“เราจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าเราเป็นในสิ่งที่เราเป็น เราเป็นในสิ่งที่เราอยากเป็น หรือเราเป็นในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็น”
หลังจากได้เขียนถึงภาพยนตร์ เรื่อง “โกยเถอะเกย์” ลงใน blog ไปไม่นาน ก็มีเพื่อนชาว blog แนะนำให้ลองไปดูภาพยนตร์รัก เรื่อง “Me Myself ขอให้รักจงเจริญ” ผลงานการกำกับของร็อคเกอร์และนักแสดงรุ่นใหญ่ที่ผันตัวเองมากำกับภาพยนตร์ “คุณอ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ผลงานการเขียนบทของคงเดช จาตุรันต์รัศมี อดีตผู้เขียนบทเดอะเลเตอร์ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมก็เลยถือโอกาสเข้าโรงภาพยนตร์เพื่อไปชม Me Myself ขอให้รักจงเจริญ ดูบ้าง ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่ผู้ชมก็ยังค่อนข้างมาก

Me Myself ขอให้รักจงเจริญ เป็นเรื่องราวของธันญ่า (อนันดา เอฟเวอริ่งแฮม) นางโชว์จากภูเก็ต เดินทางมาหาชายคนรักที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อมาถึงหน้าบ้านคนรัก กลับพบว่าชายคนนั้นมีครอบครัวเสียแล้ว ทำให้ธันญ่าเสียใจมาก จึงหันหลังเดินจากบ้านหลังนั้นด้วยหัวใจแตกสลาย ระหว่างนั้นคนร้ายก็ได้ทำร้ายร่างกายธันญ่าเพื่อชิงทรัพย์ ทำให้ศรีษะถูกกระทบกระเทือน
ธันญ่าพาร่างกายและหัวใจอันบอบช้ำก้าวออกจากซอยบ้านชายคนรัก จังหวะเดียวกับอุ้ม (ฉายนันท์ มโนมัยสันติภาพ) ที่กำลังคุยโทรศัพท์ ระบายอารมณ์อกหักจากชายอีกคนกับเพื่อนที่ทำงาน ทำให้ไม่ได้ระมัดระวังนัก รถยนตร์ของอุ้มจึงพุ่งเข้าชนธันญ่าอย่างจัง เป็นจุดนัดพบที่ทำให้เกิดเรื่องราวความรักขึ้น
จากธันญ่า (Tanya) ที่จำเรื่องราวของตนเองไม่ได้ กลายเป็นแทน (Tan) ในชื่อใหม่ ที่อุ้มจำเป็นต้องรับเลี้ยงดูไว้ แน่นอนการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในระยะเวลาหนึ่ง ย่อมทำให้อุ้มและแทนเกิดความประทับใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอุ้มที่มักได้กำลังใจจากแทนเสมอในยามที่ต้องเผชิญกับความกลัวที่จะเอาชนะอุปสรรค ขณะเดียวกันทั้งสองก็พยายามที่จะตามหาอดีตของแทนด้วย ส่วนเรื่องราวตอนจบนั้น แทนหรือธันญ่าจะเลือกเดินเส้นทางไหน ผู้ที่ยังไม่ได้ชมก็ต้องติดตามกันครับ
การก่อตัวของความรักระหว่างแทนกับอุ้มที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันภายในอพาร์ทเม้นต์เดียวกัน เกิดการพูดคุยปฏิสังสรรกัน จนนำมาสู่ความประทับใจ กลายเป็นความรักในที่สุด ผมว่าการเดินเรื่องแบบนี้มันคุ้นๆ เหมือนละครเกาหลีอย่างไรไม่รู้ครับ คล้ายกับ “Full House สะดุดรักที่พักใจ” ที่ทำให้เรนโด่งดังมากในบ้านเราเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งเป็นเรื่องราวของหนุ่มสาวที่ต่างกันสุดขั้ว แต่มีเหตุจำเป็นที่ต้องอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน และลียองเจก็จำยอมให้ฮันจีอุนอยู่ร่วมชายคาด้วย การใช้ชีวิตร่วมกันทำให้เกิดความห่วงหาอาทรกัน จนกลายเป็นความรักในที่สุด ซึ่งก่อนละครเรื่องนี้จบลง ความรักของทั้งสองก็มีอุปสรรคที่ทำให้ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการละทิ้งหรือการคว้าหญิงอันเป็นที่รักไว้
