เครื่องมือการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ การเทียบระดับความรู้ ฯลฯ คงเป็นเครื่องมือหลัก แต่เครื่องมือเท่านี้คงจะยังไม่พอ ต้องค้นหา สร้างเครื่องมือขึ้นเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือสำหรับสร้างสร้างองค์ความรู้ซึ่งเป็นต้นทางของความรู้ ไม่ว่าจะเป็น โครงงาน โครงการ วิจัยชาวบ้าน เวทีชาวบ้าน บันทึกความรู้ การสัมภาษณ์ แฟ้มสะสม การสกัดความรู้ ถอดบทเรียน ฯลฯ เพื่อนำไปสู่การยอมรับความรู้ประสบการณ์ของชาวบ้าน

บ่อยครั้งที่ผมไปอบรม ประชุมสัมมนา ความสนใจของผมมักจะอยู่ที่การนำเสนอของวิทยากรเป็นหลัก ขาดการเอาใจใส่เอกสารประกอบการอบรม ประชุมสัมมนา ที่เขาแจกตอนลงทะเบียน ถือว่าเอกสารอ่านเมื่อไรก็ได้ สุดท้ายก็ลืม มีเอกสารใหม่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ ของเก่าก็ไม่ได้อ่าน เป็นอย่างนี้อยู่นานแล้ว เห็นทีจะแก้ยาก

อย่างเอกสารที่หยิบขึ้นมาอ่านวันนี้ ก็เป็นเอกสารประกอบการประชุมสัมมนาวันเปิดตัวยุทธศาสตร์อยู่ดีมีขระดับจังหวัดและโครงการพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ชื่อเอกสารว่า แนวทางการขับเคลื่อนยุทธสาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด ซึ่งสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เขาแจกเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2550 ที่โรงแรมทวินโลตัส จังหวัดนครศรีธรรมราช

หยิบขึ้นมาอ่านก็ทำให้เห็นกระบวนการเรียนรู้ในยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขตั้งมากมายยุบยับไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ในเรื่องของกระบวนการแผนชุมชนพึ่งตนเอง ประเด็นเรียนรู้เนื้อหาใหญ่ๆในยุทธศาสตร์นี้ 5 เรื่อง คือ เศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาและสร้างโอกาสให้ชุมชน การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน การสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ และการบริการขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน นี่คือ 5 เรื่องใหญ่นะ ย่อยในแต่ละประเด็นใหญ่ได้ตั้งหลายเรื่องย่อย

ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าชาวบ้านเขาสนใจมาทำตนเองทำสังคมตนเองให้เป็นสังคมอยู่ดีมีสุข ซึ่งจะทำได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่ เขาควรจะได้อะไรที่เป็นผลพลอยได้บ้างตามสัดส่วนการกระทำของเขา นอกเหนือจากการที่ตนเองและสังคมที่ตนเองอยู่อาศัยนั้นจะเป็นสังคมอยู่ดีมีสุขได้แล้วหรือไม่ มีอะไรอีกหรือไม่ที่เขาควรจะได้

จะตอบคำถามนี้ ผมนึกถึงคำกล่าวของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านวิชม ทองสงค์ ที่ท่านเคยกล่าวเอาไว้เมื่อเริ่มทำชุมชนอินทรีย์ (ชุมชนเรียนรู้)ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชว่าทุกหน่วยงานที่มาเป็นภาคีเครือข่ายกันคือเครื่องมือของชาวบ้าน ชาวบ้านจะหยิบใช้เครื่องมือใดสำหรับเรียนรู้เรื่องอะไรก็ให้เป็นเรื่องของชาวบ้านเขา ในการทำยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขก็เหมือนกัน อันหลังนี่ผมคิดเอง ต่อไปเอง ที่คิดอย่างนี้เพราะผมคิดว่าฐานล่างสุดคือชุมชนอินทรีย์ อะไรที่ลงสู่ชุมชนหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นอยู่ดีมีสุข เศรษฐกิจพอเพียง(คพพ.) หรืออะไรก็ตาม สำหรับที่นครศรีธรรมราชแล้วก็คือมาต่อยอดจากชุมชนอินทรีย์ จะไม่เปิดหน้างานใหม่ หน่วยงานต่างๆก็ยังเป็นเครื่องมือให้กับหมู่บ้านชุมชนอยู่นั่นเอง

หน่วยงานใดจะผลิตหรือสร้างหรือออกแบบเครื่องมือใดสำหรับให้ชาวบ้านได้ใช้ ให้ชาวบ้านได้เดินไปสู่ชุมชนอินทรีย์ หรืออยู่ดีมีสุขก็ตาม สำหรับหน่วยงานนั้นแล้วผลของการใช้เครื่องมือนั้นก็คือธงหรือเป้าหมายแฝงของหน่วยงานนั้นนั่นเอง

