ครม.มีมติแปลงสภาพทีไอทีวีเป็น “สื่อสาธารณะ” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม โวสกัดกลุ่มทุน-การเมืองแทรก เผยไม่มีโฆษณา ทั้งโดยตรงและแอบแฝง แต่ระดมทุนจากเก็บภาษีสรรพสามิตแทน เบื้องต้นตั้งงบ 1.7 ล้าน มั่นใจเกิดทันยุค “ขิงแก่” หึ่ง! ครม.สั่ง กปส. คุมเข้มทีไอทีวี หาหนุนกลุ่มอำนาจเก่า ด้านผู้บริหารทีไอทีวี เรียกพนักงานถกอนาคตอยู่หรือไป หวั่นทำงานฟรีหลายเดือนคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน ถึงอนาคตทีไอทีวี ว่าจากผลการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการคลื่นโทรทัศน์ยูเอชเอฟนั้น ครม.มีมติให้จัดตั้งองค์กรเพื่อบริหารวิทยุโทรทัศน์ยูเอชเอฟเพื่อเป็นสื่อสาธารณะ และเห็นชอบให้มีการยกร่าง พ.ร.บ.จัดทำสถานีวิทยุโทรทัศน์ยูเอชเอฟให้เป็นทีวีสาธารณะ เพื่อให้มีรายการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเน้นความเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำจากรัฐบาลหรือกลุ่มทุนใด และการบริหารจัดการจะต้องดำเนินการโดยมืออาชีพที่มีความรู้ความสามารถที่จะบริหารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพคุณหญิงทิพาวดีกล่าวว่า รูปแบบของการจัดการนั้น เห็นควรตามข้อเสนอของคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ คือจะมีคณะกรรมการบริหารที่เป็นมืออาชีพ ไม่ใช่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีการถ่วงดุล ซึ่งกันและกัน โดยจะมีทั้งหมด 4 คณะกรรมการ ได้แก่ 1.คณะกรรมการนโยบาย 2.คณะกรรมการบริหาร 3.คณะกรรมการบรรณาธิการ เพื่อคอยถ่วงดุลและตรวจสอบการจัดรายการ และ 4.คณะกรรมการประชาชนมีผู้แทนประชาชนร่วมเป็นกรรมการ และอาจจะมีคณะกรรมการรับฟังคำร้องเรียนคำเสนอแนะ “การจะเป็นทีวีสาธารณะที่เต็มรูปแบบ จำเป็นจะต้องมีการกำหนดบทบัญญัติตามกฎหมาย เพื่อให้มีหลักประกันในความเป็นทีวีสาธารณะอย่างแท้จริง จึงต้องมีการยกร่าง พ.ร.บ.รองรับ ส่วนงบประมาณค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการวิทยุสื่อสาธารณะ จะต้องหารือร่วมกันกับกระทรวงการคลังว่า เงินงบประมาณสนับสนุนและทำให้ทีวีสาธารณะสามารถบริหารต่อไปได้โดยไม่มุ่งแสวงหากำไร เบื้องต้นประเมินว่าค่าใช้จ่ายการบริหารสถานีที่มีคุณภาพจะตกประมาณปีละ 1.7 พันล้านบาท”รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า สาเหตุที่ปรับรูปแบบสถานีโทรทัศน์ยูเอชเอฟเป็นทีวีสาธารณะแทนทีวีเสรีนั้น เพราะประชาชนส่วนใหญ่เห็นควรให้เป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะ ส่วนในรายละเอียดนั้นทาง คณะกรรมการฯ จะไปยกร่างฯ เช่น ทีวีสาธารณะนี้จะไม่มีโฆษณา แต่อาจจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการจัดทำรายการได้ อย่างไรก็ตาม สนช. ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.องค์กรและบริหารและเผยแพร่สื่อสาธารณะอยู่แล้ว ทางรัฐมนตรีก็จะยกร่าง พ.ร.บ.ให้สอดคล้องกันและนำเสนอไป ซึ่งพยายามจะทำให้เสร็จในวันที่ 11-12 พฤษภาคมนี้ และนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ สนช. ต่อไปทั้งนี้ คุณหญิงทิพาวดีบอกว่า รายละเอียดของ พ.ร.บ.