จากการที่ชอบดูหนังจีนมากๆ (แบบจีนโบราณ) ทำให้อยากไปสัมพันธ์กับโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ วัดวาอาราม ต่างๆ โดยเฉพาะ กู้กง (故宫) หรือ พระราชวังต้องห้าม ที่สามารถเห็นได้ในหนังจีน เช่น หนังเกี่ยวกับราชวงศ์, กษัตริย์ในทุกยุคทุกสมัย และได้รู้มาว่าการไปเที่ยวเมืองจีนโดยเฉพาะพระราชวังต้องห้ามไม่สามารถที่จะเก็บรายละเอียดได้หมด 
ในความรู้สึกของผู้เขียนเองแล้วการท่องเที่ยวในประเทศจีนมี จุดเด่นและจุดด้อย ร่วมกันอยู่ประการหนึ่งก็คือ "ประวัติศาสตร์อันยาวนาน" เนื่องด้วยนิสัยของคนจีนอันเป็นผู้ชอบบันทึกและจดสิ่งต่างๆ เป็นหลักฐาน-ลายลักษณ์อักษร มาตั้งแต่โบราณกาล ไม่ว่าจะ ตัวบุคคล หรือ สถานที่ต่างๆ ในประเทศจีนนั้นจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ จะค้นหา จะเรียนรู้ อย่างไรก็คงไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะสำหรับช่วงชีวิตสั้นๆ ของคนเพียงหนึ่งคน ประวัติศาสตร์และการบันทึกประวัติศาสตร์จีนนั้น ยาวนานและมาก เสียจน จนบางครั้งชนรุ่นหลังก็หลงลืม หรือจำใจต้องละทิ้งรายละเอียดไปจำนวนมหาศาล ทั้งนี้สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผู้เขียนคิดว่า การท่องเที่ยวในประเทศจีนนั้น หากต้องการจะซึมซับเอาอรรถรสของการท่องเที่ยวในแผ่นดินอันเป็นหนึ่งในธารกำเนิดของอารยธรรมตะวันออกแล้ว หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องทำการบ้าน ศึกษาประวัติศาสตร์ สักนิดสักหน่อย อย่างน้อยก็พอเป็นฐานความรู้ เพื่อที่จะเพิ่มเติมเป็นความเข้าใจ คนจีน สังคมจีน ต่อขึ้นไป กลับมาถึงเรื่อง "พระราชวังต้องห้าม" กันต่อสำหรับตัวผู้เขียนเองนั้นยังไม่เคยได้ไปที่พระราชวังต้องห้ามเลย ได้แต่ศึกษาจากหนังสือและโทรทัศน์เพียงแค่นั้น แต่ก็เป็นสถานที่หนึ่งที่ผู้เขียนต้องไปให้ได้ในเร็วๆนี้ และเนื่องจากรู้ดีว่ารายละเอียดที่ควรจะกล่าวถึงนั้นมากมายมหาศาล และรู้ตัวดีว่าพื้นฐานความรู้นั้นยังไม่พอจะเล่าอะไรได้มาก แต่ยังไงก็ตามในฐานะที่สถานที่แห่งนี้ เชื่อว่า นักท่องเที่ยวและผู้ที่มาเหยียบถึงปักกิ่งทุกคนพลาดไม่ได้ คราวนี้ผู้เขียนจึงถือวิสาสะ ขอเล่าพื้นฐานเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ให้ท่านผู้อ่านฟังกันสักเล็กน้อย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เคยมาแล้ว กำลังจะมา คิดจะมา หรือ อยากจะมาแต่ไม่ได้มาได้อ่านกัน ส่วนท่านอื่นๆ ที่รู้เรื่องอยู่แล้ว ก็อย่าว่าผู้เขียนเลยก็แล้วกันนะ หากมีประเด็นเพิ่มเติมหรือติติงประการใดก็เชิญกันได้เลยจะได้มีความรู้เพิ่มเติมด้วย เมืองต้องห้าม-พระราชวังต้องห้าม (Forbidden City หรือ Imperial