สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 2 เปิดแล้ว โดยสามัญสำนึกต่างก็คาดคิดว่าเมืองมุกดาหารจะคึกคัก คับคั่ง ด้วย คนและคน จากการประมาณการด้วยสายตาก็พอมีมากขึ้น สังเกตจากขบวนรถทัวร์บักใหญ่ 3-4 คัน มาจอดที่โรงแรมบ่อยมากขึ้น
มุกดาหารก็เหมือนๆนครพนม หนองคาย หรือจะเลยเข้ามาข้างในที่อุดรธานี แม้แต่ขอนแก่น ที่ธุรกิจการค้าขายจะอยู่ในมือของคนไทยเชื้อสายจีนและคนไทยเชื้อสายเวียตนาม กล่าวกันว่าคนไทยเชื้อสายเวียตนามนั้นมีแรงขับมาก เพราะเป็นผู้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศตั้งแต่สงครามเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งปัจจุบันเป็นคนไทย นามสกุลไทยและเติบโตจนเป็นเศรษฐี และมีตำแหน่งหน้าที่การงานก็มากมาย ทั้งนี้เพราะความขยันหมั่นเพียร มุมานะ อดทน และโดยสายเลือดก็เป็นเช่นนั้น
ผู้เขียนอยู่เมืองมุกดาหารมา 4-5 ปีก็มีโอกาสคลุกคลีเพื่อนฝูงทั้งที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนและเวียตนาม ช่วงหลังนี้ทำให้ต้องสนใจเมืองเวียตนามมากขึ้น เพราะมีโครงการ East West Corridor เกิดขึ้น ระหว่างเมือง กวางตรี-สะหวันนะเขต-มุกดาหาร และมุ่งหน้าไปทิศตะวันตกสู่จังหวัดตากและข้ามไปประเทศพม่าและไปออกทะเลที่เมาะตะมะ

ถามว่าปัจจุบันก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว ผมไม่ทราบรายละเอียด เพียงสนใจและติดตามจากสื่อสารที่พอมีบ้างในสาธารณะ และข่าวที่ไม่เป็นข่าวนั้นนับว่าคึกคักมากพอสมควร กล่าวคือ กลุ่มพ่อค้านักลงทุนทั้งหลายต่างมุ่งหน้ามาดูพื้นที่ ดูลาดเลา ดูบรรยากาศ หาข้อมูลจังหวัด ข้ามไปดูเมืองสะหวันนะเขต ต่อไปจนถึงเมืองกวางตรีของเวียตนาม เพื่อมองลู่ทางในการทำมาค้าขาย ที่เห็นว่าคึกคักที่สุดก็จะเป็นการท่องเที่ยวระหว่างเมืองน่ะครับ สงกรานต์ที่ผ่านมากล่าวกันว่า “คนไทยหัวใจพอเพียง” ไปเดินคุยกันที่เมืองกวางตรี ฮอยอัน ดานัง ฯลฯ กันจนภาษาไทยก้องไปทั้งเมือง
ผมมีโอกาสรู้จักคนไทยเชื้อสายเวียตนามที่เกิดในเมืองมุกดาหาร แต่ก็มีญาตพี่น้องที่ยังอยู่ที่เมืองกวางตรี เราคุยกันตรงไปตรงมาว่า เวียนตนามเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับไทย พอสรุปสาระสำคัญได้ว่า
- คนไทยมีระบบ Red tape ที่ถ่วงความเจริญ ของเวียตนามมีระบบ CEO แต่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีอำนาจตัดสินใจได้ทันที แต่ของไทยเรา พอเขาบอกตกลงจะลงนาม ต้องกลับวิ่งแจ้นมาปรึกษานายใหญ่ก่อน
- CEO แต่ละจังหวัดเปรียบเหมือนรัฐบาลท้องถิ่น มีหน้าที่พัฒนาเมืองให้เจริญเติบโตอย่างอิสระจากรัฐบาลกลาง ต่างแข่งขันกันมาก และไม่มีคอรัปชั่น
- คนเวียตนามตื่นนอนเช้ามากๆประมาณ ตี 4 ตี 5 แล้วมากินน้ำชา กาแฟ แบบสภากาแฟเหมือนภาคใต้บ้านเรา เพื่อ update ข่าวสารวันนี้ว่าเป็นอย่างไร ถกเถียงกันจนหนำใจแล้วจึงแยกย้ายไปทำงาน เขาไม่เชื่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลกลางผ่านโทรทัศน์ แต่เชื่อข่าวสารที่มารวมกันที่โต๊ะกาแฟตอนเช้า
- เขาไม่นิยมเลยที่จะฟังสรุปข่าวตอนเช้าเหมือนเมืองไทยทำกันทุกเช้า ไม่ว่า ช่อง 3 5 7 9 เขาไม่ฟังเลย แต่จะเอาข่าวกันที่โต๊ะ ชา กาแฟ ตอนเช้า ตกเย็นเลิกงานก่อนกลับบ้านก็มานั่งกินเบียร์ update ข้อมูลอีกครั้งหนึ่งก่อนกลับบ้าน เขากินเบียร์กันมากทุกเย็น แต่ไม่กินจนเมาเหมือนพี่ไทย แค่เข้าสังคมนิดหน่อย พอได้ข่าวก็เลิกรากลับบ้านไป
- คนจนยังมีมาก และคนรวยก็มีไม่น้อย ในเวียตนามมีความหลากหลายมาก สุดโต่งกันเลยกล่าวคือ ในชนบทก็ยังยากจน ดิ้นรนกันต่อไป แต่ในเมือง รัฐบาลแต่ละเมืองจะสนับสนุนเทคโนโลยี่ใหม่ล่าสุดเลย ซึ่งหลายอย่างเมืองไทยยังไม่มี แต่เวียตนามมีแล้ว ??