นั้นจะมีบทบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องเงินสนับสนุนสถานีว่าจะเป็นอย่างไร อาจจะเป็นเงินกองทุนบางกองทุนหรือเงินประเดิม หรือเป็นสัดส่วนจากภาษีบางประเภท เช่น สรรพสามิต โดยเรื่องนี้เกี่ยวกับการจัดทำสถานี แต่ไม่เกี่ยวข้องกับพนักงาน เจ้าหน้าที่ ถ้ามีการจัดตั้งสถานีแล้ว ทุกอย่างจะต้องเริ่มแบบมืออาชีพ มีกระบวนการสรรหาผู้บริหาร ผู้บริหารจะไปสรรหาเจ้าหน้าที่ มีการวางรูปแบบการบริหารจัดการต่อไป กรณีที่จะมีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ (เอสดียู) นั้น ก็ยังจะดำเนินการต่อไป ซึ่งทางคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) คงจะรีบประชุมและเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ จะพยายามผลักดันตามความสามารถเพื่อให้ทีวีสาธารณะออกมาให้ได้ในรัฐบาลนี้นางดรุณี หิรัญรักษ์ ประธานคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดอนาคตของสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟ กล่าวว่า หลังจาก ครม. เห็นชอบรูปแบบในอนาคตของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีให้เป็นทีวีสาธารณะแล้ว จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษารูปแบบ พร้อมกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติองค์การแพร่ภาพกระจายเสียงโทรทัศน์สาธารณะ จากการศึกษาเรื่องโครงสร้างต่าง ๆ เช่น รูปแบบรายการ ที่มาของรายได้ ทีวีสาธารณะ จะไม่มีโฆษณา แต่จะใช้งบประมาณจากภาษีสรรพสามิตมาเป็นกรณีพิเศษ หรือตั้งกองทุนขึ้นมา จะมีการให้เอกชนเสนอการจัดทำรายการขึ้นมา ผลิตรายการให้สถานีช่องนี้ด้วย โดยกฎหมายที่จะรองรับทีไอทีวีจะใช้ร่าง พ.ร.บ.เผยแพร่และกระจายเสียงสื่อสาธารณะของนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ หนึ่งในกรรมการฯ และนักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ ที่จะเสนอเรื่องนี้ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">ด้านนายสมเกียรติ กล่าวว่า คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานในการเสนอร่าง พ.ร.บ. เพราะได้ยกร่างกฎหมายไว้แล้ว และทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็มีการเสนอกฎหมายในลักษณะเดียวกันไว้ด้วย สำหรับการทำงานทั้งหมดนั้น คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 6 เดือน คือภายในรัฐบาลชุดนี้ ในการผลักดันให้ทีไอทีวีเป็นทีวีสาธารณะ ในส่วนปัญหาของเอกชนหรือผู้ผลิตที่ดำเนินการอยู่กับทีไอทีวีในปัจจุบัน อาจจะไม่จำเป็นต้องยกเลิก แต่อาจมีการเปลี่ยนรูปแบบเนื้อหาให้เข้ากับลักษณะของทีวีสาธารณะ และให้เป็นในลักษณะของการผลิตรายการกับองค์การมหาชน ที่จะมีขึ้นเพื่อมาบริหารทีวีสาธารณะ ขณะที่ในส่วนของผู้ที่จะทำหน้าที่บริหาร อาจจะมีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาทำหน้าที่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน</p>เขากล่าวว่า ทีวีสาธารณะแตกต่างจากสถานีโทรทัศน์เชิงพาณิชย์เช่นไอทีวีในอดีต และสถานีโทรทัศน์ของรัฐที่มีอยู่ในปัจจุบันคือ การมีปรัชญาและแนวทางในการดำเนินการ ที่ถือว่าประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศเป็นพลเมือง ในขณะที่สื่อเป็นพื้นที่สาธารณะในการให้ข้อมูลข่าวสาร เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของประชาชน เพื่อให้สามารถเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อประโยชน์สาธารณะได้อย่างแท้จริง ทีวีสาธารณะต้องมีความเป็นอิสระจากรัฐบาลและกลุ่มทุน ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำเสนอข่าวสารที่ครบถ้วนรอบด้าน ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ และเป็นอิสระจากกลุ่มทุน เพื่อตรวจสอบกลุ่มทุนได้นักวิชาการผู้นี้กล่าวอีกว่า ทีวีสาธารณะควรมีคุณสมบัติ 4 ข้อ คือ 1.