หมาแมวในวัด

อ้างถึงบันทึก "ดัชนีกระรอก" กับการศึกษาระดับสูง ซึ่งมีนัยว่า กระรอกในมหาวิทยาลัยบ่งบอกความเป็นไปบางอย่างภายในมหาวิทยาลัยนั้นๆ ได้... ก็มีผู้นำมาเปรียบเทียบกับ วัด ในสังคมไทย ... ผู้เขียนจึงคิดว่าจะเล่าเรื่องหมาแมวในวัด...

เคยได้ยินมานานแล้วว่า คนบ้า หมา แมว และสิ่งอุบาทว์ทั้งหลาย ย่อมมีอยู่ภายในวัด ... แต่จะพูดเฉพาะ หมา แมว ..

หมาแมว อยู่คู่กับวัดและสังคมไทยมานานแล้ว.. ไอ้หมาวัด มักจะเป็นคำด่าเปรียบเปรยคนบางคน ซึ่งแฝงความหมายบางอย่างไว้...

หมาแมว มีอยู่ภายในวัดตามปรกติ มีคนพูดเล่นๆ ว่า วัดไหนหมาผอม ก็อย่าไปอยู่ เพราะวัดนั้น อดยาก .... แต่ถ้าวัดไหนหมาอ้วนสมบูรณ์ก็แสดงว่า ไม่อดไม่ยาก ...นั่นคือ ความอ้วนผอมของหมา เป็นตัวบ่งชี้บางอย่างของวัดนั้นได้....

ตั้งแต่ผู้เขียนจำความได้ การเอาลูกแมวไปทิ้งที่วัด เป็นแนวทางของสังคมไทยมาแล้ว.. แม้แต่ผู้เขียนเองก็น่าจะเคยเอามาทิ้งกับเค้าบ้าง... จนกระทั้งทุกวันนี้ ก็ยังมีผู้นิยมเอาลูกแมวมาทิ้งที่วัด...

ดังนั้น หมาแมว จึงเป็นสิ่งคู่กับวัดมานานแล้ว... แต่ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไป ทำให้หมาแมวกลายเป็นภาระของบางวัด หรือบางวัดมีนโยบายบางอย่างเพื่อกำจัดหมาแมว...

มีข่าวออกมาหลายครั้งแล้ว เรื่องคอนโดแมวภายในวัด นั่นคือ จำนวนแมวในบางวัดมีมากเกินไป วัดจึงต้องสร้างอาคารเล็กๆ หลายๆ ชั้น ไว้ให้แมวอยู่ ส่วนอาหารก็แล้วแต่จะมีใครมาบริจาคเพิ่มเติม...

บางวัดมีเมรุเผาศพและมีศาลาบำเพ็ญกุศลมาตรฐาน รอบบริเวณก็ปูพื้นด้วยอิฐต้วหนอนหลากสี ดูแล้วมีความสวยงาม เจริญตา ... แต่ ขี้หมาขี้แมว ทำให้ทัศนียภาพเหล่านั้นต้องสูญเสียไป ไม่เป็นที่สบายใจต่อบรรดาญาติโยมที่จะเข้ามาใช้บริการ... ผู้บริหารจึงมีนโยบาย ไม่เอาหมาไม่เอาแมว... ใครเข้าไปในวัด ถ้าไม่เห็นขี้หมาขี้แมวเลย อาจสะท้อนได้ว่า ผู้บริหารวัดนั้นๆ ไร้น้ำใจ ก็ได้ (แทนที่จะนึกชมว่า สะอาดสะอ้าน)...

ที่วัดยางทองซึ่งผู้เขียนอยู่ขณะนี้ เคยมีแม่หมาลูกอ่อน วิ่งนมไหลอยู่ภายในวัด พลางร้องหาลูก... กล่าวคือ ลูกหมาหลายตัว ซึ่งยังไม่หย่านม ถูกผู้มีอำนาจบางท่านสั่งให้จับไปปล่อยที่อื่น เพราะลูกหมาร้องทั้งวันทั้งคืน และท่านไม่สบาย จึงรบกวนท่าน ... ผู้เขียนบ่นเสียงดังภายในวัดว่า มันก็พึ่งวัด เราก็พึ่งวัด ....อะไรทำนองนี้

ผู้เขียนไปอยู่วัดไหนก็ตาม เมื่อไปอยู่ระยะหนึ่ง ก็มักจะเป็น เจ้าพ่อหมา วัดนั้น จะเล่าย่อๆ... กลางคืนดึก ผู้เขียนมักจะลงมาเดินเล่นภายในวัด หมาวัดก็จะมาอยู่ใกล้ๆ แล้วก็เดินไปด้วยกัน เมื่อไปนั่งพักตรงไหน ก็จะมีหมาวัดไปรวมกลุ่มกันที่นั้น...

วิธีการเป็นเจ้าพ่อหมาเหล่านี้ ไม่ยาก คือให้อะไรมันกินบ้างตามสมควร... อย่าพยายามทำร้ายมันโดยไม่มีเหตุผล (ถ้าเราทำร้ายมันโดยมีเหตุผล มันก็จะจำไว้ว่าเป็นการลงโทษมัน และสิ่งนั้นมันก็จะไม่ทำอีก) ... ผู้เขียนเคยรู้สึกว่า หมาแมวยังรู้จักการแยกแยะอะไรหลายๆ อย่างได้ดีกว่าคนบางคนเสียอีก... 

และผู้เขียนมักจะไปปัสสาวะไว้ตามจุดต่างๆ ภายในวัด เช่นใต้ไม้ มุมกำแพง มุมศาลา... (โดยมากกลางคืนดึกๆ อาตมาจะลงไปปัสสาวะตามบริเวณวัด ไม่ได้ปัสสาวะในห้องน้ำ)... นั่นคือ เป็นการแสดงอาณาเขตไว้ หรือบอกว่า ที่นี้ ข้าใหญ่... ประมาณนี้     

เรื่องหมาแมวภายในวัด เล่าไม่จบ เพราะมีเกร็ดมากมาย เช่น เช้านี้ ที่โต๊ะหมู่บูชา นอกห้องของผู้เขียน ยังมีของเรี่ยราดอยู่ไม่ได้เก็บ เนื่องจากแมวมาทะเลาะกันที่หน้าห้องเมื่อคืน...

ผู้เขียนอยู่วัด เลี้ยงแมวบ้างตามประสา รู้ถึงความรักที่มีต่อแมว... เมื่อเราเลี้ยงแมว เราก็ต้องเสียสละต่อแมว นั่นคือ ความรักต้องเสียสละ... ย้อนคิดถึงพ่อแม่ที่เลี้ยงเรามา... และเพื่อนๆ ที่มีลูกๆ ตอนนี้...

แมวมีวงจรชีวิตสั้น เพียงปีเดียว ถ้าสมบูรณ์ บางตัวก็เริ่มมีลูกแล้ว... แต่มนุษย์มีวงจรชีวิตยาว ต้องเลี้ยงกันเป็นสิบๆ ปีกว่าจะยืนหยัดตามลำพังด้วยตัวของเค้าได้... แต่มีบางตัวหรือบางคนเลี้ยงเท่าไหร่ ก็ไม่รู้จักโต...