นอกจาก Full house แล้ว ก็ยังมีละครอีกเรื่องที่เพิ่งจบไปไม่นานทางช่อง 7 นั่นคือ “My girl ร้ายนักยัยกะล่อน” ที่โซลกงซาน จำเป็น (อีกแล้ว) ให้จูยุริน เข้ามาอาศัยในบ้านเดียวกัน โดยการปลอมเป็นหลานสาวให้คุณปู่ที่ป่วยได้เห็นหลานสาว และมีกำลังใจที่จะอยู่ต่อไป ด้วยความกะล่อนของจูยุริน จึงทำให้เจ้าชายน้ำแข็งอย่างโซลกงซานมีรอยยิ้ม แน่นอนว่ามันได้เกิดเป็นความรักที่ทั้งสองต่างมีให้กัน ก่อนจบความรักของทั้งคู่ก็เกิดอุปสรรค เพราะคุณตาไม่ยอมรับการโกหกของจูยุริน ซึ่งเธอก็สำนึกผิดและยินดีจะเดินไปจากครอบครัวของโซลกงซาน แต่กว่าทั้งคู่จะฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปได้ก็ทำให้ผู้ชมคอยลุ้นกับความรักทั้งสอง
เช่นเดียวกับ Me Myself ขอให้รักจงเจริญ ที่แม้แทนจำตัวเองไม่ได้ว่าเคยชอบเพศเดียวกันมาก่อน แต่ตอนนี้แทนเป็นผู้ชาย (เพราะสมองถูกกระทบกระเทือน) ที่อาศัยอยู่ชายคาเดียวกันกับผู้หญิง เรื่องราวระหว่างที่เกิดขึ้นในสถานที่อันเป็นส่วนตัวนั้น นำมาสู่ความรักที่ทั้งสองมีให้แก่กัน แต่ถึงแม้การดำเนินเรื่องเพื่อนำไปสู่การเกิดขึ้นของความรักระหว่างพระเอกกับนางเอกจะคล้ายกับละครเกาหลีที่คนไทยชื่นชอบ แต่ก็มีความแตกต่างในแง่ของปมที่ทำให้ทั้งพระเอกและนางเอกเข้ามาใช้ชีร่วมกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งก็สุดแล้วแต่ที่คนเขียนบทจะคิดขึ้นมาได้
สำหรับ Me Myself ขอให้รักจงเจริญ ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มเกย์การเมือง คือ “การได้หน้าแล้วลืมหลัง” ของแทนหรือธันญ่า ที่เขาบอกว่า มันผิดไปจากความเป็นจริงค่อนข้างมาก เนื่องจากการเป็นกะเทย เกย์นั้น มันเป็นตัวตน (Identity) ของคนๆ นั้น ซึ่งยากที่จะเปลี่ยนแปลง (บางคนอาจพยายามกระทำ แต่อาจไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริง) ต่างจากการเป็นไข้หวัด ที่รับประทานยาไม่กี่วันก็หายจากไข้หวัดแล้ว ความเป็นเพศที่สามนั้น มันสั่งสมเกิดขึ้นทีละเล็กละน้อย จนก่อตัวเป็นคนๆ หนึ่งขึ้นมาในแบบฉบับของตัวเขาเอง กลายเป็นนิยามใหม่ที่นอกเหนือจากผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ความเป็นแทนกับอุ้มในภาพยนตร์ Me Myself ขอให้รักจงเจริญ ที่แสดงออกเป็นรักของ 2 เพศ คือ เพศชาย กับเพศหญิง
