การสังเกต...เป็นพื้นฐานของนักวิจัย ดังนั้นการที่จะเป็นนักวิจัยที่ดีได้นั้นต้องเป็นคนช่างสังเกต
จากการที่ผมถูกมองว่า...เป็นคนไม่ช่างสังเกต จึงทำให้ผมต้องมานั่งทบทวนตนเอง ทบทวนแล้วทบทวนอีก เอ...มันเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ? เราจะแก้ไขจุดอ่อนตรงนี้ได้หรือไม่ถ้าหากเราต้องการเป็นนักวิจัย หรือนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่ดี
ไม่ได้แล้วครับ...เป็นคำอุทานที่ออกมาจากหัวใจอันฝังลึกอยู่ภายใน นั่นก็หมายความว่าเราต้องการเป็นนักวิจัยที่ดี และเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่ดีอีกด้วย ดังนั้นจึงต้องลุกจากที่เพื่อค้นหาแนวทางในการที่จะเป็นผู้สังเกตที่ดี
และแล้ว...ก็ต้องกลับมาทบทวนหนังสือของท่านอาจาร์สุภางค์ จันทวานิช ในเรื่องของการสังเกต (Observation) และก็พบว่าการสังเกตเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักวิจัย แล้วก็เปิดเข้าไปดูในรายละเอียดก็พบว่า การสังเกตนั้นมีด้วยกันสองแบบ ประกอบด้วย
1.การสังเกตแบบมีส่วนร่วม ( Participant observation) เป็นการสังเกตประเภทมีส่วนร่วมในการทำ และการสังเกตควบคู่กันไป มีการการซักถาม มีการจดบันทึก หรือที่เรียกว่าการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการก็ว่าได้ ซึ่งการสังเกตโดยวิธีนี้มีข้อดีคือ ได้ข้อมูลที่เป็นจริง เป็นธรรมชาติ แต่ต้องยืนอยู่บนอารมณ์ที่ไม่ลำเอียง(Bias)
2. การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non - Participant observation) เป็นการสังเกตของนักวิจัยที่คอยเฝ้าดูอยู่ภายนอกโดยไม่เข้าไปร่วมในกิจกรรมที่ทำอยู่แต่ก็คอยสังเกตดูสิ่งที่ต่างๆ ดังนี้
1. การกระทำ (Acts) ดูพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นการสังเกตวิถีชีวิตในชุมชน 
2. แบบแผนการกระทำ (Activities) เป็นแบบแผนการดำเนินชีวิต เช่น วิธีการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ กระบวนการเรียนรู้ต่างๆ ขนบธรรมเนียมประเพณีในระดับชุมชน 
3. ความหมาย (Meaning)  เป็นการกระทำตามบทบาทหน้าที่ในสังคม ตามที่ตนเองเข้าใจ ความเชื่อ และทัศนคติต่อชุมชน
4. ความสัมพันธ์ (Relationship) เป็นการสังเกตความสัมพันธ์ของคนในชุมชน ซึ่งนักวิจัยจะต้องเข้าใจโครงสร้างของสังคมซึ่งจะทำให้สามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ การเมือง และเศรษฐกิจได้  
5. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมในชุมชน (Participation) จะทำให้มีความเข้าใจในโครงสร้างของความสัมพันธ์ที่ดี และขัดแย้งได้ชัดเจนได้ดียิ่งขึ้น
6. สภาพสังคม (Setting) เป็นการสังเกตโดยรวมทั้งหมด (Holistic) เป็นการดูความเชื่อมโยงทกกิจกรรมการสังเกตต้องครอบคลุมทุกประเด็นเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไหนลักษณะเป็นอย่างไร ต้องทำแผนที่ไว้ มีอะไรที่ปลีกย่อยหรือไม่ ใครมีส่วนร่วมบ้าง
อย่างไรก็ตาม...จากวิธีการสังเกตทั้งสองวิธีก็อาจจะมีวิธีการที่แตกต่างกันไปตามแต่บริบทในการสังเกต ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าแล้วเราจะเลือกใช้วิธีการสังเกตแบบใดจึงจะมีความเหมาะสม
จากกลไกความคิดตรงนี้ผมจึงมองว่า...การทำงานในชุมชนอาจจะต้องเลือกใช้ทั้งสองวิธีผสมผสานกัน ทั้งนี้น่าจะขึ้นอยู่กับบริบทในการสังเกต เรื่องที่ทำการศึกษา เวลา สถานที่ และโอกาส ครับ
หรือท่านผู้รู้มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ
ขอบคุณครับ
อุทัย   อันพิมพ์
15 เมษายน 2550