วิศวกรที่ขาด "หัวใจ" ..... ใครผลิตวิศวกรแบบนี้ออกมาเนี่ย
Lean manufactoring เป็นการผลิตแบบที่ save ครับ ต่อยอดมาจาก ระบบ Just in time ของญี่ปุ่น
Lean คือ รีดไขมัน โดยไขมันในที่นี้ การใช้ Input ให้ประหยัด การลดพลังงาน ต้นทุน การใช้คน มลภาวะ ฯลฯ
พวกวงการรถยนต์ ใช้กันมากๆ
ผมสนทนา ในเว็ป http://www.managerroom.com/forums/forum_posts.asp?TID=1324&PN=1 ลองตามไปอ่านดู
กลุ่มชอบ ลีน (Lean) เนี่ย
ทางวงการ LO & KM จัดว่าเป็น พวกแนวคิด อุตสาหกรรม หรือ Newtonian
กลุ่มนี้ เน้น results มากกว่า ความเป็นคน
ทำลาย ความสวยงามของคน ทำลายธรรมชาติมากมาย
รถยนต์ ที่วิ่งๆ กัน เนี่ย กำไร ต่อ คันสูงมาก แต่ปล่อย กาซเรือนกระจกเพียบ ราคาในไทยต่างกับในญี่ปุ่นมาก
คนที่ทำงานในระบบลีน อยู่กับเครื่องจักร จะสูญเสีย ทักษะการเรียนรู้ไปอย่างรุนแรง
นึกถึงความสนุกในการทำนา แบบ ลงแขก ทำงาน สนุกไป ทำงานไป จะได้ การสื่อสาร ความเข้าใจในมนุษย์มาก
กลุ่ม newtonian ยิ่งผลิตมาก ผลกระทบ ต่อ ภาวะเรือนร้อนก็มาก ความเครียดในองค์กรก็มาก
กลุ่มนี้ มี บันทัดสุดท้ายแบบเชิงเดี่ยว (Single bottom line) คือ ความสำเร็จทางธุรกิจ
ลดคน เอาเครื่องจักรมาแทน ถล่ม ถลุง ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ รวดเร็วมากๆ
ตอนนี้ แต่ละชาติ กำลัง มองไปที่ How to slow down technology ในการผลิต
หยุด บริโภคนิยม ลง ก่อนที่ ธรรมชาติจะมาทวงคืน
เมืองไทย ได้แค่ ฐานการประกอบ ใช้ แรงงานไทย ทรัพยากรไทย ปล่อยของเสียให้ไทย ฯลฯ
ถ้าไทยไม่ยอม ต้านมากขึ้น ก็จะย้ายฐานไป จีน ไปถล่มทรัพยากรที่จีนต่อไป
************
ข้างบน เป็นแนวคิด แบบ Ecology หรือ องค์รวม จะตรงข้ามกับ Newtonian หรือ อุตสาหกรรม
Lean ถ้าจะดี ต้อง Lean ในการลดพลังงาน Lean หักกำไร ไปช่วยสังคม
ญี่ปุ่น นี้ ดูให้ดีๆ มีอะไร แสบๆ ซ่อนอยู่เยอะ ..... คบยาก
พอๆ กับ พวก มะกัน ร้ายพอๆกัน
...... แต่ เอา ระบบลีน ไปใช้ ในการทำเกษตร ระบบลีน น่ะดีอยู่แล้ว ลดพลังงาน ลดความสูญเปล่า ฯลฯ.... เก็บธรรมชาติ ไปให้คนทั้งโลก ได้มา พัก "ใจ" มัน ยั่งยืนกว่า (Sustainable)
แต่ พอทางอุตสาหกรรมหนัก ถ้าดีมาก กับ คือ แย่มาก
ทรัพยากรโดนใช้เร็วครับ แม้จะบอกว่า ประหยัด แต่ ในคำว่าประหยัด ก็ยังมีบริโภค
bottom lines ไม่ใช่ รวดเร็ว กำไร เสมอไป เพราะ ยังมี ภาวะโลกร้อน
รถยนต์น้อยลง CO2 ก็ลดลง ใช้ รถมวลชนให้มากๆ ....
