มีคำถามจากคุณเกตุ อ้างถึงบันทึกของคุณสมพร เรื่อง จดหมายลางาน : ถึงเจ้านายที่รัก; ในบันทึกนั้น คุณสมพรได้รับแบบฟอร์มจดหมายลางานที่เพื่อนอีเมลมาให้เป็นตัวอย่าง จดหมายเขียนเป็นเชิงประชดประชัน (แกมขบขัน แบบอ่านแล้วต้องยิ้ม)

เผอิญผมเป็นคนอ่านหนังสือละเอียด เห็นตัวสะกดผิด ก็เลยชี้แจงไป คุณสมพรถามกลับมาว่า "แล้วตกลงว่าถ้าเป็นเจ้านาย จะยอมให้ลาหรือเปล่าคะ ถ้าเจอใบลาแบบนี้" ผมตอบไปอย่างนี้ครับ

ถ้าเป็นบริษัทที่ผมทำงานอยู่ เค้ามีแบบฟอร์มมาตรฐานซึ่งการอนุมัติจะอยู่ในนั้นครับ แต่จะแนบเอกสารอะไรไปด้วย ก็เป็นเรื่องของเอกสารประกอบ

วันลาพักผ่อน ตามกฏหมา่ยแรงงานและตามระเบียบบริษัท มีข้อกำหนดจำนวนวันลาขั้นต่ำอยู่ แต่เป็นสิทธิของบริษัทที่จะกำหนดวัน ที่ผ่านมาในอดีตก็อะลุ่มอะหล่วยกัน (คือพนักงานกำหนดกันเอง โดยประสานกันเองในฝ่ายกับทาง HR ว่าเมื่อลาแล้วไม่ให้งานเสียหาย)

แต่พบว่าพนักงานที่ทำงานมาครบปีและ มีสิทธิ์ลาพักผ่อนได้ 12 วัน (ยกยอดที่ไม่ได้ใช้ในปีที่แล้วข้ามมาในปีนี้ได้รวมเป็น 24 วัน) ส่วนใหญ่กลับไม่ยอมลา

เริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว ฝ่ายบริหารจึงกำหนดให้ในแต่ละปี ให้พนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกคนไม่มีข้อยกเว้น ลาพักผ่อน (ที่เรียกกันว่าลาพักร้อน) ติดต่อกันตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง (รวมเสาร์-อาทิตย์หัวท้ายเป็น 9 วันติดต่อกัน) เรียกว่าการลาแบบ Mandatory Leave ครับ เป็นการลาที่ได้รับเงินเดือนด้วย

ระหว่างที่ลา ML สามารถวางแผนล่วงหน้าเพื่อไปพักผ่อนไกลๆ ไปเที่ยวกับครอบครัว ไปเปิดโลกทัศน์ ไปเรียนทำกับข้าว ไปปฏิบัติธรรม หรือไปเป็นอาสาสมัครบำเพ็ญประโยชน์ในที่ห่างไกลได้; บริษัทจะมีพนักงานที่ลา ML เฉลี่ยสี่ห้าคนต่อสัปดาห์ สามารถชวนกันลาพร้อมกันได้หากไม่เสียงาน; ส่วนวันลาพักผ่อนที่ยังเหลือ ก็ยังให้พนักงานเลือกเองเช่นเดิมครับ

นอกจากเป็นการลดความเครียด จากงานแล้ว บริษัทยังได้โอกาสทดสอบระบบตัวตายตัวแทนอีกด้วย นอกจากนั้น ก็ยังเป็นข้อพิสูจน์สำหรับความมั่นคงในระบบงาน ว่าไม่ได้พึ่งเทวดาองค์ใดอยู่ครับ

คุณเกตุถามมาว่า "ทำไมธุรกิจแทนที่จะชอบใจที่พนักงานไม่ยอมลา กลับทำเหมือนผลักดันให้พนักงานลาพักร้อน"

นอกจากเหตุผลที่ได้ให้ไว้ข้างบนแล้ว ขอเรียนตอบดังนี้ครับ

  1. ผมยืนยันหรือตัดสินแทนธุรกิจโดยทั่วไปไม่ได้ครับ ว่าจะคิดอย่างไรกับการลา

  2. ในลักษณะธุรกิจที่ต้องใช้สมองและเป็นงานบริการแบบบริษัทที่ผมทำอยู่ ความเหนื่อยล้าเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน จำเป็นต้องให้พักบ้างเพื่อความสดครับ

  3. ความทุ่มเทของพนักงาน เป็นสิ่งที่ผู้บริหารมักจะชอบอยู่แล้ว แต่จะชอบยิ่งกว่านี้อีกถ้างานเกิดผลครับ; ถ้าทุ่มเทแล้วไม่เกิดผล ก็เป็นการสูญเปล่า

  4. ประโยคที่ว่า คนเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดขององค์กร ประโยคนี้มีความหมายแท้จริงแค่ไหน เชื่ออย่างนี้จริงหรือไม่ แล้วทำให้เป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า (จากบันทึกเก่า: Career Path)

  5. การลา Mandatory Leave (ML) เป็นการลาพักผ่อนชนิดหนึ่ง ซึ่งกำหนดใ้ห้ลาตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ เพื่อให้ได้หยุดยาว 9 วัน เป็นโอกาสที่พนักงานทุกคนจะได้โอกาสได้พักยาวๆ; ทำให้เป็นการทั่วไปไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ใครคิดว่าบริษัทขาดตนไม่ได้

  6. พนักงานวางแผนลา ML ล่วงหน้าเอาเอง ทุกคนรู้ว่าต้องลาครับ; ก่อนลาก็ต้องมอบงานไว้ให้ผู้อื่นให้เรียบร้อยก่อน; โดยทั่วไป ก็มักจะมอบให้ successor ซึ่งก็จะเป็นการทดสอบเรื่องนี้ไปในตัวเลย (การทดสอบจะมีความเสียหายจำกัด เพราะตัวจริงจะกลับมาภายในหนึ่งสัปดาห์)

  7. ใครซุกอะไรไว้ใต้พรม ก็อาจจะโผล่ขึ้นมาตอนนี้แหละครับ

บทเรียนจากปีที่แล้วตอนที่เริ่มใช้ ก็แปลกดีครับ มีอยู่สองเรื่องที่ผมจำแม่นเลย (รู้สึกว่า เอ..เราผิดหรือเปล่า) คือ

  • ลาแล้วเครียด อยู่บ้านเฉยๆ ไม่รู้จะทำอะไร -- อันนี้คงเป็นเพราะไม่ได้วางแผนไว้ก่อน แต่ปีนี้ไม่มีเสียงบ่นแล้้วครับ เพราะทุกคนรู้ตัว และวางแผนล่วงหน้าได้
  • ลาแล้วไม่คุ้ม -- อันนี้ยิ่งแปลก เดิมทีก็ไม่ได้คิดจะลาอยู่แล้ว!!

แนวคิดของการลา ML ก็ไม่ใช่ของใหม่ อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ก็สามารถลาจากการสอนไปทำวิจัยได้ (sabbatical leave) ผมเอามาปรับใช้เฉยๆ

การลา ML จะเหมาะกับองค์กรของท่านหรือไม่ ท่านผู้บริหารก็คงจะต้องคิดเอาเองครับ