มีความเป็นอิสระในการดำเนินงาน จากการมีหลักประกันทางกฎหมาย ที่ป้องกันการแทรกแซงจากทางรัฐบาลและให้ความมั่นคงทางการเงิน ควบคู่ไปกับการห้ามโฆษณา เพื่อให้ปลอดจากถูกแทรกแซงจากกลุ่มทุน 2.ผลิตรายการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น รายการข่าวและรายการเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งให้ข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนรอบด้าน ในประเด็นที่มีความสำคัญ ต่อสาธารณะ รายการการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชน ฯลฯ 3.ผลิตและเผยแพร่รายการอย่างรับผิดชอบต่อสังคม จากการมีข้อกำหนดด้านมาตรฐานของรายการและจริยธรรมทางวิชาชีพ และ 4.มีกลไกให้สังคมมีส่วนร่วม เช่น การสนับสนุนผู้ผลิตรายการอิสระ ทั้งผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชน ให้สามารถใช้ประโยชน์จากโทรทัศน์ในการสื่อสารเพื่อเรียนรู้ระหว่างกัน และมีกลไกสำรวจความพึงพอใจของประชาชนเป็นประจำ มีกลไกที่ประชาชนสามารถให้คำแนะนำ ข้อคิดเห็น ร้องเรียน และตรวจสอบการทำงานของทีวีสาธารณะได้ง่าย “หากทีไอทีวีเป็นสื่อสาธารณะ ประชาชนจะได้ประโยชน์ ได้ชมรายการต่าง ๆ และสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความเที่ยงตรง เป็นกลางและครบถ้วนรอบด้าน ไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มทุน รายการการศึกษาและบันเทิงสำหรับเด็กและเยาวชน ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดตามมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม และออกอากาศโดยไม่มีการโฆษณาใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาตรงหรือแฝง”นายสมเกียรติกล่าวอีกว่า ทีวีสาธารณะจะมีฐานะเป็นองค์กรมหาชนตามกฎหมายพิเศษที่จะบัญญัติขึ้น โครงสร้างของทีวีสาธารณะจะคล้ายกับสถานีโทรทัศน์ทั่วไป คือ มีคณะกรรมการ คณะผู้บริหารและกองบรรณาธิการ แต่คณะกรรมการนโยบาย 74 คน จะเป็นตัวแทนของกลุ่มต่าง ๆ ที่หลากหลายในสังคม มาจากการสรรหา มีการทำมาตรฐานรายการ และข้อกำหนดจริยธรรม รับฟังความคิดเห็นและเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ตรวจสอบ ประเมินผลสถานีและรายงานให้ประชาชนทราบ ฯลฯ นอกจากนี้ อาจมีการจัดตั้ง “สภาผู้ชม TITV” ขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมแหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ระหว่างการรายงานความคืบหน้าการดำเนินการกับสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบ ได้มีการรายงานให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ติดตามการนำเสนอรายการข่าวของทีไอทีวีด้วย เพราะขณะนี้เห็นว่ามีการนำเสนอข่าวไม่เป็นกลาง โดยให้เวลาข่าวเกี่ยวกับรัฐบาลน้อยกว่าข่าวเกี่ยวกับกลุ่มอำนาจเก่ามาก ดังนั้น จึงมีการมอบหมายกรมประชาสัมพันธ์เข้าไปควบคุม โดยให้ข้อสังเกตว่า หากพนักงานหรือผู้สื่อข่าวทีไอทีวีมีความอึดอัดใจ หรือคิดว่าถูกเข้าไปแทรกแซง ก็ให้ลาออก ได้ทันที ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดสรรเงินบางส่วนจากภาษีสรรพสามิต มาใช้ในการดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ซึ่งตกเฉลี่ยปีละ 1,700 ล้านบาท โดยยอมรับว่าการที่จะนำเงินภาษีสรรพสามิตมาใช้ จะต้องมีกฎหมายรองรับชัดเจน เหมือนอย่างกรณีของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แต่หากไม่มีก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้ แต่หากจำเป็นต้องใช้เงิน