ผลกระทบจาก FTA ไทย - สหรัฐอเมริกา (ภาคพิสดาร) อ้าว ๆ งงกันเป็นแถว คำว่า "พิสดาร" ไม่ได้มีความหมายแค่ "แปลกประหลาด" เท่านั้นนะคะ แรกเริ่มเดิมทีจะหมายถึง "โดยละเอียด" ส่วนความหมายแรกนั้นเดิมเป็นภาษาพูด แต่เราใช้จนเคยชินเสียจนนึกว่ามีความหมายนี้เพียงอย่างเดียวไปค่ะ

สำหรับเรื่องที่ขอติดไว้เมื่อวานนี้นะคะ คราวนี้ดิฉันจะมาแจกแจงผลของประเด็นต่าง ๆ ที่สหรัฐฯ เรียกร้องเอากับไทยว่าทำให้เราเสียเปรียบได้อย่างไร แล้วมันเกี่ยวกับหัวข้อ
"LIFE IS NOT FOR SALE"ได้อย่างไรนะคะ

1. ให้มีการขยายระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตรจาก 20 ปี เป็น 25 ปี ในกรณีที่การพิจารณาการออกสิทธิบัตรล่าช้าหรือมีความล่าช้าในกระบวนการขึ้นทะเบียนตำรับยาทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ

ทำให้การผูกขาดทางการค้ายาวนานขึ้น ไทยจะต้องประสบปัญหา
จากการที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงยามากขึ้น

2. ให้การคุ้มครองการประดิษฐ์ที่เป็นสิ่งมีชีวิต ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ไทยเป็นสมาชิกอนุสัญญายูบอฟ (International Union for the Protection of New Varieties of Plants - UPOV Convention 1991) ในบททั่วไป

ผลของข้อเรียกร้องทั้งสองนี้เหมือนกัน คือยอมให้มีสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต
เนื่องจากประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีพืชสัตว์หลากหลาย
สายพันธุ์ จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากระบบนี้เท่าไรนัก แต่สหรัฐฯ
สามารถเอาพืชสัตว์เหล่านี้ไปปรับปรุงพันธุกรรม แล้วไปจดสิทธิบัตร
เป็นเจ้าของได้

3. ให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกสนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือทางสิทธิบัตร (Patent Co-operation Treaty - PCT)

PCT เป็นระบบอำนวยความสะดวกในการจดสิทธิบัตรแบบนานาชาติ
ทำให้ใช้เวลาน้อยลงในการจดสิทธิบัตร ซึ่งการเข้าเป็นสมาชิกสนธิสัญญานี้
ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อบรรษัทต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะคำขอรับ
สิทธิบัตรยาไทยร้อยละ 98-99 เป็นของชาวต่างชาติ
ในขณะที่บริษัทยาไทย
มีการยื่นขอคุ้มครองสิทธิบัตรน้อยมาก

4. ให้ไทยให้สิทธิบัตรวิธีการวินิจฉัยโรค การรักษาผู้ป่วย และการผ่าตัด

ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้รับกรรมจากการจ่ายซ้ำซ้อน ทั้งการใช้วิธีการวินิจฉัยโรค
และยาหรือสารเคมี ที่แพงขึ้นเนื่องจากสิทธิบัตรทั้งคู่

5. ให้มีสิทธิผูกขาดในข้อมูลผลการทดสอบความปลอดภัยของยาและเคมีภัณฑ์ และข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง (Data Exclusivity)

เนื่องจาก สหรัฐฯ ไม่ต้องการเสียกำไรจากการที่ไทยใช้ยาชื่อสามัญ
[ยาชื่อสามัญ (Generic Drug) คือ ยาที่มีคุณภาพเท่ากับยาต้นตำรับ
(Original Drug)
ซึ่งเป็นยานำเข้า อันผ่านการตรวจสอบและขึ้นทะเบียน
ตำรับยาโดย อย. แต่มีราคาถูกกว่ายาต้นตำรับมาก เพราะใช้กรรมวิธีการผลิต
ต่างกัน] ผลก็คือ ไทยต้องซื้อยาต้นตำรับ ซึ่งมักจะมีราคาแพงเพียงอย่างเดียว
ส่งผลให้คนไทยเข้าถึงยาได้น้อยลง ระบบสาธารณสุขมีปัญหามากขึ้น
อีกทั้งยังทำให้ไทยขาดความปลอดภัยในการควบคุมยา และสารเคมีทางการ
เกษตรที่จำหน่ายในประเทศ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงมาตรการบังคับสิทธิ
(Compulsory License) ซึ่งจะทำได้ยากขึ้น เพราะต้องขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์
โดยอาศัยข้อมูลผลการทดสอบของตนเอง

