การวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการเป็นผู้แทนด้านการเมืองของชนกลุ่มน้อยสองกลุ่มคือ  ชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูในภาคใต้ของประเทศไทยและชาวพุทธเชื้อสายไทยในภาคเหนือของประเทศมาเลเซีย  และมุ่งสืบค้นถึงวิธีการหรือรูปแบบที่ชนกลุ่มน้อยต่างๆ เป็นผู้แทนในระบบรัฐสภาของประเทศที่ตนอาศัยอยู่  ฉะนั้น  การวิจัยฉบับนี้จึงเป็นการอธิบายให้เห็นถึงการเป็นผู้แทนของสองกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวโดยใช้ปัจจัยอิสระเจ็ดปัจจัยคือ  การมีอิสรภาพในระบบการเมือง  การสื่อสารในยุคโลกาภิวัตน์  รูปแบบของการเป็นผู้นำ  การเป็นผู้รู้ในศาสนา  สภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  การศึกษาสูงขึ้น  และการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติ  ซึ่งมุ่งที่จะค้นหาค่าความเป็นไปได้ที่อาจเกี่ยวข้องกับรูปแบบวิธีการเป็นผู้แทนของกลุ่มชาติพันธุ์สองกลุ่มดังกล่าวข้างต้น  จึงมีการใช้แหล่งข้อมูลทั้งที่เป็นปฐมภูมิและทุติยภูมิในการประกอบการวิจัยทั้งเชิงคุณภาพโดยพื้นฐานและมีเชิงปริมาณเป็นบางส่วน  ซึ่งข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะได้มาจากการสัมภาษณ์ด้วยการจัดทำรูปแบบของคำถามจากผู้นำชุมชนจำนวน  60  ท่าน:  30 ท่านจากชุมชนมุสลิมเชื้อสายมลายูในจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส (ประเทศไทย)  และอีก 30 ท่านจะมาจากชุมชนพุทธเชื้อสายไทยในรัฐกลันตันและเคดาห์ (ประเทศมาเลเซีย)    ความคิดเห็นของผู้นำชุมชนที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ความเคลื่อนไหวในการเป็นผู้แทนของชนกลุ่มน้อยนั้นจะได้จากการสัมภาษณ์   แล้วทำการวิเคราะห์จากความถี่และร้อยละ  ค่าของร้อยละที่มากที่สุดที่ได้จากผลลัพธ์ซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์ปัจจัยแปรอิสระทั้งเจ็ดปัจจัยจะเป็นค่าความเป็นไปได้ที่สูงสุดด้วย  ซึ่งถือเป็นการยอมรับสมมุติฐานที่ชนกลุ่มน้อยมีผู้แทนในการทำหน้าที่แทนชุมชนของตนได้   การวิจัยฉบับนี้พบว่า  การศึกษาสูงเป็นค่าความเป็นไปได้สูงสุดที่มีความสัมพันธ์กับการเป็นผู้แทนทางการเมืองของชนกลุ่มน้อยเชื้อสายมลายูในภาคใต้ของไทยและชนกลุ่มน้อยชาวพุทธเชื้อสายไทยในภาคเหนือของมาเลเซีย    อย่างไรก็ตาม  ยุทธศาสตร์ความเคลื่อนไหวถึงการเป็นผู้แทนไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของความรุนแรงหรือการเดินสายกลาง  จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานภาพการศึกษาสูง  เพราะยุทธศาสตร์ความเคลื่อนไหวถึงการเป็นผู้แทนของชนกลุ่มน้อยนั้น  จะขึ้นอยู่กับทิศทางการตอบสนองของรัฐบาลที่มีต่อชนกลุ่มน้อยนั้นเอง  ชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูทางตอนใต้ของประเทศไทยสนับสนุนรูปแบบองค์กรสายกลางในขณะที่รัฐบาลมีระดับของความเป็นประชาธิปไตยสูง  แต่กลับมาสนับสนุนความเคลื่อนไหวที่รุนแรงเมื่อใดที่รัฐบาลใช้นโยบายเชิงบังคับควบคุมผู้คนในท้องถิ่น  สิ่งที่น่าสังเกตุได้อย่างชัดเจนก็คือ ชุมชนพุทธเชื้อสายไทยทางตอนเหนือของมาเลเซียไม่เคยให้การสนับสนุนความรุนแรงเลย  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า  รัฐบาลมาเลเซียไม่เคยมีการใช้นโยบายควบคุมที่บังคับชุมชนชาวไทยในประเทศของตนนั้นเอง  ส่วนปัจจัยอื่นๆ  อีกหกปัจจัยนั้นพบว่า  มีความแตกต่างกันในด้านความเห็น  จากผู้ตอบคำถามจากทั้งสองกลุ่มศึกษา

 โหลดบทความฉบับเต็มได้ที่นี่ครับ