ขณะเดียวกันถ้าเป็นความรักระหว่างกะเทย (ธันญ่า) กับอุ้ม กลับเป็นความรักที่ถูกสังคม (ในภาพยนตร์) ตีตรา (Label) ว่าเป็นเมียกะเทย เมียตุ๊ด ผู้หญิงที่ตกอยู่ในสภาพแบบนี้คงอับอายไม่น้อย นั่นเพราะคนในสังคมไม่สามารถข้ามพ้นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเรื่องเพศชายจริงหญิงแท้ไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องยากแสนยากที่จะเปลี่ยนความคิดคน นั่นเพราะเราถูกปลูกฝังจนกลายเป็นความรุนแรงทางวัฒนธรรม (Cultural Violence) คือ เป็นความคิดที่เกิดขึ้นมานาน จนเราสามารถจินตนาการ กล่าวถึง หรือมีความเชื่อ ว่า เกย์ กะเทย ตุ๊ด ทอม ดี้ คือความอัปยศของสังคม หลายประเทศจึงเกิดกระบวนต่อต้านกลุ่มรักร่วมเพศขึ้น และบางประเทศมีการประหารชีวิตเกย์ที่น่าอดสู เช่น การแขวนคอในที่สาธารณะ ซึ่งนี่เป็นการฆ่าที่วัฒนธรรมในสังคมนั้นบอกว่าเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย และคนทั่วไปก็ยอมว่าการฆ่าแบบนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง กลายเป็นการก่อรูปของความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural Violence) ในที่สุด

อีกประเด็นหนึ่งที่กลุ่มเกย์การเมืองมองว่า Me Myself ขอให้รักจงเจริญ สื่อออกมาค่อนข้างผิดพลาด คือ เนื้อหาของภาพยนตร์สื่อออกมาให้ผู้ชมเห็นอย่างชัดเจนว่า การเติบโตท่ามกลางคณะคาบาเรต์ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่แวดล้อมไปด้วยเหล่ากะเทย ถูกจับแต่งตัว ทาลิปติก เมื่อเด็กคนนั้นเติบโตขึ้น เขาก็กลายเป็นกะเทยเช่นเดียวกับสภาพแวดล้อมที่เขาอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นการด่วนสรุปของบทภาพยนตร์ที่กลุ่มเกย์หลายคนรับไม่ได้ เพราะมองว่าการเป็นเกย์นั้น เกิดจากหลายปัจจัย ดังบทตอนหนึ่งของภาพยนตร์ที่กล่าวว่า
“เราจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าเราเป็นในสิ่งที่เราเป็น
เราเป็นในสิ่งที่เราอยากเป็น
หรือเราเป็นในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็น”
นั่นหมายความว่า การที่ใครคนหนึ่งจะเป็นนอกเหนือจากเพศชายและเพศหญิงนั้น มีทั้งปัจจัยผลักดัน และปัจจัยส่งเสริมให้เขามีโอกาสได้แสดงออก โดยเกิดปัจจัยหลัก 3 อย่างที่ได้รับการยอมรับว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการเป็นรักร่วมเพศ คือ
1. เกิดจากยีนส์ นั่นหมายความว่า การที่เราเป็นเกย์ หรือกะเทยนั่น เราเป็นมาตั้งแต่เกิด เพราะมียีนส์เป็นตัวกำหนด ซึ่งจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ Dean Halmer นักพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล แห่ง National Institute of Health รัฐแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา พบว่า จากการศึกษาพี่น้องฝาแฝดที่เป็นเกย์ทั้งคู่นั้น อาจจะเกิดจากพันธุกรรมที่โครโมโซม ตำแหน่ง Xq28 แต่ก็ยังถกเถียงเกี่ยวกับยีนตัวนี้อยู่เช่นกัน ซึ่งงานวิจัยใหม่นั้นพบว่าผลที่ออกมาขัดแย้งกับผลการศึกษาเดิม และไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน (http://xq28.net/article/more.php)
