ผมคิดเอาเองนะ ขณะที่เราทำงานอยู่แล้วเราเอาเวลางานไปทำเรื่องอื่น ที่นอกเหนือจากงาน ก็น่าจะเรียกว่าเรากำลัง คอรัปชั่นเวลาของคนที่เขาจ้างเราเหมือนกันนะ
ถ้ามองว่าเป็นการพักผ่อนจากงานบ้างก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าใครตั้งเป้าหมายของชีวิตว่าจะพ้นทุกข์ ผมว่าการใช้เวลาขององค์กรที่เราสังกัดไปอย่างไม่คุ้มค่าก็น่าจะเข้าข่ายกายทุจริตแบบละเอียดชนิดหนึ่ง ซึ่งจัดอยู่ในอกุศลกรรมบถ 10 บางครั้งเราอาจไม่มีเจตนาก็ได้ เพราะกำลังสติไม่พอ เราก็มองไม่เห็นว่าเรากำลังทำอกุศลกรรมอยู่
สวัสดีค่ะคุณข้ามสีทันดร
เบิร์ดมายกมือเห็นด้วยอย่างมากค่ะ..การคอรัปชั่นเวลาเป็นปัญหาที่หนักจริงๆ
ขอบคุณครับคุณ
ที่แวะมาเยี่ยม มาอ่านไวอย่างงี้ เล่นเอาพวก delivery อายเลยนะครับ
ถ้าอย่างนั้น การกระทำมโนทุจริต ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เราดันไปคิดเรื่องอื่น ๆ ในเวลาที่เราทำงานในองค์กรสิครับ และเราก็ไม่ได้เจตนาด้วย
เห็นด้วยครับสำหรับ กายทุจริต
แต่หากมองด้านการบริหารองค์กร ผมเชื่อว่า ไม่มีองค์กรไหนควบคุมเรื่องนี้หรอกครับ (ยกเว้นว่า เรื่องอื่นที่ว่ากระทบต่องานหรือผลงานขององค์กรอย่างชัดเจน)
ขอบคุณคุณอุทัยที่แวะมาแสดงความเห็นครับ
ก็น่าจะอย่างงั้นครับ คงไม่มีใครมามัวควบคุมหรอกครับ แต่ผมต้องการจะสื่อว่า เราแต่ละคนก็มีสถานะหนึ่งซึ่งเป็นลูกน้อง หากได้ตระหนัก และสำนึกก็จะลด ละ เลิกพฤติกรรมเช่นนี้ไปเอง ต่างคน ต่างก็มุ่งที่จะแก้ที่ตนเองไงครับ
ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติแนวสติปัฏฐาน 4 จะเข้าใจดี เช่นการที่เราไร้สาระ ฟุ้งซ่าน ขี้เกียจ เบื่อ ขณะทำงาน สติจะสามารถคอยตรวจจับได้ ถ้ารู้แล้วก็จะลด ละ และเลิกเอง ค่อยเป็นค่อยไป
กรณีอ.มหาวิทยาลัยเอาเวลาราชการ ออกไปหาเงินจากงานพิเศษไงค่ะ
ทำอย่างไรถึงจะให้ ตระหนักและสำนึก ดีหล่ะคะเนี่ยะ
เคยได้ยินคนอ้างว่า มันจำเป็น ต้องดูแลทางบ้าน ร้ายที่สุดที่ได้ยินมาอีกต่อหนึ่งคือ มันจำเป็น ต้องผ่อนรถ!
แบบนี้เรียกสติให้เห็นความเป็นส่วนรวมอย่างไรดี -_-'
ขอบคุณคุณมัทนามากครับ ที่ร่วมแสดงความเห็น จริงๆแล้วที่เขียนไว้ก็เหมือนเป็นการเตือนตนเองและเราๆ ท่านๆ ที่รู้จักกันและปรารถนาดีต่อกัน อย่างเช่นใน G2Know แห่งนี้ และคนที่คุณรักทั้งหลายแหล่<p>ส่วนคนอื่นๆ ที่ไม่สนิทพอที่จะสะกิด ตักเตือนกันได้ ก็คงต้องปล่อยเขาไปตามกฏแห่งกรรมที่เขาทำกันเอง ส่วนพวกเราก็จะทำแต่กรรมขาว ลด ละ เลิกกรรมดำ เพื่อกรรมไม่ดำ ไม่ขาวไงครับ</p>