พัฒนาการของการทำสวนยางในภาคใต้ประวัติความเป็นมาของการพัฒนายางพาราไทย อาจแบ่งได้ตามการปรับตัวของระบบการทำสวน การตลาด และ การอุตสาหกรรม จากการวิเคราะห์วิวัฒนาการการปรับตัวของเกษตรกร ผู้มีอาชีพการทำสวนยางในภาคใต้ตามยุคต่างๆ สามารถจัดแบ่งออกได้เป็น 5 ช่วงเวลา ดังนี้คือ ยุคระบบการผลิตแบบดั้งเดิม หรือ ป่ายาง ตั้งแต่เริ่มปลูกยางพาราในประเทศไทย จนถึง พ.ศ.2502 เป็นการพัฒนารูปแบบแรก เมื่อนำยางพาราเข้ามาปลูกในประเทศไทย ปลูกโดยใช้เมล็ด ส่วนมากแล้วจะเป็นพันธุ์ Tjir1 ซึ่งมีต้นกำเนิดจากประเทศอินโดนีเซีย การปลูกยางในยุคนี้เป็นการปลูกยางแทนป่าไม้โดยเฉพาะป่าบก โดยการโค่นล้มพืชพันธุ์เก่า รวมทั้งไม้ยืนต้นที่บังร่มเงา แล้วทำการปลูกยางโดยเมล็ดหรือต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด ปลูกไปตามจุดต่างๆ ภายในพื้นที่แบบไม่เป็นแถวเป็นแนว ปล่อยให้ยางเจริญเติบโตแข่งกับพืชชนิดอื่นๆที่ใช้บริโภคภายในครัวเรือน เช่น มันเทศ ข้าว เป็นต้น เมื่อต้นยางพาราโตขึ้นขณะเดียวกันพืชยืนต้นชนิดอื่นก็โตตามด้วย เมื่อต้นยางพาราสามารถกรีดได้ ก็ทำการกรีดเอาน้ำยางสดมาทำแผ่น สำหรับใช้แลกเปลี่ยนสินค้าอื่นตามกลไกตลาดในสมัยนั้น ส่วนไม้ยืนต้นอื่นที่เห็นว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้ ก็ตัดทำเป็นที่อยู่อาศัย ไม้ยืนต้นที่ให้ผล เช่น สะตอ เนียง ก็เก็บมาบริโภค ชาวบ้านเรียกระบบการปลูกพืชแบบนี้ว่า ” ป่ายาง “ ซึ่งเป็นการปลูกยางในระยะเริ่มแรกพร้อมๆ กับแสดงความเป็นเจ้าของหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ซึ่งเดิมเป็นป่าธรรมชาติยุคปฏิวัติเขียว ในช่วงปีพ.ศ.2503-2512 เมื่อยางจัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมแก่เกษตรกร กอปรกับมีการพัฒนาวิทยาการเกษตรแผนใหม่ภายใต้การสนับสนุนของรัฐผ่านทางสถาบันวิจัยยาง และสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง เกิดการทำสวนยางพันธุ์ดีขึ้นโดยการปลูกยางจากเมล็ดยางที่ผ่านการคัดเลือกแล้วว่าให้ผลผลิตดี และมีการปลูกสวนเป็นแถวเป็นแนวอย่างเป็นระเบียบ สามารถปลูกยางได้แน่นขึ้น ได้ประชากรยางต่อพื้นที่มากขึ้น เริ่มใช้วิธีการปราบวัชพืช ไม้ยืนต้นที่โตแข่งขันการเจริญเติบโตกับยางก็ถูกโค่นทิ้ง เหลือเฉพาะพืชยางอย่างเดียว เริ่มใช้ยางพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น เช่น RRIM623, PB5/51 และ RRIM600 เป็นต้น มีการใส่ปุ๋ยบ้างเป็นครั้งคราว การทำสวนยางรูปแบบนี้เรียกว่า ” สวนยางพันธุ์ดี “ เกษตรกรขยายเนื้อที่ปลูกเพิ่มมากขึ้น ผลผลิตยางแผ่นที่ได้ต่างคนต่างขายผ่านทางพ่อค้าคนกลาง ยุคระบบการผลิตยางสมัยใหม่ ปี พ.ศ.2513-2522 ยางที่ปลูกในช่วงนี้ คือ ยางพันธุ์ RRIM600 ซึ่งให้ผลผลิตสูงขึ้น มีการขยายเนื้อที่ปลูกยางอย่างต่อเนื่อง เริ่มมีการขายน้ำยางสดบ้าง ในขณะที่มีการทำเป็นยางแผ่นดิบกว่า 80% เริ่มมีการใช้เครื่องมือทุ่นแรงในการทำสวน เริ่มมีการคิดทำอาชีพเสริมในสวนยางพารา และเกษตรกรเริ่มมีการรวมกลุ่มกันขายยางเพื่อสร้างอำนาจต่อรองด้านการตลาด ลดทอนการถูกกดราคาจากกลไกตลาดเดิม ยุคระบบการผลิตยางพาราทางเลือก ในช่วงปีพ.ศ.2523-2532นี้ มีวิชาการด้านการปรับปรุงพันธุ์ยางเพื่อให้ผลผลิตสูง และมีการขยายพันธุ์โดยการติดตาเพื่อป้องกันการกลายพันธุ์เกิดขึ้น มีการดำเนินการส่งเสริมการปลูกโดยกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางโดยการปลูกทดแทนยางเก่าด้วยยางพันธุ์ดี จึงเกิดการโค่นล้มป่ายางและระบบสวนยางพันธุ์ดีแบบเดิมมาปลูกยางพันธุ์ดีโดยการติดตา มีการใช้วิชาการแผนใหม่ดูแลรักษาอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดวัชพืชโดยสารเคมีหรือแรงงานคน มีการใส่ปุ๋ยเป็นระบบ พื้นที่ปลูกยางไม่มีไม้ยืนต้นปะปนเลย