2. สิ่งแวดล้อม ในทางสังคมวิทยา เรียกว่า การอบรมบ่มเพาะ หรือ Socialization คือ การที่สังคมมีการบ่มเพาะสมาชิกของสังคม โดยผ่านระบบครอบครัว ชุมชน โรงเรียน สถานที่ทำงาน และสื่อมวลชน เพื่อให้สมาชิกปฎิบัติตามบรรทัดฐาน (Norm) ของสังคมที่ได้ร่วมกันกำหนดว่าควรปฎิบัติ หรือหากนอกเหนือจากสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผิด หากมองผ่านแว่นทางศาสตร์สังคมวิทยา เราก็จะมองได้การเป็นรักร่วมเพศเกิดจากความผิดพลาดของระบบการบ่มเพาะสมาชิก เช่น ครอบครัวเลี้ยงลูกไม่ถูกวีธี หรือมีแบบอย่างทางเพศที่ไม่ถูกต้อง สื่อมวลชนนำเสนอภาพตัวแทน (Representation) ที่ไม่เหมาะสมให้แก่เด็ก เยาวชน ทำให้เกิดการเลียนแบบ เป็นต้น
3. ประสบการณ์วัยเด็ก ซึ่งมีผลต่อพฤติกรรมการรักร่วมเพศด้วยเหมือนกัน เช่น การอาศัยอยู่โรงเรียนชายล้วน แล้วอาจมีประสบการณ์ทางเพศกับเพื่อนชายด้วยกัน การถูกลวนลามทางเพศโดยเพื่อนบ้าน ญาติที่เป็นผู้ชาย ทำให้เกิดความชอบ ประทับใจ จนเกิดการฝังใจ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามประสบการณ์วัยเด็กนี้จะต้องมีแรงผลักและแรงสนับสนุนร่วมด้วย จึงจะทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นเป็นเกย์ กะเทย ทอม หรือ ดี้
แต่การด่วนสรุปว่าอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบใด ก็จะเติบโตแบบนั้น แม้จะเกิดขึ้นจริงสำหรับบางคน แต่ก็ไม่ใช่ทุกรายเสมอไป เช่นเดียวกับการมอง “สลัม” ของคนในสังคม ว่า สลัมเป็นแหล่งมั่วสุมของยาเสพติด แหล่งเสื่อมโทรมของสังคม แต่การรับรู้ดังกล่าวอาจเป็นการก่อรูปทางวาทกรรมของภาครัฐ นักการเมือง นักธุรกิจ ที่ต้องการสร้างความชอบธรรมในการรื้อสลัมเพื่อพัฒนาที่ดินให้แก่คนรวย ทั้งในความเป็นจริงสลัมได้ทำหน้าที่ให้เมืองใหญ่สามารถดำรงอยู่ได้
แต่นั่นแหละครับ ตัวเขาเองเท่านั้นที่จะทราบว่า ตัวเองเป็นอะไร เป็นในสิ่งที่เราเป็น เป็นในสิ่งที่เราอยากเป็น หรือเป็นในสิ่งที่สังคมอยากให้เป็นหรือไม่ ซึ่งการเลือกที่จะเป็นตัวของตัวเองนั้น สังคมจำเป็นต้องให้เสรีภาพในการเลือกแก่เขา นี่คือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องยากอีกแล้วที่จะยอมรับสิ่งที่เขาเลือก เพราะมันผิดไปจากบรรทัดฐานของสังคม ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
อย่างไรก็ตามภาพยนตร์ เรื่อง Me Myself ขอให้รักจงเจริญ ก็ยังไม่สามารถข้ามพ้นไปสู่เสรีภาพในอุดมคตินั้นได้ เพราะสุดท้ายแล้ว ความรักระหว่างพระเอกกับนางเองก็ยังเป็นความรักแบบเพศชายกับเพศหญิงอยู่ดี ซึ่งสอดคล้องกับบรรทัดฐานของสังคมที่ยอมรับเป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติว่า “ผู้ชายต้องคู่กับผู้หญิง”
แต่ถ้าหากสักวันหนึ่งเราต้องเผชิญสถานการณ์ที่ “ผู้ชายกับผู้หญิงบางคนไม่ได้เกิดมาคู่กัน” คุณจะยอมรับได้หรือไม่ เพียงใด คำตอบของคุณจะนำไปสู่การไขความหมายของการยอมรับเรื่องเสรีภาพในการเลือกที่จะเป็นของผู้อื่น โดยปราศจากพันธนาการต่างๆ ที่ยากจะสลัดพ้น
เขียนดีครับ...ชอบ ๆ
(เก่งจัง)
แต่ยังไงก็...ขอให้รักจงเจริญ