เขียนมาเป็น อีกมุมหนึ่ง เป็นมุมที่ ผมเอง ก็ไปพบ แบบ "คาดไม่ถึง" จริงๆ ....เข็มขัดสั้นไปเลย
ก็ไม่แปลก ที่พวกเรา ในห้อง บริหารฯ จะงง .... เป็นผม ๆ ก็งง และ คัดค้าน เพราะ มัน เหลือเชื่อจริงๆ ที่ จะพลิกแนวกัน แรงขนาดนี้
คนในห้อง LO & KM จะพอจะเข้าใจ เพราะ ผ่าน การเรียนรู้ แนวคิด แบบ Bohm / Snowden / Osho / มาแล้ว
ไม่ใช่ เอาแต่ได้
S = safety ไม่ค่อยจะมีการส่งเสริมเท่าไร ส่งคนไปเรียน จป (เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย) ก็แบบ ไม่เต็มใจ มี จป เอาไว้ ตามกฏหมายงั้นๆเอง
E จัดฉากสะเยอะ
ลิงชิมเปนซี แก่ๆ บริหารเมือง แบบพอเพียง และ Low technology
พระเอก แอบไปพบว่า จริงๆแล้ว ลิง ฯ พวกนี้ ก็รู้จัก High Tech แต่ พวกลิง เอาไปซ่อนไม่ให้ ใครในโลกนี้ได้ใช้อีก เพราะ เขาเห็น ความน่ากลัว การฆ่าฟัน การล้างเผ่าพันธุ์ และ พบว่า "คน" คือ สัตว์ที่น่ากลัวที่สุด (Most dangerous spicies) ลิงจึงจับขัง เพราะ ถ้าปล่อยออกมา คนจะทำลายโลกอีกครั้ง .... ว้าว
แต่ อัตราการทำลายโลก รุนแรงที่สุด ตั้งแต่ มีมนุษย์
Peter Senge ยังกล่าวอีกว่า เผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ใช้ชีวิตบนโลกนี้ นานนับ พันล้านปี แต่เผ่าพันธุ์ มนุษย์ ไม่น่าเกิน 5 ล้านปี .....
บริโภคนิยม ทำให้เรา เสพ ..... การอยู่ในโลกคอมพิวเตอร์ ทำให้ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนลดลง ความรุนแรงจะมากขึ้น
ความสะดวกสบายของเทคโน ฯ นำมาซึ่ง โรคร้ายมากมาย เช่น โรคอ้วน ติดยา ศีลธรรมที่เสื่อมลง ความผูกพันลดลง ฯลฯ และ ป่าถูกทำลาย สมุนไพร ก็จะหายไป หมดไป
คนทำงานโรงงานนานๆ บางทีมันก็พูดยากนะ ที่จะเจอศาสตร์ใหม่ๆ ซึ่งแนวการบริหารสมัยนี้ เปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือ และ หลายๆ องค์กรยังไม่ขยับตัวเลย หรือ ยังไม่รู้เลยว่า เปลี่ยนไปแล้ว !!!
เมื่อก่อน ผมนึกว่า LO & KM จะเป็น วิชาหลอกแด..ก ของฝรั่งอีกตัวหนึ่ง แต่ พอไป ทำมากๆๆ เข้า สะดุ้งเลยครับ โอ้ พระเจ้าจอร์จ มันคนละเรื่องเลย .... ปรัชญา การบริหาร พลิกโฉม มากมายปานนั้น !!!!
