มหัศจรรย์สังสรรค์สนทนา (5): จิตตื่นรู้ จึงเรียนรู้

Phoenix
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

จิตตื่นรู้ จึงเรียนรู้

อาจารย์น้องบอกให้พวกเรารวมกลุ่ม จากคู่ เป็นสี่คน แลกเปลี่ยนเรื่องราวที่เราประทับใจกันอีกรอบหนึ่ง ผมก็ได้ฟังเรื่องราวเพิ่มเติมของพี่จันทร์ฉาย พี่อ้อม (อืม.... ซี้เก่าเรานี่นา เป็น การบังเอิญที่ไม่บังเอิญอีกแล้ว) แล้วเราก็เล่าเรื่องที่เราประทับใจของคู่เรา คือของผมกับของพี่น้อยหน่าให้คู่ใหม่ฟัง

ทันใดนั้นเราก็รู้สึกแปลกประหลาด (หรือ "ผม" รู้สึกแปลกประหลาด) คือ ไปๆมาๆ ชักไม่แน่ใจว่าเรื่องเล่าเยาว์วัยที่กำลังพูดถึงนั้น มันเป็นเรื่องอดีตหรืออย่างไรกันแน่ เด็กๆกระเปี๊ยกๆสี่คน สองคนซนสุดขีด (ทายซิใคร?) สองคนจากโรงเรียนศาลาวัด จากห้องสมุด เหมือนกับเด็กๆทั้งสี่คนกำลังนั่งอยู่ตรงนั้น เล่าเรื่องของตนเอง อีกทีก็เหมือนผู้ใหญ่สี่คนกำลังกระโดดโลดเต้นไปตามคันนา ไปแอบสูบบุหรี่ ตีกบ ขายมะม่วง นอนอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาอีกครั้งหนึ่ง

ประวัติของพี่อ้อม (aka เจ๊อ้อม ที่เราเรียกกัน มันได้อารมณ์กว่านะเจ๊นะ) กับประวัติของพี่จันทร์ฉาย เป็น version ที่สนุกสนานมาก เหมือนกันใน theme (ความซกซน) แต่ต่างกันในด้านความลึก (พึ่งทราบคราวนี้ว่าความซนนั้นมีความ "ลึก" ด้วย) ซนอย่างลึกซึ้ง ซนอย่างโลดโผน ซนอย่างบริสุทธิ์ (ของเด็ก) เด็กซนๆสองคนนั้นกำลังนั่งดูดไอติมเล่าเรื่องต่างๆให้เพื่อนๆในกลุ่มฟังอย่างสนุกสนานอย่างไรในอดีต วงสนทนาที่มีพี่ฉาย พี่อ้อม ก็ยังมีเสียงหัวเราะ เบิกบาน อย่างนั้นในปัจจุบัน

ดูเหมือนว่าการเล่าเรื่องราววัยเด็กๆของเรา ทำให้เรามองเห็น ความต่อเนื่องเชื่อมโยง ของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตกาลนานมาแล้ว ว่ามันมีผลบ่มฟักและสุกงอมอย่างไร ในตอนนี้ ขณะนี้ เวลานี้ ณ ที่นี้ ความต่อเนื่องเชื่อมโยงนี้ ที่เคยเป็นนามธรรม กลายเป็นรูปธรรม จับต้องได้ สัมผัสได้ กอดได้ พูดคุยเป็นตัวตนได้ตรงหน้าเรานี่เอง เด็กผมจุก ผมเปีย เป็นมาอย่างไรก็กลายเป็น พี่อ้อม พี่น้อยหน่า พี่ฉาย กลายมาเป็นพี่ๆคนอื่นๆ พี่ป๊อก พี่ติ๊ก พี่แอะ พี่สวย พี่หวา พี่หวี พี่นิต พี่แดง พี่แมค พี่โอ่ง พี่สุ พี่ๆทุกคน (ขออภัย ไม่ได้ตั้งใจจะเช็คอินตรงนี้นะครับ)

เรื่องราวต่างๆนั้นมีความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคนเล่าเอง เราได้เห็นความประทับใจของเราอีกครั้งหนึ่ง ได้เห็นความสุขเมื่อก่อนอย่างไร ก็ได้เห็น ได้รู้สึกความรู้สึกเดี๋ยวนี้คล้ายๆกัน ได้เห็นความทุกข์ ความไม่สบายใจอย่างไร ก็ได้เห็นว่าเราผ่านทุกข์นั้นมาด้วยวิธีใด เห็นบุคลิกของเราที่ได้ฝ่าฝันผ่านพ้นอุปสรรคนั้นมาด้วยดี มองเห็น ร่องรอย ของอดีต ที่ปรากฏบน องคาพยพภายใน ของเรา ที่คอยทำงาน สั่งงาน แปลผลงาน คิดงาน อยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เด็กจนโต

แวบหนึ่ง รู้สึกอยากจะร้องไห้!! แว่บหนึ่ง

รู้สึก อยาก จะไปฟังเรื่องราวของคนอื่นๆอีก นี่ถ้าเรารู้สึกถึงพลัง ตื่นเต้น ปิติ ที่ได้รู้จักคนที่เราคิดว่ารู้จัก มากขึ้นอีกระดับหนึ่ง มีความหมายมากขนาดนี้ จะเป็นอย่างไรถ้าเราได้รู้จักประวัติของคนอื่นๆอีก 20 คน อีก 30 คน อีก 40 คน? จะเป็นอย่างไรถ้าเราได้รู้ประวัติ รู้ความประทับใจของเพื่อนร่วมงานที่ทำงานของเราทุกคน? จะมีผลอย่างไรต่อการทำงาน ต่อความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรา บรรยากาศที่ทำงานจะเป็นเช่นไร? 

