ก.พ.ร. เด้งข้อเสนอ “ทิพาวดี” ตั้ง “เอสดียู” บริหารทีไอทีวี ชี้ขัดระเบียบสำนักนายกฯ เพราะใช้รายได้โฆษณาจ้าง พนง.แทนใช้วิธีตั้งงบฯ ส่งกฤษฎีกาตีความ 3 ประเด็น  พนักงานดิ้นขอกู้เงินมาผลิตรายการต่อ รวมทั้งใช้จ่ายค่าเล่าเรียนลูก ยันมีสภาพเป็นลูกจ้าง กปส. ตามคำสั่งศาล ปค. มีเงินใช้คืนแน่เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการดำเนินการให้สถานีโทรทัศน์ ทีไอทีวีเป็นทีวีสาธารณะว่า เชื่อมั่นว่ารูปแบบทีวีสาธารณะจะให้ประโยชน์แก่ส่วนรวม ผู้ประกอบการรายการทีวีจึงควรปรับตัว และทำความเข้าใจถึงรูปแบบของสถานี ส่วนตัวมั่นใจว่าผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพจริง และมีเจตนาดีต่อสังคมจะสามารถปรับตัวได้ ทั้งนี้ ทีวีสาธารณะถือเป็นของใหม่ในไทย อาจทำให้เกิดความกังวลใจ แต่ในต่างประเทศมีการดำเนินการมาอย่างยาวนาน และประสบผลสำเร็จสูง อาทิ สถานีวิทยุโทรทัศน์บีบีซี ของอังกฤษ สถานีเอ็นเอชเค ของญี่ปุ่น และสถานีซีบีซี ของแคนาดาส่วนที่เห็นว่าการสำรวจความคิดเห็นประชาชนยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ  คุณหญิงทิพาวดีกล่าวว่า ยังไม่จำเป็นต้องพูดถึงประเด็นนั้น เพราะจุดสำคัญคือ ทีวีสาธารณะนั้นประโยชน์อยู่ที่ประชาชน อยู่ที่ส่วนรวม เพียงแค่นี้ก็มั่นใจว่าเป็นสิ่งดีงามที่ทุกคนไม่ต้องตั้งคำถาม ความกังวลน่าจะอยู่ที่การสร้างกลไกขององค์กร การสรรหาผู้บริหารสถานีที่ต้องช่วยกันดูว่าจะเปิดเผย เป็นกลาง เปิดให้ผู้มีความสามารถเข้าทำหน้าที่หรือไม่ ซึ่งต้องรอดูข้อกำหนดในร่างกฎหมายที่กำลังเร่งดำเนินการคุณหญิงทิพาวดีกล่าวถึงค่าใช้จ่ายของสถานีทีไอทีวีที่เป็นปัญหาขณะนี้ว่า เป็นเรื่องสำคัญ และได้เสนอ    ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้มีความจำเป็นต้องดำเนินการโดยหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ หรือ เอสดียูเชื่อว่า กพร. จะอนุมัติแปลงภารกิจของกรมประชาสัมพันธ์ในฐานะผู้บริหารทีไอทีวีให้สามารถดำเนินการแบบเอสดียูได้ ซึ่งจะทำให้มีกฎระเบียบที่คล่องตัวมากขึ้น แหล่งข่าวจาก ก.พ.ร. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา คุณหญิงทิพาวดีเสนอคณะกรรมการ ก.พ.ร. ที่มีนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการะทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานพิจารณาให้กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการบริหารทีไอทีวีในรูปแบบเอสดียู  แต่ที่ประชุมไม่เห็นชอบ เพราะเห็นว่ารูปแบบที่เสนอมาขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ. 