- ยางพาราและกาแฟในเวียตนามมีการปลูกมาเป็นร้อยๆปีแล้วเพราะฝรั่งเอามาปลูกตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคม ดังนั้นเวียตนามจึงเป็นผู้ชำนาญการเรื่องยางพาราและกาแฟในภูมิภาคนี้มากประเทศหนึ่งตอนนี้ก็รุกเข้ามาปลูกในประเทศลาวทางตอนใต้เต็มไปหมดแล้ว
ผมนั่งคุยกันกับเพื่อนคนนี้อีกหลายเรื่องซึ่งฟังแล้วก็ขนลุก ว่าประเทศที่ต้องต่อสู้กับสงครามมาตลอดเวลานานแสนนาน บัดนี้ก้าวขึ้นมาเทียบเทียมเรา และกำลังจะวิ่งแซงหน้าไปแล้ว โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชน เขากำลังก่อสร้างรถรางไฟฟ้าความเร็วสูง (Bullet train) จากภาคใต้สู่ภาคเหนือ เริ่มลงมือแล้วด้วยงบประมาณมหาศาล แต่ของเราแค่วิ่งวนอยู่ในกรุงเทพฯก็ทะเละกันยังไม่จบ
อะไรที่ทำให้การพัฒนาประเทศของเวียตนาม รวดเร็วกว่าเมืองไทยหลายเท่าตัว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นครับ ....
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
สวัสดีครับสาวน้อยราณี
พี่ว่าจุดอ่อนเขาก็มีมากอยู่แต่ไม่ได้หยิบเอามากล่าวน่ะครับ จำได้ไหมเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมาหนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่งคือเรื่อง "สิ้นชาติ" คือเรื่องการคอรับชั่นขนาดใหญ่จนทำให้ประเทศพินาจก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก (บิลเกตต์) ก็เอาไมโครซอฟไปลงทุนที่เวียตนามแทนที่จะมาเมืองไทย น่าคิดว่าเพราะอะไร??
มีนักวิชาการกล่าวว่าของเรามัว "สำลักประชาธิปไตยกัน" เลยเป็นอย่างนี้
เอ้า...มองเขาแล้วก็มองเรา แล้วก็มาช่วยกัน ช่วยกันนะครับ
ที่ราณีอ่านมียิ่งกว่านั้นอีกค่ะพี่ แต่ไม่ค่อยกล้าเขียนเดี๋ยวเขาหาว่าพวกหัวรุนแรง เพราะการที่เรารักประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใช้พวกมากลากไปก็แล้วกันค่ะ
สวัสดีค่ะ
วันนี้ ทำไม 2 ท่านนี้ พูดเรื่องหนักๆกัน ที่บล็อกนี้ เขาให้พูดแต่ ด้านPositiveไม่ใช่หรือคะ
มีหลายเรื่องมากมาย ที่อยู่ในใจ ไม่กล้าแสดงความเห็น อยู่อย่างสบายๆน่ะ ดีที่สุดค่ะ
สวัสดีครับท่านsasinanda
ผมว่าแค่
แค่นี้ก็นำพี่ไทยไปฉิวแล้วครับ (แต่ผมก็รักพี่ไทยที่ซู้ดดดดด)
ธรรมะสวัสดีครับ
สวัสดีครับคุณวุฒิไกร
ผมขอความชัดเจนนิดหนึ่งครับ
ประเด็นอย่างข้างบนใช่ไหมครับ กรุณาให้รายละเอียดผมนิดหนึ่ง ผมจะได้นำไปปรึกษากับเพื่อนน่ะครับ
ขอบคุณครับ
ดูจากสภาพปัจจุบัน กล่าวได้ถูกต้องที่บอกว่า "เวียตนามกำลังจะแซงหน้าเราไป"
หากมองสิ่งที่เขาทำ ผมอยากจะบอกว่า "เขา แซงไปแล้ว"
"ถึงผมจะเดินช้า แต่ผมก็ไม่เคยเดินถอยหลัง"
วันนี้เราเดินช้า และบางครั้งยังเดินถอยหลังด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่เราไปไม่ถึงไหน และเวียตนาม ล้มลุกคลุกคลานมาเยอะ วันนี้เขาพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้า และแน่นอนว่า เขาเคยล้มมามาก ทำให้วันนี้ เขาเดินไปข้างหน้าได้มั่นคงกว่า และคิดว่าเขาจะไม่เดินถอยหลัง
เราสบายเกินไป "การไม่เคยป่วย ทำให้เราชะล่าใจที่จะทำร่างกายให้แข็งแรง"(รู้สึกว่่า ไม่ค่อยโดนเท่าไหร่)
"หากเราไม่เคยอกหัก อ่านหนังสือทุกเล่นในโลก ก็ไม่รู้หรอกว่า การอกหักมีความรู้สึกเช่นไร" (เข้าท่ากว่า!!!)
ขอบคุณสำหรับบันทึกดี ๆ ครับ
สวัสดีครับคุณอุทัย อาวรณ์
ผมเห็นด้วยครับต่อความเห็นดังกล่าว ผมอาจจะมีโอกาสไปทำงานที่นั่นคงได้เจาะลึกมาเล่าให้ฟังกันครับ
โดนทั้งนั้นแหละครับทั้งสองประโยค
ขอบคุณครับ