หนอ?

จะเป็นอย่างไร? ถ้าเราได้รู้จัก ทราบประวัติ ทราบความประทับใจของคนในครอยครัวเราเองแบบนี้บ้าง? ของสามีเรา ของภรรยาเรา ของพี่เรา ของพ่อ ของแม่เรา? อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราได้ ฟังเรื่องแบบนี้ จากปากคนที่เรารัก ห่วงใย ใน เรื่องแบบนี้? 

หนอ?

แต่ก็ไม่ได้มีการร้องห่มร้องไห้ตอนนี้หรอกนะครับ (หรือมีวงอื่น ผมไม่เห็น) เป็นแค่ "แว่บนึง" เท่านั้นเอง

การร้องไห้นั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์อีกประการของมนุษย์ เป็นเรื่อง ธรรมดา ที่สุด ไม่ยากเย็น แถมบางคนยังฝึกให้บังคับได้ก็มี แต่การร้องไห้ตามธรรมชาตินั้น มักจะมี ประเด็น อยู่ ในการทำ palliative care หรือ การทำ counseling นั้น ถ้าเกิดการร้องไห้ขึ้น (assume ว่าของคนที่ถูกทำนะครับ ไม่ใช่คนทำเองเป็นเอง) มักจะเป็นการแสดงว่าเราได้ "สัมผัสประเด็น" ที่มีนับสำคัญแล้ว สมควรที่จะต้อง explore ต่อ ขณะนี้ หรือขณะไหนก็ตาม

ความรู้สึกอยากจะร้องไห้นั้นแปลกประหลาดดี มันเป็นอะไรที่เป็นก้อนๆ ขมุกขมัว แต่มีน้ำหนัก นิ่ง มีแรงกดดันรอบข้าง ใครก็ตามที่บัญญัติศัพท์ "ตื้นตัน" นั้นสุดยอดมาก เพราะมันเป็นก้อนอะไรที่อยู่ตื้นๆ ตรงคอหอย แล้วไม่ไปไหน มาอุดตันอยู่ตรงนั้น เป็น emotional overwhelming ที่สมองแปลต่อไปไม่ออก เกิด short circuit ของการรับรู้และการแปลผล สูญเสียการควบคุมทั้งกล้ามเนื้อลาย กล้ามเนื้อเรียบของหลายๆอวัยวะพร้อมๆกัน

ผมคิดว่ากระบวนการฟังตอนนี้เป็น highlight ช่วงหนึ่งของการอบรมเลยทีเดียว กระบวนกรอาจจะ ปั่น การเล่าเรื่องนี้ต่อไปอีกหลายๆรอบก็ได้ โดย concept ของ world cafe' โดยการให้แต่ละกลุ่มมี host (ที่นี่เราเรียกว่า "ดอกไม้ประจำกลุ่ม") เฝ้าที่เดิม สมาชิกที่เหลือของกลุ่มโบยบินเป็นผีเสื้อ (หรืออะไรก็ได้ที่น่ารักๆ ยังไม่เคยเห็นที่ไหนสมมติว่าเป็นกระสือ กระหัง บินไปที่อื่นเลย ใครจะลอง ก็เอามาเล่าให้ฟังหน่อยก็ได้) ไปตอมดอกไม้กลุ่มอื่น สลับเสร็จ ก็เล่า ก็ฟังกัน เข้าวิถีแห่ง เล่า ฟัง ไตร่ตรอง ห้อยแขวน สลับกลุ่ม เล่า ฟัง ไตร่ตรอง ห้อยแขวน สลับกลุ่ม ไปเรื่อยๆ

เราก็จะได้รับฟังเรื่องราวที่หลากหลาย ได้ทราบว่าเพื่อนๆของเรา เขาประทับใจอะไร เขาผ่านอะไรมาบ้าง อะไรคือพลังของเขา ทำไมบางคนดูเหมือนจะมีพลังไม่จำกัด ทำไมบางคนดูเหมือนจะอ่อนโยนมากมาย

ความเข้าใจในที่มา เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของการที่เราจะมีความไว้เนื้อเชื่อใจ มีศรัทธา มีกำลังใจ มีความสัมพันธ์ที่งอกเงยต่อๆไป

บทนี้ค่อนข้างจะ abstract หน่อยนะครับ

ติดตามตอนต่อไป

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คันฉ่องนกไฟ



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

รอมาหนึ่งวันหนึ่งคืน แล้วก็ได้อ่าน

ขอบคุณค่ะ ^__^

 

อาจารย์หมอสกลคะ

ดิฉันตามมาจาก link tag http://gotoknow.org/blog/phoenix-mirror/tag/world%20cafe ที่อาจารย์จันแสดงความคิดเห็นไว้ในบนทึก http://gotoknow.org/blog/phoenix-mirror/187114 คะ

คำถามที่อาจารย์ถามไว้ในบันทึกนี้ เป็นคำถามที่น่าค้นหาคำตอบมากๆ คะ ส่วนหนึ่งการที่ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกันด้วยการเปิดใจเล่าถึงวีรกรรมนั้น ทำให้สมาชิกในกลุ่มเข้าใจที่มาที่ไปของสมาชิกแต่ละคน และเหมือนเป็นการเปิดใจ ลดกำแพงระหว่างกัน ทำให้การที่จะทำกิจกรรม world cafe สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ง่ายยิ่งขึ้นคะ

และต้องขอบอกว่าถูกใจประเด็นคำถามของอาจารย์มากคะ