2548 เนื่องจากรูปแบบเอสดียูที่คุณหญิงทิพาวดีเสนอมา ให้ทีไอทีวีหารายได้จากค่าโฆษณาและค่าเช่าเวลามาจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน   ขณะที่ระเบียบสำนักนายกฯ ดังกล่าว กรมประชาสัมพันธ์ต้นสังกัดของเอสดียูที่จะจัดตั้งขึ้น ต้องตั้งงบประมาณมาจัดซื้อบริการจากทีไอทีวี ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ต้องตั้งงบประมาณจ้างโรงพิมพ์สำนักพิมพ์ ของสำนักเลขาฯ ซึ่งบริหารแบบเอสดียูแหล่งข่าวกล่าวว่า ที่ประชุมจึงมีมติให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความใน 3 ประเด็นคือ       1.การดำเนินงานของไอทีวีที่ผ่านมาโดยใช้คำสั่งของศาลปกครองที่ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ดำเนินการให้มีการออกอากาศอย่างต่อเนื่อง สามารถคุ้มครองการดำเนินงานของไอทีวีในช่วงที่ผ่านมาได้หรือไม่   2.สามารถแปลงสภาพทีไอทีวีเป็นเอสดียูได้หรือไม่  3.ถ้า สปน. แพ้คดีที่ที่นายแพทย์เหวง โตจิราการ และพวกฟ้องต่อศาลปกครอง สปน. จะดำเนินการอย่างไรต่อไปนายพลภฤต เรื่องจรัส แกนนำพนักงานทีไอทีวี เปิดเผยว่า กลุ่มพนักงานได้หารือกันว่าจะขอกู้ยืมเงินจากผู้ผลิตรายการมาเป็นค่าใช้จ่ายให้พนักงานระดับล่างที่เดือดร้อนจำนวน 404 ราย ที่ได้รับเงินชดเชยไม่มาก   เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายค่าเล่าเรียนลูกที่จะเปิดภาคเรียนวันที่ 6 พฤษภาคม และเงินกู้ยืมที่เหลือจะใช้ผลิตรายการข่าว โดยจะทราบรายละเอียดใน 1-2 วันข้างหน้านี้ แต่มีแนวโน้มว่าจะได้ โดยหลังจากที่ได้รับค่าจ้างจากกรมประชาสัมพันธ์ก็จะนำเงินไปคืนผู้ผลิตรายการ  ขณะนี้พนักงานทีไอทีวีมีสภาพเป็นเป็นลูกจ้างของกรมประชาสัมพันธ์แล้ว และกรมประชาสัมพันธ์ก็ยืนยันว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำงานตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ตามคำสั่งศาลปกครองที่ให้มีการดำเนินการออกอากาศต่อไปในแบบเดิม ซึ่งหมายความว่าจะต้องใช้ทีมงานเดิมทำงานต่อไป ไม่ใช่เอาเทปอะไรมาออกอากาศ ซึ่งไม่ใช่เจตนารมณ์ของคำสั่งศาล” นายพลภฤตกล่าวนายพลภฤตกล่าวอีกว่า อยากขอให้รัฐบาลกำหนดเงื่อนเวลาให้ชัดเจนของการเป็นทีวีสาธารณะ เพราะไม่มีใครทราบว่าที่รัฐบอกว่าจะใช้เวลา 6 เดือนนั้นมีขั้นตอนอย่างไร ทำให้เอเยนซี่ ผู้ผลิตรายการ ไม่สามารถวางแผนได้ และอาจจะถอนโฆษณาเพราะไม่มั่นใจ   ถ้ามีความชัดเจนก็ได้ประโยชน์ทุกฝ่าย ทั้งประชาชน ผู้ผลิตรายการ และรัฐที่จะมีรายได้ไปจนกว่าจะเป็นโทรทัศน์สาธารณะ ซึ่งกลุ่มพนักงานก็พยายามดำเนินการ  ให้ไปถึงจุดนั้น  ส่วนถ้าเป็นทีวีสาธารณะแล้วจะไม่จ้างพนักงานเดิมต่อก็เข้าใจได้ เพราะถือเป็นทีวีคนละช่องแล้ว”นายพลภฤตกล่าว และตั้งข้อสังเกตเรื่องเงินทุน 1.7 พันล้านบาท ที่จะใช้ดำเนินการทีวีสาธารณะว่าน่าจะไม่พียงพอ เพราะแต่ละปีทีไอทีวี ต้องใช้เงิน 