ช่วงปิดเทอมเด็กๆ หลายคนมักจะไปเรียนพิเศษ อาจเป็นเพราะเหตุผลที่พ่อแม่ไม่มีเวลาดูแล หรือเพราะอยากให้เด็กเรียนมากๆ เข้าไว้เพื่อจะได้เก่งๆ (ท่องตำรา) แต่สำหรับลูกชายผมที่กำลังจะขึ้น ป.2 ชอบที่จะเล่นมากกว่า เคยถามว่าอยากเรียนพิเศษในช่วงปิดเทอมไหมก็บอกว่าไม่สนุก ไม่อย่ากเรียน ซึ่งในส่วนตัวผมก็คิดว่าชีวิตในวัยเด็กการเล่นก็เป็นการเรียนรู้เช่นกันจึงเปิดโอกาสให้ได้เล่นกับเพื่อนๆ อย่างเต็มที่
วันนี้ก็เช่นกันตั้งแต่ช่วงเช้า(ประมาณ 6.00 น.) ตื่นเช้าขึ้นมาลูกชายผมก็เดินออกไปเล่นกับเพื่อนๆ ที่ข้างบ้าน หลังจากนั้นก็กลับมาหาวัสดุต่างๆ เพื่อที่จะเอาไปสร้างรถอีแต๊ก (รถไถเดินตามที่มีสาลี่พ่วงท้าย) ที่พบเห็นอยู่ทั่วไป ผมก็ไม่เข้าใจว่าจะสร้างกันอย่างไร และรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร และจะสร้างได้อย่างไร เขาก็บอกว่าพี่ๆ สร้างได้ และจะให้พี่ๆ สอนการสร้างให้
เขาก็กลับไปเล่นสักพัก และกลับมาพร้อมของเล่นที่เด็กๆ ช่วยกันสร้างขึ้นเอง นี่ไงครับ 2 ภาพด้านล่างนี้คือหน้าตาของรถอีแต๊กที่ว่า


เห็นของเล่นที่เกิดจากจินตนาการและการประดิษฐ์ของเด็กๆ แล้ว ทำให้มองเห็นการเรียนรู้ของเด็กๆ ที่ผ่านของเล่นที่เราเห็นว่าธรรมดาๆ แต่มีสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ในของเล่นนี้หลายอย่าง เช่น
- การฝึกการจินตนาการ และคิดสร้างสรรค์
- การสร้างของเล่นจากวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ทำให้ไม่ต้องเสียเงินซื้อ
- เด็กๆ ที่โตกว่าก็จะสอนเด็กที่เล็กกว่า เป็นการ ลปรร. และฝึกทักษะไปในขณะเดียวกัน
- เมื่อสร้างได้ชิ้นหนึ่ง ต่อไปก็จะเกิดทักษะ และพัฒนาไปสู่การมีความเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะสามารถทำได้-พึ่งพาตนเองได้
- หากดูจากของเล่นเล็กๆ จะมีการออกแบบที่เกี่ยวกับ ล้อรถ เพลารถ ตัวรถ ฯลฯ จะเห็นว่าของเล่นเพียงชิ้นเดียวก็มีความรู้(วิชาการ)แฝงอยู่อย่างมากมาย
นี่กระมังครับที่เขาเรียกว่า "เรียนปนเล่น" หรือบางท่านผสมคำภาษาอังกฤษ "play & Learn" แล้วออกเสียงว่า "เพลิน"
บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ
วีรยุทธ สมป่าสัก
ยอดเยี่ยมครับ
ขอสนับสนุนว่านี่คือตัวอย่างที่น่าจะเผยแพร่ให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กได้รับรู้
คุณค่าแฝงเร้นดังที่นำเสนอนั้นชัดเจนมาก สิ่งนี้หาได้ยากจากของเล่นยุคใหม่ที่ผมมักใช้คำพูดว่า “ประเคนความง่าย” ให้เด็กมากเกินไป จนเสียโอกาสในการเรียนรู้และฝึกฝนสิ่งดีๆหลายอย่างไป