Palace) ที่ปัจจุบันทางรัฐบาลจีนจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์พระราชวัง (Palace Museum) หากย้อนประวัติศาสตร์ไปถึงเริ่มแรกแล้วก็ต้องนับไปถึงยุคต้นของราชวงศ์หมิง ซึ่งอยู่ในช่วงเดียวกับการย้ายเมืองหลวงจาก หนานจิง (南京) มาสู่ ปักกิ่ง (北京)ของ จูตี้(朱棣) หรือ หย่งเล่อ (永乐) จักรพรรดิองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์หมิง (อ่านเพิ่มเติม :ความเป็นมาของปักกิ่ง)
หลังจากก่อการแย่งบัลลังก์จากหลานชายในปี ค.ศ.1402 สำเร็จเป็นที่เรียบร้อย ในปีต่อมาอันเป็นปีแรกในรัชสมัยของตน จักรพรรดิหย่งเล่อ ก็ทรงดำริให้ย้ายเมืองหลวงจากหนานจิงมาที่ปักกิ่ง (อันเป็นเมืองที่พระองค์ประทับอยู่ตอนที่ยังเป็นเจ้าชาย)
ในการย้ายเมืองหลวง จักรพรรดิหย่งเล่อสั่งให้มีการอพยพคนมากมายหลายแสนคนจาก เมืองหนานจิง มณฑลซานซี และมณฑลเจ้อเจียง แบ่งเป็น 5 สายเข้ามายังปักกิ่งเพื่อทำให้เมืองปักกิ่งเข้มแข็งและแข็งแกร่ง พร้อมกับเป็นการหาแรงงานเพื่อสร้างพระราชวังที่ประทับของจักรพรรดิในเมืองหลวง ซึ่งก็คือ "พระราชวังต้องห้าม" แห่งนี้นี่เอง โดยสถานที่ตั้งนับตั้งแต่อดีตเริ่มก่อสร้างถึงปักกิ่ง พระราชวังต้องห้ามถือเป็นจุดที่อยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง มีรูปลักษณ์เป็นสี่เหลี่ยมตามความเชื่อโบราณที่ว่า "โลกมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม ขณะที่สวรรค์มีลักษณะเป็นวงกลม" ซึ่งสังเกตความแตกต่างได้จากการก่อสร้างสถานที่สำคัญของปักกิ่งสองแห่ง คือ เทียนถาน (天坛) ที่มีรูปลักษณ์เป็นทรงกลมและมีหลังคาเป็นสีฟ้าคราม ขณะที่พระราชวังต้องห้ามจะมีลักษณะของพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมและมีหลังคาเป็นสีเหลือง (สีของดิน) เป็นสัญลักษณ์ระบุถึงความเชื่อของคนจีนโบราณที่ว่าองค์จักรพรรดิ อยู่ ณ ศูนย์กลางของจักรวาล ผืนดินทั้งหมดในโลกนั้นเป็นของพระองค์ และผู้คนภายใต้ท้องฟ้าก็เป็นสมบัติของพระองค์ ทั้งนี้การออกแบบและก่อสร้างพระราชวังแห่งนี้เป็นไปตามหลัก ฮวงจุ้ย (เฟิงสุ่ย:风水) ของจีนโบราณ โดยนอกจากจะหันหน้าไปทางทิศใต้รับเอากระแสลมอุ่น และหันหลังให้กับทิศเหนือ โดยด้านหลังเป็นภูเขาจิ่งซาน (景山) มาบังกระแสลมเย็นในฤดูหนาวแล้วก็ยังเป็นไปตามหลักที่ว่า "ที่ทำงานอยู่ด้านหน้า ที่พักอาศัยอยู่ด้านหลัง บรรพบุรุษอยู่ทางซ้ายและเทพเจ้าอยู่ทางขวา" โดยตึก ด้านหน้า นั้นจะเป็นสถานที่ให้จักรพรรดิออกว่าราชการ ให้ข้าราชบริพารเข้าเฝ้า ส่วน ด้านหลัง ก็เปรียบได้เหมือนบ้านของจักรพรรดิและเป็นที่อยู่พระมเหสี นางสนม ขันที และหญิงรับใช้ สำหรับทางซ้าย นั้นเป็นวัดบรรพบุรุษที่ปัจจุบันถูกดัดแปลงให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปแล้ว ทางขวาเป็นแท่นบูชาเทพเจ้าผืนดินและการเพาะปลูก ซึ่งปัจจุบันนั้นเรียกว่า เซ่อจี้ถาน (社稷坛) อันเป็นส่วนหนึ่งของ สวนสาธารณะจงซาน สำหรับ "พระราชวังโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก" วัสดุในการก่อสร้าง และแรงงานที่ใช้ไปในการนี้นั้นย่อมมหาศาลอย่างน่าตกตะลึง วัสดุในการก่อสร้างพระราชวังแห่งนี้นั้นใช้ของอย่างวิเศษและดีที่สุดในยุคสมัยนั้น เช่น