1.2 พันล้านบาท เฉพาะการผลิตข่าวและรายการซึ่งคิดเป็น 50% ของเวลาที่ออกอากาศ ไม่รวมรายการที่ผู้ผลิตอื่นซื้อเวลา ซึ่งใช้ต้นทุนสูงกว่าการผลิตข่าวมาก จึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องมอบให้รอบด้านก่อนจะตัดสินใจ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า   ที่ผ่านมามีหลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องทีวีสาธารณะ ว่ารายการที่ออกอากาศจะไม่น่าสนใจ ไม่สามารถ   ดึงผู้ชมได้ เรื่องการหารายได้เข้าสถานี รวมถึงความเป็นอิสระในการทำงานโดยปลอดจากการแทรกแซงของรัฐ    จึงขอชี้แจงว่าความเป็นอิสระ ขึ้นกับการกำหนดระบบบริหารงาน หากกฎหมายที่ระบุว่าเงินที่รัฐสนับสนุนอาจจะใช้วิธีเก็บภาษีพิเศษเพื่อส่งตรงให้หน่วยงานที่ดูแลทีวีสาธารณะโดยตรง ไม่ขึ้นกับกระทรวงการคลัง รัฐบาลก็จะเข้ามาแทรกแซงด้านการเงินและการดำเนินงานไม่ได้ ก็จะมีอิสระเต็มที่นายสมเกียรติกล่าวอีกว่า ส่วนที่กังวลว่าเงินสนับสนุนจากภาษี หรืองบประมาณอาจไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานและผลิตรายการที่ดี และหากไม่ให้มีการโฆษณาสินค้านั้น ไม่น่าเป็นห่วง เพราะทีวีสาธารณะสามารถหารายได้ทางอื่น คือ จากการขายลิขสิทธิ์รายการไปทำเป็นวีซีดี ดีวีดี หรือผลิตเป็นสินค้าอันเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ หรือรับบริจาค ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าเหมือนเงินบริจาคเพื่อการศึกษา  แม้ทีวีช่องที่เกิดใหม่อาจได้ผลตอบแทนที่ไม่สูงสุด แต่จะได้กำไรทางสังคมแน่ ๆ” นายสมเกียรติกล่าวส่วนความนิยมของโทรทัศน์สาธารณะนั้น นายสมเกียรติกล่าวว่า เพื่อให้แข่งขันกับสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นได้จะต้องนำระบบวัดเรตติ้งผู้ชมมาใช้ โดยเป้าหมายจะต้องมีผู้ชมอย่างน้อย 7-8% อย่างไรก็ตาม คงไม่ใช้เรตติ้ง  อย่างเดียวเป็นตัวชี้วัด แต่จะดูจากองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น เงินบริจาคที่เข้ามาหรือการยอมรับของประชาชน และก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีรายการบันเทิงหรือละครไม่ได้ แต่ต้องเป็นละครเชิงสร้างสรรค์วัฒนธรรม เช่น แดจังกึม โอชิน หรือของไทยก็อาจจะเป็น สี่แผ่นดิน เกมโชว์ก็มีได้ อย่างเมก้าเคลเวอร์ แต่ก็ต้องมีรายการสารคดีและรายการเด็กที่ช่องอื่นไม่มีด้วย   รายการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เชื่อว่าผู้ผลิตรายการปัจจุบันของทีไอทีวีก็มีความสามารถ  ที่จะทำได้ และเมื่อเห็นกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ออกมาแล้วผู้ผลิตก็อาจจะอยากเข้ามาทำงานในโทรทัศน์สาธารณะช่องนี้” นายสมเกียรติกล่าวมติชน 28 เม.ย. 50