็นความขัดแย้งกันเปล่าๆ ไม่พูดจะดีกว่า</p>  <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">            แต่เมื่อคนทำไม่รู้ตัวว่าทำให้เราเคือง เขาก็อาจทำเรื่องนั้น หรือเรื่องอื่นให้เราเคืองอีก ครั้งที่สองนี้ หลายคนก็ยังอาจกรุ่นขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ไปบอกเขา จนกระทั่งครั้งที่สาม เราก็จะถึงจุดเดือดหรือเกิดความขัดแย้งขึ้นมาแล้วนั่นเอง</p>  <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">            เคืองกี่ครั้งถึงจะเดือดนี่ ก็ขึ้นอยู่กับคนหรือเรื่อง หรือสถานการณ์เช่นกัน โดยเฉลี่ยของคนทั่วไป คือ 3 เคืองเป็น 1 เดือดแต่คนบางสไตล์ เคืองเดียวก็เดือดได้ทันที  คนบางสไตล์ ยังสะสมความเคืองไปเรื่อยๆ เพราะอดทนหรืออาจไม่รู้ตัว จนกระทั่งครั้งสุดท้าย ทนไม่ไหวแล้วกลายเป็นระเบิดรุนแรง</p>  <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">          เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 6 ที่ผ่านมา ผมเป็นแขกรับเชิญในรายการคืนนี้ที่ 100.5 (วิทยุเอฟเอ็ม ในเครือข่าย อสมท เวลา สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน) โดยคุณอุ๊ ช่อผกา เป็นพิธีกร  เธอจัดรายการนี้มาได้ครึ่งปีแล้ว โดยพูดคุยเรื่องเอ็นเนียแกรมหรือนพลักษณ์ ซึ่งเธอเองก็ศึกษามาหลายปี</p>  <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">            หัวข้อที่พูดคุยครั้งนี้ก็เป็นเรื่องการจัดการความขัดแย้ง โดยความรู้เอ็นเนียแกรม โดยพูดถึง เรื่องที่มักสร้างความเคืองใจให้กับคนแต่ละสไตล์เอ็นเนียแกรม  อาการการแสดงออกเมื่อเขาเคือง และวิธีเข้าหาเขาเมื่อเคืองแล้ว </p>  <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">            เราพูดกันไปได้แค่คน 4 สไตล์คือ สไตล์หนึ่งถึงสไตล์สี่ และต้องยกไปต่อในอาทิตย์นี้  เรื่องที่พูดพอจะสรุปได้ดังนี้</p>  <ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0pt">สไตล์หนึ่ง ชื่อเรียก คนเนี้ยบ เพอร์เฟคชั่นนิสต์ คนสมบูรณ์แบบ นักปฏิรูปครูระเบียบ</div></li></ul><p>           ดูจากชื่อเรียก ก็คงนึกถึงคนที่เป็นสไตล์นี้ในชีวิตจริงของคุณออก อาจเป็นคนในที่ทำงาน (น่าจะมีอยู่ทุกแห่ง) หรือคนในครอบครัวของคุณเอง นี่คือคนที่ทำอะไรต้องตรงเป๊ะ ยึดถือกฎระเบียบวินัย ความถูกต้องเรียบร้อย และจะอยู่เฉยไม่ได้ถ้าเห็นอะไร ไม่ถูกต้อง ในสายตาเขา จนต้องเข้าไปจัดระเบียบทันที </p><p> </p><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">เรื่องเคือง</p>  <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">เรื่องที่มักทำให้นักปฏิรูปหรือครูระเบียบเคืองก็เดาได้ง่าย มันก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความถูกต้อง ไม่ถูกต้องนั่นเอง เช่น ถูกตำหนิหรือวิพาษ์วิจารณ์ คนอื่นไม่รับผิดชอบ ไม่ติดตามงาน  ตกลงกันแล้วว่าจะทำอะไร แต่เปลี่ยนแผนงานโดยไม่บอกล่วงหน้า เป็นต้น</p><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal"></p><p>อาการเมื่อเคือง</p><p>พูดห้วนๆ สั้นๆ  อาจยกเรื่องอื่นๆ ของเราที่ไม่เกี่ยวข้องมาตำหนิ  บางคนอาจปิดปากเงียบ ไม่พูด แต่ส่วนมากจะมีสีหน้าท่าทีที่บ่งบอกถึงความโกรธ </p><p>วิธีเข้าหาเขา</p><p>เข้าไปพูดคุยโดยแสดงความตั้งใจในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น  และในการพูดคุยกันนั้น ควรกำหนดกฎเกฎฑ์กติกาให้ชัดเจน  เขาจะได้สบายใจ  และให้เขาได้พูดก่อน เพราะในใจเขานั้นมีเรื่องคับข้องใจเยอะมาก   นอกจากนั้น คุณต้องระมัดระวังคำพูดที่จะทำให้เขารู้สึกถูกตำหนิ หรือตัดสิน  </p><ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0pt">สไตล์สอง ชื่อเรียก ผู้ให้ ผู้ช่วยเหลือ พ่อพระ  แม่พระ</div></li></ul><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">           นึกถึงคนรอบตัวที่น่าจะตั้งฉายาให้เขาได้อย่างนี้ นี่คือคนที่เต็มไปด้วยน้ำใจ ชอบทำอะไรให้คนอื่น (มักคิดหรือบอกด้วยว่า ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน)  ถ้าเป็นครู ก็คือครูผู้ใจดี ทุ่มเทเสียสละอย่างมาก (คนละอารมณ์กับครูระเบียบเลย) </p><p>       สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือ ความรักและความสัมพันธ์ที่ดี  ผมเคยเจอคนสไตล์นี้หลายคนทำหน้างงๆ  แล้วถามว่า อ้าว แล้วความรัก ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตหรอกหรือ </p><p>เรื่องเคือง</p><p>เรื่องที่มักทำให้นักแม่พระเคืองก็เกี่ยวเนื่องกับความเป็นคนสไตล์นี้ของเขา  คือถูกมองข้ามความสำคัญ ทำดีแล้วหวังดีแล้ว กลับไม่ได้ดี ไม่เป็นที่ชื่นชม  หรือพูดแล้วไม่มีใครฟัง เป็นต้น </p><p>อาการเมื่อเคือง</p><p>คนสไตล์สองมักเก็บความไม่พอใจเอาไว้เป็นเวลานาน แต่เมื่อทนไม่ไหวจนต้องระบายออกมาแล้ว ก็จะเป็นไปด้วยอารมณ์ คำตัดพ้อ พร้อมยกเรื่องราว เหตุผลประกอบว่า เราทำไม่ดีกับเขา อย่างไรบ้าง ผิดกับเขามากแค่ไหน  จนเรารู้สึกว่า เรานี่แย่จริงๆ เรานี่ผิดจริง  (เค้าเก่งมากนะในการทำให้เรารู้สึกผิด ขอบอก) </p><p>วิธีเข้าหาเขา</p><p>เมื่อจะปรับความเข้าใจกับเขา ขั้นแรกต้องให้เขาได้พูด ได้ระบายออกมาให้หมด  หลายคนอาจไม่อยากพูดตรงๆ ก็ต้องถามคำถามเขาเพื่อให้ชัดเจน  เวลาคุยกับคนสไตล์นี้ ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของเขาด้วย และบอกเล่าความรู้สึกและมุมมองของคุณให้เขาได้รับรู้ด้วย เขาก็จะเห็นใจคุณเหมือนกัน  </p><ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0pt">สไตล์สาม ชื่อเรียก ผู้ใฝ่สำเร็จ  คนบ้างาน  </div></li></ul><p>นี่คือคนที่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่เคยหยุดนิ่ง มีกิจกรรมหรืองานทำตลอดเวลา หลายคนทำงานเจ็ดวันโดยไม่ต้องพัก  เป้าหมาย ความสำเร็จ เป็นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด (ลองเปรียบเทียบกับคนสไตล์หนึ่งและสองที่กล่าวมา)  ลักษณะภายนอกจะเป็นคนดูดี มั่นอกมั่นใจ นึกถึง ทอมครุยซ์  อาร์โนว์  ไทเกอร์ วู้ด โอเจ ซิมสัน  คอนดอลิซ่า ไรซ์ หรือคนที่อยู่แดนไกลของเราก็จะเห็นภาพ </p><p>เรื่องเคือง</p><p>แน่นอนว่า เมื่อใฝ่สำเร็จอย่างมาก เรื่องที่มักทำให้เขาเคืองก็คือ เรื่องที่จะมาเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของเขา การดูไม่ดี ถูกฉีกหน้า ถูกหยาม  รวมทั้งการไม่ได้รับการยกย่องหลังจากที่ทุ่มเทสร้างผลงานแล้ว </p><p>อาการเมื่อเคือง</p><p>คนสไตล์อาจดูยากหน่อย เพราะเขาเก็บความรู้สึกเก่ง และไม่ยอมบอกใครถึงจะไม่พอใจ  แต่ถ้าสังเกตดีๆ ก็อาจเห็น เช่นพูดเสียงดังขึ้น หรือพูดห้วนสั้นกว่าปกติ </p><p>วิธีเข้าหาเขา</p>ตรงข้ามกับสไตล์สอง ผู้ใฝ่สำเร็จจะไม่ถนัดในการพูดคุยถึงอารมณ์ความรู้สึก  ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้กับเขา  ควรใช้เหตุผลเวลาพูดคุยกับเขา  เขาเองก็ไม่ชอบความขัดแย้งเพราะทำให้เสียเวลาในการทำงาน จึงอยากที่จะแก้ไขเหมือนกัน <hr>

เดี๋ยวค่อยมาต่อคนสไตล์สี่ หรือคนโศกซึ้ง ศิลปิน

 

ติดตามอีก ห้า สไตล์ที่เหลือ ในรายการคืนนี้ที่ 100.5 อาทิตย์นี้สี่ทุ่ม

อ่านแล้ว พอมองเห็นตัวเองหรือคนรอบข้างที่เป็นแบบนี้บ้างหรือเปล่า ช่วยเล่าสู่กันฟังหน่อย

</font></span>