เล่าสู่กันฟัง...กรณีศึกษาในการลองเทคนิคการให้คำปรึกษาทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคม

ผมกำลังนึกถึงกรณีศึกษาแรก ที่ผมได้ลองใช้เทคนิคการให้คำปรึกษาทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคม หลังจากกลับมาจากออสเตรเลีย

ปกติก็ตรวจประเมินและให้การบำบัดผู้ป่วยด้วยเทคนิคการใช้กิจกรรมการรักษาแบบกิจกรรมบำบัดทั่วไป แต่ก็แทรกการให้คำปรึกษาบ้าง

แต่เหตุที่ต้องใช้เทคนิคหนึ่งคือ การให้คำปรึกษาแบบการรู้การคิด (Cognitive Approach in Counselling) ร่วมกับการแก้ปัญหาทางกิจกรรมบำบัด ได้แก่ "ความเบื่อหน่ายในการสร้างทักษะการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่า" ผู้ที่ขอให้ผมต้องใช้เทคนิคนี้คือ คุณแม่ที่มีความห่วงใยในอนาคตของลูกชายที่เป็นเด็กวัยรุ่นที่มีอาการอัมพาตครึ่งซีกจากอุบัติเหตุรถชน และไม่ยอมตั้งใจเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง เอาแต่เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ดูหนังกับเพื่อนๆบ่อยเกินไป ไม่ค่อยอยากฝึกกิจกรรมบำบัด ไม่ค่อยอยากฝึกทักษะการเรียน (ฟัง-พูด-อ่าน-เขียน ในกิจกรรมการเรียนรู้) คิดว่าตนเองต้องเรียนได้โดยไม่เห็นความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจของตนเอง มีวุฒิภาวะที่พึ่งตนเองน้อยกว่าเด็กวัยรุ่นที่อายุเท่ากัน ไม่เชื่อฟังคำแนะนำของคุณแม่ ผู้ที่หนักใจและกำลังห่วงว่าจะเรียนต่อได้อย่างไร

จริงๆแล้วสองคนแม่ลูกนี้ เป็นกรณีศึกษาแรกของเมืองไทยก็เป็นได้ ในการพยายามที่จะสร้างโปรแกรมร่วมกับนักกิจกรรมบำบัด และมาทำโปรแกรมด้วยระบบคุณแม่เป็นผู้กระตุ้น คุณลูกเป็นผู้ถูกกระตุ้น ให้ทำกิจกรรมที่ทั้งสองท่านเห็นว่าน่าจะเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าและช่วยพัฒนาน้องวัยรุ่นท่านนี้ ให้ประกอบกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้ ที่สำคัญทั้งสองท่านมีเป้าหมายร่วมกับผมคือ ภายในสามเดือน น้องเค้าต้องพร้อมที่จะเดินเข้าไปนั่งเรียนหนังสือในระบบมหาวิทยาลัยได้ หลังจากใช้แขนขาข้างถนัดได้ไม่คล่อง เพราะมีอาการเกร็งและอ่อนแรง

แต่ถ้าให้ผมวิเคราะห์ปัญหาทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคม ซึ่งขอออกตัวว่าเป็นคนแรกในไทยที่เรียนเฉพาะทางด้านนี้โดยตรง

จิตสังคมที่น้องคนนี้มีปัญหา คือ อารมณ์ที่มีเหตุผลเข้าข้างตนเองมากเกินไป (over self-rationalism) ไม่ค่อยใช้เหตุผลที่เป็นจริง จะตัดสินใจด้วยวิธีง่ายๆ ขาดการวิเคราะห์ความเป็นเหตุเป็นผล เช่น อยากนอนอยู่บ้านทั้งวัน ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยตัวรอจนแขนใช้ได้เอง

การให้คำปรึกษาขั้นแรก คือ การนำเสนอเรื่องจริงโดยต้องประคองสัมพันธภาพการพูดคุยที่เป็นกันเองระหว่างผมและน้องท่านนี้ ไม่มีการถามหรือพูดคุยด้วยอารมณ์ แต่เน้นการรับฟังความรู้สึกและความคิดอย่างอิสระ ให้สร้างการถามนำเพื่อให้ผู้รับคำปรึกษาจัดระบบความคิดของตนเองและอธิบายแนวทางแก้ไขปัญหาของตนเอง

ผมใช้เวลาสองชั่วโมงเต็ม เล่นสองบทบาท

บทบาทแรก คือ ให้คำปรึกษาคุณแม่ของน้องท่านนี้ให้ใช้ความเงียบ ลดการบังคับทำโปรแกรมการรักษา ลดการแนะนำสิ่งดีๆ ต่างๆ แต่ปรับใจยอมรับให้ลูกชายได้มีโอกาสคิดและทำเอง แม้ว่าจะไม่ได้ผมที่ดี ตามที่คุณแม่คาดหวังไว้

บทบาทที่สอง คือ เน้นให้น้องเค้ามีกิจกรรมที่มีคุณค่าแก่ชีวิตในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คือ การฝึกทักษะที่เกี่ยวข้องกับการเรียนหนังสือ ให้น้องเค้าเข้าใจและยอมรับผลดีของการฝึกด้วยความรู้สึกของตนเอง ให้มากกว่าความรู้สึกที่อยากเล่นคอมพิวเตอร์อย่างเดียวที่บ้าน

การยุติการให้คำปรึกษา จบลงที่ น้องต้องมีกิจกรรมการรักษา ที่เป็นตัวเลือกของเค้าเอง ไม่มีการบังคับชนิดของกิจกรรม แต่น้องเค้าต้องบังคับใจตนเอง ให้มีแรงจูงใจที่จะฝึกกิจกรรมที่เค้าคิดว่ามีประโยชน์มากที่สุด คุณแม่ต้องยอมให้น้องเค้าทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ เช่น การเล่นคอมพิวเตอร์ แต่ตั้งเงื่อนไขด้วยการกำหนดเวลาและการหยุดการเล่นคอมพิวเตอร์ทันที เมื่อทำผิดเงื่อนไข

ผมเองก็ลองดูว่า พฤติกรรมการทำกิจกรรมของน้องท่านนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร กำลังจะทดสอบเนื้อหาที่อ่านจากบทความทางวิชาการเรื่อง Self-Determination Theory and the Facilitation of Intrinsic Motivation, Social Development, and Well-Being โดย Richard M. Ryan & Edward L. Deci จาก American Psychologist Vol. 55, No. 1, page 68-78.

กล่าวว่า "When autonomous, people experience themselves as initiators of their own behaviour; they select desired outcomes and choose how to achieve them"

จะเห็นว่า เมื่อคนเราไม่อยากทำอะไร ย่อมมีเหตุผลเข้าข้างตนเองและไม่ยอมรับฟังคำชี้แนะของใครง่ายๆ แต่เมื่อใดที่คนนั้นอยากทำอะไร เค้าย่อมดำเนินชีวิตด้วยตัวตนของเค้าเองก่อนการพิจารณาคำชี้แนะของใครๆ

กัลยาณมิตรของผมคิดและรู้สึกอย่างไรครับ?