สมองสามชั้น กับไข่ไดโนเสาร์ ภาคสอง

มนุษย์/สัตว์มีความกลัวและภาวะเครียดต่างๆเพื่อ ความอยู่รอด เป็นสัญญานเตือนเพื่อสนองความต้องการพื้นฐานของชีวิต ได้แก่ มีชีวิต หิว สืบพันธุ์ เพื่อทำให้ species อยู่ต่อๆไปได้ สิ่งมีชีวิตต้องการ "พื้นที่ของตนเอง" จึงจะเติบโต ยิ่งมีการพัฒนาจิต พัฒนาสมองเท่าไร นอกเหนือจาก "พื้นที่อยู่อาศัยทางกาย" แล้ว ก็จะเริ่มต้องการ "พื้นที่อยู่อาศัยของจิตใจ" อีกด้วย

การทำงานในปัจจุบัน มีลำดับขั้นของสายการปฏิบัติงานมากมาย ฉันเป็นนาย เป็นครู เป็นหัวหน้า เธอเป็นลูกน้อง เป็นลูกศิษย์ เป็นลูกจ้าง พอเราแบ่ง "สายปฏิบัติงาน" เสร็จ ก็มีการ แจกบทบาท หน้าที่ ไปว่านี่ๆ หัวหน้า ครู นาย ต้องทำอย่างนี้ๆ มีหน้าที่อย่างนี้ๆ อยู่ตรงนี้ พูดอย่างนี้ ทำหน้าทำตาอย่างนี้ จึงจะสมบทบาท และ vice versa สำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง

เมื่อไรก็ตามมีการ break norm ของบทที่ได้เขียนไว้ มีการแหก script ก็จะมีการปั่นป่วนเกิดขึ้นมาต่อชีวิตทันที เฮ้! ตรงนี้ต้องผ.อ. พูด ตรงนี้หัวหน้า ward พูด ตอนโน้นถึงจะถึงตาเธอ ลูกกะจ๊อกพูดจ้ะ เอาไว้ตอนผู้หลักผู้ใหญ่จะแสดงความมีเมตตาว่าท่านก็พูดกับลูกน้องหวานๆเป็น ไหนๆ กล้องพร้อมรึยังจ๊ะ เอา action! shoot ได้! แตห้ามใครจู่ๆก็ยกมือขอพด หรือตะโกนโพล่งออกมาว่า "ไม่ใช่นะครับ ที่พูดไปพูดผิดแล้ว มันเป็นอย่างงี้ๆตะหาก" รับรองว่าจะเกิดความโกลาหลอลหม่านขึ้นมาทันที

การมี norm ไม่ใช่ของไม่ดีนะครับ บางที "กาละ เทศะ" มันก็มีเหตุผลสมควรที่พึงปฏิบัติเช่นกัน แต่ความหมายของ กาละ เทศะ นั้น มันมีเชิงจินตนาการผสมอบยู่ด้วยรึเปล่าน้า? เพราะมันน่าจะแปลว่า "ตามความเหมาะสมต่อเวลาและสถานที่ หรือนัยหนึ่ง "เป็นไปตามบริบท" นั่นเอง มันไม่ได้แปลว่า ท่านั่งสวย เดินสวย ยิ้มสวย ทรงผมสวย ชุดสวย มีอยู่แบบเดียว ชุดไทยดูสวยจริงแต่เดินชายหาดไม่ค่อยสะดวก ทรงผมบางอย่างเหมาะสำหรับเวลาใส่หมวก ใส่มงกุฎ สวมช่อดอกไม้ แต่ไม่เหมาะเวลาเล่นกีฬา หรือเดินป่า นั่งสวยแบบพับเพียบ ขัดสมาธิ หรือหุบขา หรือแม้กระทั่งบางทีนั่งเหยียดยาว ก็มีที่ใช้ของมันอยู่

คำว่า norm นั้น หมายถึงอะไรกันแน่? สภาวะจิตรับรู้ หมายรู้ หรือว่าการกระทำภายนอก หรือหนังสือกฏกติกามารยาท? 

ทฤษฎีไข่ไดโนเสาร์

จินตนาการไข่แห่งการตื่นรู้ขึ้นมาใบนึง เอาเป้นใบไย้ใหญ่นะครับ ไหนๆจะตื่นรู้แล้ว เอาใบเล็กๆมันไม่สมศักดิ์ศรี ลองแบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นบน ชั้นกลาง ชั้นล่าง ขนาดของทั้งสามชั้นไม่เท่ากัน แต่เอาเป็นชั้นบนเล็กสุด สัก 20% อย่างมาก

ไข่ชั้นบน คือ ปัญญาภาคทฤษฎี ที่เราตั้งตาตั้งตา lecture จดบันทึก ทำงานวิจัยหาคำตอบ อ่าน ท่อง จด เขียน แล้วก็สอบ หนังสือหนังหาที่เราไปค้นมาอ่าน textbook etc