6. การจำกัดการใช้กลไกในการคุ้มครองพลเมืองไทย อันได้แก่ จำกัดการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ ห้ามเพิกถอนสิทธิบัตร และจำกัดการนำเข้าซ้อน

(1) มาตรการบังคับใช้สิทธิ (Compulsory License) คือ การที่รัฐอนุญาตให้
ผู้อื่นใดผลิตตัวผลิตภัณฑ์ที่มีสิทธิบัตร หรือใช้กระบวนการผลิตที่มีสิทธิบัตร
ในการผลิตสิ่งนั้นขึ้น โดยปราศจากความยินยอมของผู้ทรงสิทธิบัตร
ถ้าหากมีการจำกัดสิทธินี้อาจทำให้เกิดการขาดแคลนยา
หรือยาอาจมีราคาสูงขึ้น
(2) การเพิกถอนสิทธิบัตร (Revocation) คือ การเพิกถอนสิทธิบัตรในกรณีที่
สิทธิบัตรก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ เช่น ก่อให้เกิดการ
ผูกขาดสินค้าหรือสร้างความเดือดร้อนแก่สังคม
(3) การนำเข้าซ้อน (Parallel Importation) คือ การที่ไทยมีเสรีภาพในการ
นำเข้ายาตัวเดียวกันจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งถ้ามีการจำกัดสิทธินี้ ไทยจะไม่
สามารถนำเข้าตัวยาเดียวกันจากประเทศอื่นได้ นอกจากสหรัฐฯ
ทั้ง 3 มาตรการนี้เป็นกลไกที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย เพื่อควบคุม
ผู้ทรงสิทธิบัตร (บรรษัทข้ามชาติ) เพื่อส่งเสริมการแข่งขัน และเพื่อคุ้มครอง
ผู้บริโภค เช่น ปัญหากรณีที่ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่จำเป็น
กรณีที่เคยเกิดในประเทศไทย ได้แก่ การประกาศมาตรการบังคับสิทธิกับ
ยาต้านไวรัสเอดส์ และยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งดิฉันเคยบันทึกไว้แล้ว ที่นี่!
ดังนั้น เมื่อมีการจำกัดมาตรการเหล่านี้จนแทบจะใช้การไม่ได้ ก็เท่ากับเป็นการ
ผูกขาดทางการค้าให้กับผู้ทรงสิทธิบัตรให้ได้รับประโยชน์แต่ผู้เดียว!

7. ไม่ให้มีการคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรก่อนการออกสิทธิบัตร

กระบวนการเพิกถอนหรือคัดค้านหลังการออกสิทธิบัตรจะทำได้ต้องใช้เวลาใน
ชั้นศาลเป็นเวลายาวนาน และถือเป็นการเพิ่มภาระให้กับศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ด้วย

8. ให้โอกาสผู้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร แก้ไขคำขอได้อย่างน้อย 1 ครั้ง

ถือเป็นการจองการจดสิทธิบัตรในสิ่งที่ยังไม่ค้นพบ ไม่ว่าจะมีการคัดค้านก่อน
การออกสิทธิบัตรได้หรือไม่ตามข้อ 7 ก็สามารถแก้ไขคำขอได้ ถือเป็นการ
ทำให้การคัดค้านก่อนการออกสิทธิบัตรเป็นหมันโดยปริยาย ทั้งนี้คำว่าแก้ไข
คำขอได้อย่างน้อย 1 ครั้ง อีกนัยหนึ่งหมายความว่า จะแก้กี่ครั้งก็ได้เช่นกัน!

9. ลดคุณภาพของข้ออ้างสิทธิในสิทธิบัตรโดยไม่จำเป็นต้องมีการทดลองได้ และไม่จำเป็นต้องประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม เพียงแสดงว่ามีความจำเพาะ มีแก่นสาร และน่าเชื่อถือว่าใช้ประโยชน์ได้ก็พอ

ข้อนี้ทำให้เกิด "สิทธิบัตรที่ไม่มีวันตาย (Ever Greening Patent)" ขึ้น
เพราะเปิดโอกาสให้มีสิทธิบัตรต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ
ซึ่งอาจเกิดโดยธรรมชาติ ก็สามารถนำไปจดสิทธิบัตรได้

นอกเหนือจากประเด็นด้านสิทธิบัตรแล้ว FTA ไทย-สหรัฐ ยังมีเงื่อนแง่ในประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้า ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาเช่นกัน ซึ่งหากมีโอกาสจะนำเสนอต่อไปค่ะ หวังว่าดิฉันคงจะไม่ได้เขียนยาวและยากจนเกินไป จนทำให้ท่านผู้อ่านท้อใจไปซะก่อนนะคะ

เว็บไซต์อ้างอิง
- www.ftawatch.org
- www.dtn.moc.go.th
- www.thaifta.com/ThaiFTA/
- www.biothai.net