ไม้ - ใช้วิธีการล่องตามลำน้ำจากมณฑลทางใต้ ประกอบด้วยเสฉวน กุ้ยโจว
กว่างซี หูหนาน และหยุนหนาน
หินอ่อน - ขนมาจากแถบชานเมืองของปักกิ่ง
หินสี และ หินแกรนิต - จากมณฑลเหอเป่ย
อิฐสร้างกำแพง - นำมาจากมณฑลซานตง
กระเบื้อง - ผลิตจากหมู่บ้านผลิตกระเบื้องหลิวลิฉ่าง และหลิวลิฉูชุน
ชานเมืองปักกิ่ง
หินปูพื้น - หินปูพื้นของพระราชวังนี้เป็นหินชนิดพิเศษจาก เมืองซูโจว
มณฑลเจียงซู ที่เรียกว่า "หินทอง" โดยเมื่อเท้ากระทบไปบนหิน
ชนิดนี้จะเกิดเสียงสะท้อนที่ดังเป็นพิเศษ
ทั้งนี้การขนส่งวัสดุทั้งหมดนี้จากทั่วสารทิศของประเทศจีน ด้วยการคมนาคมในขณะก่อสร้าง และสภาวะอากาศของจีนที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันตลอด 4 ฤดู โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่แสนยากลำบากนั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อมิใช่น้อย นอกจากนี้ยังมีการบันทึกไว้ด้วยว่าในช่วงเวลาของการสร้างพระราชวังครั้งแรกที่กินระยะเวลาราวหนึ่งทศวรรษ (สำเร็จเอาในปี
ค.ศ.1413) มีการเกณฑ์แรงงานและช่างฝีมือมาหลายครั้งมาก โดยการเกณฑ์ครั้งหนึ่งๆ นั้นหมายถึง ช่างฝีมือราวแสนคน และแรงงานราว 1 ล้านคน
หนังสืออ้างอิง
- Tales of the Forbidden City (1997) โดย เฉิงชินหวา สำนักพิมพ์ไว่เหวิน
- หนังสือจงกั๋วเหรินเหวินตี้หลี่ ปี 2002 โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยภาษาและ
วัฒนธรรมปักกิ่ง
- หนังสือ จงกั๋วเฟิงวู่ (Things Chinese) โดย ตู้เฟยเป้า และ ตู้ไป๋, China
Travel&Tourism Press (2002)
ขอขอบคุณ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการเป็นอย่างมาก
ชื่อว่าพระราชวังต้องห้ามนี่หมายความว่าต้องห้ามสำหรับคนธรรมดา ในตอนนั้นหรือค่ะ
แล้วความเชื่อที่ว่าโลกมนุษย์เป็นสี่เหลี่ยม ส่วนสวรรค์เป็นวงกลมนี่ ก็น่าสนใจดีนะคะ
ถ้ามีข้อมูลก็ช่วยนำมาเล่ากันบ้างนะจ๊ะ
เผื่อว่าจะทำให้ข้าพเจ้าสนใจประวัติศาสตร์มากกว่านี้
แต่ดูแล้วยิ่งใหญ่อลังการดีเนอะ อยากไปยืนอยู่ตรง
กลาง จังเลย
ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่จ๊ะแอน
พระราชวังต้องห้ามหรือเมืองต้องห้ามนั้น เป็นเมืองที่สงวนไว้เฉพาะจักรพรรดิ์เท่านั้นค่ะ ห้ามทุกคนที่ไม่ใช่จักรพรรดิ์เข้าไปในเมือง เว้นแต่ได้รับอนุญาติ เช่น มเหสี สนม หรือข้าราชบริพาลค่ะ