ดูจากรูปแล้ว รับรองว่าเมื่อเขานำรถมาเล่นสักพัก หากคุณพ่อช่วยกระตุ้นด้วยบ้างตามความจำเป็น ก็จะเกิดโจทย์ใหม่ๆตามมา และนำไปสู่การคิดปรับเปลี่ยน พัฒนารถดังกล่าว ได้อีกหลายประเด็น ที่สำคัญเราจะต้องไม่เผลอรีบวิจารณ์และบอกว่าควรแก้ไขอะไรอย่างไร เพราะการ รีบสอนด้วยความเมตตา จะกลายเป็นการ ปิดโอกาส การคิดแก้ปัญหา ของเด็กได้
ฯลฯ … แต่ทั้งหมดผมว่า คุณพ่อ สิงห์ป่าสัก ล้วนตระหนักอยู่ในใจแล้ว เพราะ เป็น ครูที่ไม่ต้องมีป้ายบอก มานานแล้ว
เรียน คุณแดนไท
เรียน ท่านอาจารย์ Handy
ครับ ท่านสิงห์ฯ
เห็นแล้วทำให้นึกถึงสมัยเป็นเด็ก (ย้อนหลังไป 30 ปี) ภาพยังแจ่มชัดยังกะเกิดขึ้นเมื่อวานครับ..(ปานนั้นเลย)…ตอนเป็นเด็ก ถ้าไม่ได้ไปจับกบจับเขียด ปู ปลา ผมกับพี่ชาย (ห่างกันหนึ่งปี) จะตะลอน ๆ ไปหา กระป๋องปลากระป๋องแบบแบน ซึ่งในสมัยนั้น หายากมาก เพราะนาน ๆ จึงจะมีสักบ้านหนึ่งซื้อมากิน ประมาณว่า ปีละหนแหนะ…หาได้แล้ว ก็จะเจาะรูสองรู หน้าหลัง เพลา ก็ชะใช้ไม้ไผ่ ส่วนล้อนั้นเล่า ก็รองเท้าแตะ เก่า ๆ ครับ มาทำเป็นรูปวงกลม เสียบให้ทะลุล้อจากรองเท้าแตะ เท่านี้ก็จะได้รถกะป๋องวิ่งเล่น จนลืมกินข้าวเย็นเชียว…โดนแม่ตี…จนได้วันนั้น เพราะเล่นเพลิน ไม่ได้ไปตักน้ำใส่ตุ่ม…ลืมรดน้ำผัก…
เดี๋ยวนี้ สงสัยของเล่นจากเมืองจีนบุกหมู่บ้านผมหมดละมั้ง…ตั้งกะไฟฟ้าเข้าไป…ไม่น่าเชื่อว่า หมู่บ้านผมมีคนติดยาบ้า…ติดกาว…ทันสมัยจัง!!!
จะนำไอเดีย ไปให้ลูกชายก็ได้นะครับ
เรียน อ.สวัสดิ์
สวัสดีค่ะ คุณสิงห์ป่าสัก
*ชอบใจคำว่า "Play + Learn กลายเป็น "เพลิน" มาก
*คิดได้อย่างไรค๊ะ หรือที่มาที่ไปเป็นอย่างนั้นจริง ๆ
*ชื่นชมจริง ๆ กับการคิดประดิษฐ์ของเล่นของเด็ก ๆ
*สมัยนี้ยังมีเด็กคิดประดิษฐ์ของเล่นแบบนี้อยู่อีกหรือแทบไม่น่าเชื่อ เพราะเดี๋ยวนี้มีของเล่นวางขายหลากหลายให้เลือกตามห้างร้านต่าง ๆ
*ถ้าฝึกให้ลูกประดิษฐ์โดยนำวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติมาทำก็แสดงว่าคุณสิงห์เป็นคนพอเพียงพอประมาณและเก่งมากค่ะที่ฝึกให้เด็กได้รู้จักคิด ดัดแปลงต่อไปลูกชายอาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งของโลกก็ได้ นะค๊ะ
เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่มองข้าม
สวัสดีค่ะ ท่านสิงห์ป่าสัก
ครูปูหิ้วจานนี้มาเป็นกำลังใจค่ะ (^_^)
สวัสดีค่ะ
เก่งจังค่ะ
น่ารักจังคะ