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ครับ
อ่านแล้วมันครับ อาจารย์เขียนอีกนะครับ ตามมาอ่านครับ
อาจารย์ค่ะ แล้วจะทำอย่างไรให้คนตระหนักในเรื่องโลกร้อน มาช่วยกัน ลด ละ เลิก การเพิ่มความร้อน ปีนี้บ้านเราขึ้นไปถึง 43 แล้วค่ะ ร้อนมากๆๆๆๆๆๆ ปีหน้าก็ไม่น่าจะน้อยกว่า 44 แล้วเรายังคงไม่ทำอะไรหรอค่ะ รออย่างเดียวหรอค่ะ
เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอีกค่ะ พูดกันจัง เน้นไปแต่เกษตรกร ซึ่งเขาก็อยู่อย่างพอเพียง อย่างที่อาจารย์พูด ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับโลกมากมายเหมือนคนเมือง... แล้วคนร่ำรวยละค่ะ เจ้าของโรงงานต่างๆ ยังคงกอบโกย เป็นเนื้อเป็นหนังอยู่นี่ค่ะ แล้วจะพอเพียงกันอย่างไรค่ะ
ได้อ่านแล้วเห็นภาพเลยครับ ผมเคยเป็น Industail man คนหนึ่ง ที่ยึดถือ Bottom Line เป็นสำคัญ แต่ระหว่างการไปถึงจุดหมาย ก็ไม่ได้ใส่ใจถึงวิธีการหรือผลกระทบมากนัก ... เพิ่งเข้ามาเขียน blog พอเห็นชื่ออาจารย์แล้ว คลิ้กอ่านเลยครับ เพราะเคยอ่านหนังสืออาจารย์มาก่อน เป็น การบริหารผสมพุทธศาสนา ...ผมต้องลองอ่านเกี่ยวกับ KM & LO มากขึ้นแล้ว
อยากเรียนรู้ แต่ละ นาที วัน สัปดาห์ ... ยังตกผลึกไม่ออกเลยครับ รู้สึกว่าเราดีแต่คอยรอเสพ หรือบริโภค
ด้วยความเคารพ
ตามมาอ่านและเห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะ
อาจารย์ค่ะ ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับทราบความคิดเห็นอาจารย์ โดยส่วนตัวแล้วดิฉันก็ค่อนข้างจะสนใจแนวคิดนี้ ก็ตรงที่ มุ่งความสนใจไปที่ "ความต้องการ ความพึงพอใจ ของลูกค้า เป็นหลัก" โดยปรับองค์กรเราให้มีการใช้ทรัพยากร น้อยลง และให้เกิดประโยชน์สูงสุด.. จากความคิดเห็นอาจารย์ที่ว่า ทำให้พนักงานมีความเป็นคนน้อยลง ดิฉันว่า อาจจะเป็นจุดด้อย จุดหนึ่งของแนวคิดแบบลีน ในบางบริษัท ซึ่งถ้าเราทำความเข้าใจแนวคิดแบบลีนจริงๆ แล้วมาผนวกเข้ากับวัฒนธรรมของท้องถิ่นหรือของประเทศนั้นๆ ทุกอย่างก็จะดูสวยงามกว่านี้
และดิฉัน ก็ไม่อาจสรุปได้เช่นกัน ว่าแนวคิดแบบลีน ทำลายความเป็นคน ของพนักงานจริงแท้แค่ไหน แต่ดิฉันเชื่อว่า "อยู่ที่คน นำลีน ไปใช้มากกว่าค่ะ" ทุกอย่างหากตึงเกินก็มักจะทำร้ายกัน หากหย่อนเกินก็อาจจะขาดประสิทธิภาพ
ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง รบกวนรับฟังความคิดเห็นของดิฉัน และช่วยเสอนแนะด้วยนะคะ
จาก คนศึกษาลีน