ในส่วนของ กศน.ก็สนใจธงย่อยเหมือนกัน สนใจว่าเมื่อชาวบ้านทำกิจกรรมต่างๆรวมทั้งกิจกรรมการเรียนรู้นี้ด้วยแล้ว อะไรคือกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นผลพลอยได้ของชาวบ้าน ซึ่งถ้ามองในแง่ของการตกผลึกกระบวนการเรียนรู้ที่ กศน.ส่งเสริมอยู่ ซึ่ง กศน.มีวิสัยทัศน์ว่าไม่ว่าใครที่ไหนจะเรียนรู้เรื่องอะไรเมื่อไรก็ต้องส่งเสริมให้ได้เรียนรู้ให้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ สู่สังคมเรียนรู้ สู่สังคมอุดมปัญญาให้ได้ ชั่งสอดคล้องกันเหลือเกินกับวิสัยทัศน์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ว่าเมืองแห่งการเรียนรู้ น่าอยู่ และยั่งยืน

ยกตัวอย่างถ้าชาวบ้านเขาเรียนรู้เรื่องกระบวนการแผนชุมชนได้ ทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาและสร้างโอกาสให้ชุมชน การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน การสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ และการบริการขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน องค์กรการเงินชุมชน ฯลฯ หรืออะไรก็แล้วแต่เขาจะหยิบยกขึ้นมาเป็นเนื้อหาในการเรียนรู้ อะไรคือผลพลอยได้ของเขาในแง่ของการเรียนรู้ที่ กศน.ส่งเสริมอยู่

เครื่องมือการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ การเทียบระดับความรู้ ฯลฯ คงเป็นเครื่องมือหลัก แต่เครื่องมือเท่านี้คงจะยังไม่พอ ต้องค้นหา สร้างเครื่องมือขึ้นเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือสำหรับสร้างสร้างองค์ความรู้ซึ่งเป็นต้นทางของความรู้ ไม่ว่าจะเป็น โครงงาน โครงการ วิจัยชาวบ้าน เวทีชาวบ้าน บันทึกความรู้ การสัมภาษณ์  แฟ้มสะสม การสกัดความรู้ ถอดบทเรียน ฯลฯ เพื่อนำไปสู่การยอมรับความรู้ประสบการณ์ของชาวบ้าน

แต่สิ่งที่ต้องคำนึงมากๆก็คือ การเรียนรู้ของชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ในโครงการชุมชนอินทรีย์ หรืออยู่ดีมีสุข หรือโครงการใดก็แล้วแต่ ต้องไม่ใช่การไล่ต้อนให้ผู้คนเขามาลงทะเบียน แล้วตั้งหน้าตั้งตาสอน แต่เป็นการสอดใส่เครื่องมือการเรียนรู้เข้าไปในจังหวะที่เหมาะสมกับธรรมชาติการเรียนรู้ของชาวบ้าน ไม่ให้ชาวบ้านรู้ตัวว่ากำลังเรียนรู้เรื่องอะไรอยู่ก็จะยิ่งดี จะต้องเป็นหลักสูตรที่ออกแนวไม่มีหลักสูตร

อย่างนี้แหละผมว่าคืองานหน้างานของ กศน.ในโครงการชุมชนอินทรีย์หรืออยู่ดีมีสุข และอาจจะรวมไปถึงโครงการของหน่วยงานอื่นๆที่เป็นภาคีต่างๆว่าส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายใดด้วยหลักสูตรและวิธีการใดเพื่อร่วมกันสกัดเอาความรู้มาเป็นผลพลอยได้แก่กลุ่มเป้าหมายนั้นๆ

เป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ ฉะนั้น กศน.จะต้องปรับเปลี่ยนและเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ อยากจะให้ทุกระดับคิดเรื่องนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณเอื้อระดับต่างๆต้องอาสาถือธงนำหน้าขบวนเสียแล้วละครับงานนี้ จะได้เห็นภาพการเคลื่อนงานที่เป็นภาพใหญ่ มิใช่จุดเล็กจุดน้อย

กศน.จึงจะได้ชื่อว่าเห็นงานหน้างานของตนเอง น่าจะได้มีเวิร์คช็อปเรื่องนี้กันสักครั้งสองครั้ง

อันนี้คือประโยชน์ของการอ่านเอกสารประกอบการประชุมสัมมนา ที่ผมมักจะละเลยอยู่เสมอครับ

นำมาแลกเปลี่ยนครับ