กรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปัดข้อเสนอลด “แวต” กระตุ้นการบริโภค ระบุยังไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง   จี้ ธปท.ลดดอกเบี้ยอีก 0.50% สั่งพาณิชย์รุกแคมเปญปลุกใช้จ่าย ด้านแบงก์ชาติหั่นจีดีพีปีหมูเหลือ 3.8-4.8%   ผลพวงการเมืองป่วน ส่งออกเดือน มี.ค. ทุบสถิติสูงสุด 1.3 หมื่นล้าน เผยไตรมาสแรกเกินดุล 1.5 แสนล้าน เกริกไกร” ยันไม่ต้องปรับลดเป้าเดิม 12.5% ยอมรับกังวลนำเข้าหดนายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์  รมว.คลัง  เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม (คศร.) ว่า ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจขณะนี้มีความสอดคล้องกัน ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง รวมทั้งการเตรียมออกมาตรการเสริมเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินสู่รากหญ้า โดยกระทรวงการคลังจะหารือกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ในวันที่ 2 พ.ค.นี้ หลังจากนั้นจะพิจารณามาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ต่อไปนายสันติ  วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะกรรมการ คศร. กล่าวว่า ในที่ประชุมมีการเสนอให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.50% ภายในปีนี้ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอในด้านอื่น ๆ ได้แก่ มาตรการทางภาษี ทั้งการลดภาษีเพื่อกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ และการเสนอให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภค ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีอีโคคาร์ เป็นต้นแหล่งข่าวจากที่ประชุม  คศร. กล่าวว่า นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย      ได้เสนอในที่ประชุมให้มีการนำมาตรการทางภาษีมาใช้แบบเป็นแพ็กเกจ โดยเสนอให้มีการลดภาษีแวตด้วย แต่ที่ประชุมเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง เพราะยังไม่ถึงขั้นวิกฤตินายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังจากออกมาตรการต่าง ๆ ประมาณ 3 เดือนจะเห็นผล แต่หากยังไม่ดีขึ้นค่อยเพิ่มมาตรการอื่น ๆ ได้ แต่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรงในขณะนี้ นายโฆสิตกล่าวว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ไปจัดแคมเปญและโปรโมชั่นกระตุ้นให้คนใช้จ่ายมากขึ้นนายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.  ได้ปรับลดอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้จาก 4.0-5.0% เหลือ 3.8-4.8% เนื่องจากการบริโภคและการลงทุน ทั้งภาครัฐและเอกชนซบเซากว่าประมาณการเดิม โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกปีนี้ จากปัญหาการเมืองและการชะลอตัวของเศรษฐกิจ  อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยขาลง จะเป็นแรงผลักดันต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาคเอกชนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จากนั้นช่วงไตรมาสแรกของปี 2551 การลงทุนจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยคาดว่าเศรษฐกิจปี 2551 อยู่ที่ 4.3-5.8% เร่งตัวจากประมาณการเดิมที่ 4.0-5.5% นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การปรับจีดีพีของ สศช. จากที่ประมาณการไว้ 4-5% ต้องพิจารณารายละเอียดต่าง ๆ อีกครั้งนายเกริกไกร จีระแพทย์ รมว.พาณิชย์ แถลงว่า การส่งออกเดือน มี.ค. 2550 มีมูลค่า 13,103.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 18.4% การนำเข้ามีมูลค่า 10,836.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.58% เกินดุลการค้า 2,267.2 ล้านเหรียญสหรัฐ  สำหรับ 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค.) มูลค่าการส่งออก 34,824.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.2%   มูลค่านำเข้า 30,553.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2% ได้ดุลการค้า 4,270.9 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 149,485 ล้านบาท   ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับเป้าการส่งออกทั้งปีที่คาดว่าจะขยาย 12.5% เพราะเชื่อว่ามีโอกาสสูงจะทำได้ตามเป้า ส่วนการนำเข้ายอมรับว่าต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะอาจจะกระทบต่ออัตราการผลิตในอนาคต ซึ่งการนำเข้าที่ลดลงขณะนี้มาจากค่าเงินบาทที่ผันผวน ทำให้ผู้ประกอบการรอดูสถานการณ์” นายเกริกไกรกล่าวไทยโพสต์  25  เมษายน  2550