โลกไม่ได้ร้อนขึ้นเพราะว่าโลกกำลังจะ หายนะ แต่โลกกำลังประตัวเอง ตามวิธีของธรรมชาติ ต่างหายครับ ธรรมชาติ สามารถที่จะสร้าง ความสมดุล ได้ด้วยตัวเองแต่ที่กำลังเดือดร้อนกันอยู่นี่ก็เพราะว่าเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอครับ พวกท่านๆ ที่บอกว่า ร้อนๆ ลดโลกร้อน แต่ที่ทำงานที่บ้าน เปิดแอร์ ลดโลกร้อน แต่ก็ยังขับรถไปทำงาน ลดโลกร้อน แต่ก็ยังใส่เสื้อผ้าและใช้สอย สิ่งที่ผลิตจากโรงงาน แล้วจะมาพูดอะไรกันมากมายครับ ในเมื่อความเป็นจริง มนุษย์ก็คือมนุษย์ ไม่ว่าจะสร้างคำหรือความคิดที่สวยหรูมาเป็นภาพฉาบผิวนอกของตัวเอง แต่คุณๆก็ยังยืนอยู่บนพื้นฐานของมนุษย์ก็เท่านั้น การประชุมเพื่อลดปัญหาโลกร้อน พวกคุณๆท่านๆ ก็ประชุมในห้องแอร์ใหญ่ๆ ใช้กระดาษที่ทำจากโรงงานกันเยอะๆ ทำสำเนาเอกสารมาแจกกัน เยอะๆผ่านเครื่องถ่ายเอกสาร ที่ทำมาจากโรงงานที่ปล่อยก๊าสเรือนกระจกนั้นล่ะ ถ้าอยากลดโลกร้อนกันจริงๆ ล่ะก็ต้องในมนุษย์ทุกคน ทำตัวเอง อยู่บนพื้นฐานของธรรมชาติ ปรับเข้าหาธรรมชาติ คงใช้เวลาซัก 200-300 ปีพวกคุณๆท่านๆ อาจารย์ จะยังอยู่แบบไม่ยอมตายถึงต้อนนั้นกันรึเปล่าล่ะครับ อยากจะอยู่กับ ธรรมชาติ ก็ปรับตัวเอง เข้าหา ธรรมชาตินะครับ ไม่อย่างนั้น ธรรมชาติก็จะเป็นฝ่ายปรับเข้าหาเราอย่างทุกวันนี้นั้นล่ะครับ....ตราบเท่าที่โลกร้อนขึ้น สิ่งมีชีวิตเล็กๆที่เป็นเหมือนฝุ่นของจักรวาล มันก็ต้องปรับตัว อะไรที่ปรับตัวไม่ได้ ก็ต้องตายไป เป็นวัฏจักร สิ่งมีชีวิต ถ้าใจเสียกันมากนั้นกับการที่ธรรมชาติ ปรับตัว ก็รีบชิงตายซะครับ จะได้ไม่ต้องมานั้น ซีเครียด...อย่าลืมนะครับ ว่าไอ้พวกที่มันพูดว่า ปล่อยกีสคาร์บอนฯออกมาทำให้โลกร้อนเนี้ยสำคัญที่สุดคือ "คนหายใจเอา Oxygen และ ปลอด carbon" ออกมาก็มีส่วนช่วยเพิ่ม ความร้อนเหมือนกัน จุดไฟทำกับข้าวก็เพิ่ม ทุกช่วงเวลาที่มนุษย์ดำรงค์อยู่ มนุษย์ก็ยังคง ทำลายสิ่งรอบข้างเสมอ (เบื่อพวกรู้มาก)
มีแต่คนเก่งๆ ทั้งนั้นเลย การใช้ภาษาหรือถ้อยคำ แต่ละท่านทำให้มีจิตนาการที่ต่างออกไป ความคิดเห็นต่างกันแต่ไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันนะคะ ก็เพราะความเห็นต่างกันจึงทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์อย่างเช่นทุกวันนี้ ^_^
ตอนนี้เซ็งมากเลย ที่โรงงานกำลังเริ่มทำลีนเป็นบริษัทที่ผลิตเสื้อผ้า หาข้อมูลสื่อสารเพื่อให้พนักงานเข้าใจไม่ได้ และไม่รู้จะสื่อสารยังไงดี รบกวนผู้รู้ช่วยหน่อยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพหรือข้อมูลของ lean ขอบคุณมากนะคะ