ก็ยังมีเงินในส่วนงบกลางที่พอจะนำมาจัดสรรให้ได้นายสมชัยกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ดี ก็มีความเป็นห่วง หากภาครัฐต้องมีภาระในการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในปีนี้ จะส่งผลต่อรายได้งบประมาณ โดยเฉพาะดุลงบประมาณที่ต้องขาดดุลเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันรัฐบาลก็จัดเก็บรายได้ได้ต่ำกว่าเป้าหมายอยู่แล้ว แต่หากภาครัฐมีนโยบายให้ปรับขึ้นภาษีเพิ่มเติม ก็อาจจะบรรเทาปัญหาได้บ้างแหล่งข่าวเปิดเผยว่า หลังคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดให้สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีเป็นทีวีสาธารณะ ผู้บริหารบริษัททีไอทีวี โดยนายอัชฌา สุวรรณปากแพรก ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ได้เรียกประชุมพนักงานเพื่อชี้แจงข้อมูลต่าง ๆ โดยผู้บริหารได้นำเสนอมุมดีและมุมลบของทีวีสาธารณะ เช่น การอยู่ภายใต้ระบบราชการ การทำงานแบบไม่ต้องแข่งขัน การเน้นผลิตรายการสาระ ส่วนนโยบายและการบริหารงานทั้งหมดต้องรอแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาล ซึ่งคาดว่ากว่าจะเริ่มอย่างจริงจังในสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า และปัญหาเงินเดือนของพนักงาน ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะเป็นอย่างไร จ่ายเมื่อไหร่และอยู่ในระดับไหน รวมถึงการโยกย้ายตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งนี้ ผู้บริหารได้เสนอให้พนักงานพิจารณาและตัดสินใจระหว่างการหางานใหม่หรืออยู่ต่อรอความชัดเจนจากรัฐบาล เพราะปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการจ่ายเงินเดือน ซึ่งค้างจ่ายมาแล้ว 2 เดือน และมีพนักงานส่วนหนึ่งอาจรู้สึกไม่มีความสุขภายใต้ระบบราชการ หรือการทำงานแบบไม่ต้องแข่งขันกับสถานีโทรทัศน์อื่น ๆ เนื่องจากสถานีรูปแบบใหม่จะไม่มีรายได้จากโฆษณาแหล่งข่าวกล่าวว่า ในวันที่ 25 เมษายน ผู้บริหารทีไอทีวีจะประชุมกำหนดแนวทางดำเนินธุรกิจและการ ปรับผังเพื่อเพิ่มรายได้โฆษณา หลังจากรายได้ช่วงที่ผ่านมาลดลงมาก และมีหลายรายการใกล้หมดสัญญา ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะไม่ต่อสัญญา ซึ่งบริษัทเตรียมแก้ปัญหาด้วยการซื้อรายการมาออกอากาศแทน เช่น ซีรีส์ละครเกาหลี ซีรีส์ละครจีน หรือใช้วิธีจับมือเป็นพันธมิตรผลิตรายการจนกว่ารูปแบบทีวีสาธารณะจะมีผลอย่างเป็นทางการนายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า สนับสนุนมติ ครม.ที่กำหนดรูปแบบสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ให้เป็นทีวีสาธารณะ เพราะมติดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสื่อสารมวลชนไทย แต่ต้องสร้างหลักประกันถึงที่มาของแหล่งทุนที่แน่นอน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านงบประมาณ จนต้องพึ่งพาหรือรอรับการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเดียว เพราะอาจขาดความเป็นอิสระ ประการสำคัญรูปแบบการบริหารและที่มาขององค์กรมหาชนต้องเป็นอิสระจากรัฐและฝ่ายการเมืองอย่างแท้จริง โดยที่มาขององค์กรมหาชนต้องมีความหลากหลายคำนึงถึงตัวแทนผู้บริโภค และภาคประชาชน ที่สำคัญรัฐบาลต้องไม่ซ่อนปมเพื่อเลี้ยงไข้ ทีไอทีวีไม่สามารถโตได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะมีสภาพไม่ต่างจากช่อง 11ไทยโพสต์ 25 เมษายน 2550
ครม.ฝันไกลไอทีวีสื่อสาธารณะ
ครม.ฝันไกลไอทีวีสื่อสาธารณะ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น