ไข่ชั้นกลาง คือ ปัญญาเชิงปฏิบัติ คือ เรื่องเล่า เกิดขึ้นหลังจากนำเอาทฤษฎีต่างๆที่ร่ำเรียนมาไปใช้ แล้วเกิดอะไรขึ้น สำเร็จ / ไม่สำเร็จ, มี / ไม่มีปัญหา, ดี / ไม่ดี เพราะอะไร ประทับใจยังไง ผลมันเป็นอย่างไร

ไข่ชั้นสุดท้าย ชั้นล่าง คือ ความหมายตัวตน ความหมายคุณค่าแห่งชีวิต ไอ้ที่เรียนรู้มา ไอ้ที่นำไปปฏิบัติ เราคิดว่าสอดคล้องกับจริต กับคุณค่าภายใน และมีผลอย่างไรต่อชีวิตของเรา ต่อความหมายของชีวิต ต่อเป้าหมายของชีวิต

ถ้าความรู้ของเรายังวนเวียนอยู่ที่การท่องบ่น การจำ การเล่นเทปม้วนเก่า ไม่มีการต่อยอด ไม่มีจินตนาการ ไม่มีภาคปฏิบัติ การเรียนรู้เราก็ติดอยู่ที่ไข่ชั้นบนเท่านั้นเอง เป็นชั้นที่ลอยฟ่องอยู่บนมหาสมุทรแห่งปัญญา คิดเป็นแค่ 10-20% ของสิ่งทีที่มันควรจะลงไป หรือน่าจะลงไป หรือที่สามารถลงไปได้ แต่เชื่อหรือไม่ ในชีวิตจริงนั้น เราอาจจะเคยพบเห็นคนที่ติดไข่ชั้นบนนี้มาทั้งชีวิต ศึกษา อ่าน ท่อง จำได้หมด 84,000 บท จำได้ทุกทฤษฎี จำได้ทุก school มีอบรมที่ไหนก็ไป ไปจดมา ไปเข้าประชุมมาแต่ไม่สามารถทำให้มันต่อเนื่องกับภาคปฏิบัติได้

ไม่ได้หมายความว่า "ไข่ชั้นบน" ไม่มีค่า หรือมีค่าน้อยนะครับ ใครจะลงมาไข่ชั้นกลาง หรือไข่ชั้นล่างเลย ก็อาจจะทำได้ แต่ใช้เวลามากหน่อย เพื่อจะไปคลุกคลี ลองผิด ลองถูก สิ่งที่อาจจะมีคนเคยทำมาแล้วเป็นหมื่นๆแสนๆครั้ง กว่าจะได้ปัญญาเชิงปฏิบัติเป็นของตนเอง และเรื่องที่เราจะ "ปฏิบัติ" เพื่อให้พิสูจน์นั้น มันมีมากมายสุดคณะนับจนชั่วชีวิตนี้ เราคนๆเดียวก็จะไม่สามารถทดลอง ทดสอบด้วยตนเองได้ ดังนั้น จึงไม่ผิด ไม่แปลก อะไรที่เราจะ ขอยืม ปัญญาภาคทฤษฎี มาเพื่อทดลอง ทดสอบ หรือแม้กระทั้ง เอามาใช้ เลยดูสิว่ามัน work ไหมในบริบทของเรา

ไข่ชั้นล่างดูเหมือนเป็น optional ไหม?

ก็ไม่เชิงจะเรียกเป็น optional ทีเดียว แต่ว่าเราอาจจะตั้งคำถามใหม่ว่า "ถ้าเราจะต้องเลือกทำกิจกรรมอะไรหนึ่งอย่าง จากสิบๆร้อยๆพันๆอย่าง ระหว่างสิ่งที่จะมีผล มีความสำคัญต่อตัวตนของเรา กับสิ่งอื่นๆ อย่างไหนเราจะมีแนวโน้มที่จะทำด้วยความตั้งใจ ด้วยความสุข มากกว่ากัน?"

เมื่อไหร่ก็ตามปัญญาเชิงทฤษฎี ปัญญาเชิงปฏิบัติ ได้มีการบูรณาการเข้าหาคุณค่าภายในของตัวเราเอง งานทุกวันก็เปรียบเสมือนการพัฒนาตนเอง ทั้งทางจิต วิญญาณ และความรู้ความชำนาญไปพร้อมๆกัน

ถามว่า "บรรยากาศการทำงานทุกวันนี้ เอื้อให้เราอยู่ใน mode ปกติ หรือ mode ปกป้อง?"

ถามว่า "ใน mode ปกติ หรือ mode ปกป้องนั้น เอื้อให้เราได้ "เรียนรู้" ในระดับไข่ส่วนไหน?"

ถามว่า "ทุกวันนี้ ที่เราทำงาน เรารู้สึกคุณค่าตัวตนของเราเพิ่มมากขึ้น แข็งแกร่งขึ้น หรือไม่? หรือเฉยๆ หรือลดลง หรือไม่ทราบ?"