ชงรัฐดัน 4 มาตรการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

        ก้องเกียรติ” หวั่นไม่มีการลงทุนเพิ่มจนถึงเลือกตั้ง เศรษฐกิจไทยอาจทรุดหนัก เสนอรัฐเร่ง 4 มาตรการ ทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณ เร่งเมกะโปรเจกต์ ทำความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวกับต่างชาติ และลดดอกเบี้ย  ขณะที่ปตท.แนะรัฐบาลต้องดูแลความเรียบร้อยให้ดี  ด้าน “ศุภวุฒิ” ชี้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระยะยาวขึ้นอยู่กับการเมืองและเศรษฐกิจโลก เตือนให้จับตาสหรัฐที่จะส่งผลถึงไทย ในการเสวนาเรื่อง เศรษฐกิจและตลาดทุนไทยก่อนการเลือกตั้ง”  นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ดัชนีภาวะเศรษฐกิจหลายตัวชี้ว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว ซึ่งถ้าไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมจนถึงช่วงเลือกตั้งอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอมากเกินไป เพราะยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ รวมทั้งสินค้าทุนลดลงไปมาก และคาดว่าเศรษฐกิจปีนี้เติบโตต่ำกว่าร้อยละ 4 โดยเสนอรัฐ  เร่งเดินหน้า 4 มาตรการหลัก ได้แก่ 1. การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้ทั่วถึงทุกกลุ่ม ไม่ใช่เน้นเฉพาะฐานราก         2. เร่งเปิดประมูลโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่รัฐบาลประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งโครงการรถไฟฟ้าและโรงไฟฟ้า เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้ภาคเอกชนเริ่มวางแผนการระดมทุนและเกิดการจ้างงานตามมา  3. เร่งสร้างความชัดเจนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และกฎหมายการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อชี้แจงให้ต่างชาติเข้าใจว่าประเทศไทยไม่ได้กีดกันการลงทุนของต่างชาติ  และ 4. เร่งลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกร้อยละ 1 ก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งหากรัฐบาลเร่งดำเนินการต่างให้เกิดผลทางปฏิบัติอย่างจริงจังเศรษฐกิจไทยในปี 2551 มีโอกาสที่จะขยายตัวได้ถึงร้อยละ 5 แต่หากไม่ดำเนินการอะไรเศรษฐกิจไทยก็ยังชะลอตัวลงมีแนวโน้มต่ำกว่าร้อยละ 4 ด้านนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในขณะนี้คือความกลัวและความวิตกกังวล ทำให้มีผลกระทบต่อทั้งการบริโภค การลงทุน ซึ่งเชื่อว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติและมีการเลือกตั้งเศรษฐกิจไทยก็จะดีขึ้น เพราะทุกส่วนให้ความหวังกับเรื่องการเลือกตั้งมาก ดังนั้น รัฐบาลต้องบริหารความขัดแย้งให้ดี “รัฐบาลรู้ปัญหาแล้วกำลังเร่งทำ ซึ่งถ้ามีการเลือกตั้งตามกำหนดเวลาทุกอย่างก็จะดีขึ้น เพราะทุกคนคาดหวังว่าการเลือกตั้งจะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้” นายประเสริฐ กล่าว อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ทางเครือ ปตท.ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแผนการลงทุน โดยยังเดินหน้าการลงทุนมูลค่า 500,000-600,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4-5 ปีข้างหน้า ทั้งโครงการท่อส่งก๊าซ โรงแยกก๊าซ โรงกลั่นน้ำมัน และปิโตรเคมี เนื่องจากต้องมีการขยายกำลังการผลิต และต่อยอดทางธุรกิจเพื่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะที่ นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ ประธานสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีความเป็นไปได้ที่จะฟื้นตัวในระยะสั้น เนื่องจากกำลังการผลิตของภาคเอกชนกำลังเต็มเพดานทำให้ต้องมีการขยายกำลังการผลิตเพิ่ม บวกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น การอัดฉีดงบประมาณ 44,000 ล้านบาทให้กับเกษตรกรและประชาชนในระดับฐานราก ถือเป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลเป็นห่วงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่อาจทำให้เกิดการฟื้นตัวได้ในระยะสั้น แต่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในระยะยาวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเมืองและเศรษฐกิจโลก เพราะในช่วง 2 เดือนการเมืองจะถึงจุดร้อนแรง เนื่องจากมีกระแส     ความไม่พอใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากขึ้น ทำให้เกิดความกังวลใจว่าอาจจะไม่มีการเลือกตั้ง รวมทั้งยังต้องรอผลการตัดสินในคดียุบพรรคการเมือง ส่วนเศรษฐกิจโลกยังเป็นปัจจัยเสี่ยง แม้ว่าอัตราการขยายตัวในปีนี้จะเติบโตร้อยละ 4.9  แต่ยังต้องติดตามเศรษฐกิจของสหรัฐที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งจะอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทย   ในระยะยาว <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">แนวหน้า  มติชน  บ้านเมือง  4  พ.ค.  50</p>