รูปแบบนี้เกษตรกรเรียกว่า “สวนยางสงเคราะห์” ภายใต้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง เกษตรกรได้รับข้อมูลข่าวสารมากขึ้นจนมีความเข้าใจในกลไกของราคายาง เกิดการการร่วมกลุ่มเพิ่มขึ้นเพื่อขายยาง ซึ่งมีทั้งขายยางแผ่นดิบและน้ำยางสด ยุคระบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ยุคนี้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 ถึงปัจจุบัน จากการพัฒนาที่ผ่านมา สวนยางพาราส่วนมากจะเป็นสวนยางสงเคราะห์ อย่างไรก็ตามยังมีระบบป่ายาง และสวนยางพันธุ์ดีเหลืออยู่บ้าง แต่มีสัดส่วนลดน้อยลงตามลำดับ แม้ปัจจุบันจะมีการผ่อนปรน กฎ ระเบียบ กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ให้มีการนำพืชยืนต้นหลายชนิดปลูกร่วมกับยางได้ ( สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง, 2536 ) แต่ในทางปฏิบัติยังไม่แพร่หลายเพราะเกษตรกรไม่มีความชัดเจนในผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกษตรกรต้องคำนึงถึงรายได้เป็นอันดับแรก ก่อนคิดถึงเรื่องระบบนิเวศน์หรือสภาพแวดล้อมในระบบสวนยาง จากการพัฒนารูปแบบเป็นสวนยางที่มีพืชอื่นปลูกแซมนั้น ก่อให้เกิดความหลากหลายของการปลูกพืชร่วมยางในภาคใต้ ความหลากหลายดังกล่าวที่เกิดขึ้นแปรเปลี่ยนไปตามลักษณะการจัดการของเกษตรกร สภาพภูมิประเทศ ตลอดจนการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างๆกัน จึงทำให้รูปแบบและระบบการปลูกยางพาราในภาคใต้มีความหลากหลายมากขึ้น เกษตรกรชาวใต้ยังให้ความเชื่อถือกับพันธุ์ยาง RRIM600 แม้จะมีการการแนะนำยางพันธุ์ใหม่ที่ให้น้ำยางมาก ยุคนี้รัฐบาลมุ่งเน้นให้เกิดอุตสาหกรรมยางพาราในประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ มีการรวมกลุ่มเกษตรกรมากขึ้น ในการขายน้ำยางสด การผลิตยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควัน มีการแทรกแซงราคายางเป็นช่วง ๆ เนื่องจากราคาผันผวนมาก จนมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของภาคใต้ ระบบการทำสวนยางในภาคใต้ ได้พัฒนาจากการปลูกตามภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่เรียกว่า ป่ายาง กลายเป็นสวนยางสงเคราะห์ที่เป็นสวนยางเชิงเดี่ยวซึ่งสร้างรายได้ แต่ทำลายระบบนิเวศน์ และนำไปสู่การถดถอยของผลผลิต ตามประสบการณ์และของเท็จจริงที่ปรากฏ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบสวนเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งมีการปลูกพืชอื่นแซม ที่ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติของสวนยางสู่สภาพสมดุลเดิม และส่งเสริมให้เกษตรกรทำอุตสาหกรรมต่อเนื่อง มีการผลิตสินค้าที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในชุมชน เช่น การผลิตเป็นยางแผ่นแห้ง ยางแผ่นรมควัน แนวการพัฒนาระบบสวนเชิงอุตสาหกรรม อาจต้องมองข้ามไปถึงการสร้างชาวบ้านเป็นนักอุตสาหกรรมมือใหม่ ในการทำผลิตภัณฑ์ยางพารา เช่น รองเท้า ชิ้นส่วนรถยนต์ และซีลยาง เป็นต้น เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในชุมชน ดังนั้นอาจต้องผสมผสานการทำสวนยางกับกับการทำอุตสาหกรรมที่ลงตัว เรียบเรียงจาก : บัญชา สมบูรณ์สุข และปริญญา เฉิดโฉม, “ยางพารากับการพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และระบบเศรษฐกิจของเกษตรกรชาวสวนยางพาราภาคใต้”,2546
การพัฒนาการสวนยางในภาคใต้
ป่ายาง
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
__แดง__ ประสิทธิ์ กาญจนา · 22 เม.ย. 2550
__แดง__ ประสิทธิ์ กาญจนา · 22 เม.ย. 2550
__แดง__ ประสิทธิ์ กาญจนา · 22 เม.ย. 2550
BOONRIANG CHUCHAISANGRAT · 22 เม.ย. 2550
__แดง__ ประสิทธิ์ กาญจนา · 22 เม.ย. 2550
ดีมีความรู้