เมื่อวานนี้ผมเข้าไปร่วมฟังเวทีเสวนาช่วงประมาณ 10 โมง ถึงเที่ยง   ในเรื่อง  การประสานงานวิจัย plateform องค์กรการเงินและสวัสดิการชุมชน   ซึ่งเข้าไปมีผู้คนคับคั่ง   มีทั้งนักส่งเสริมในพื้นที่  นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย   พระสงฆ์  ธนาคาร  หน่วยงานรัฐ   NGO และแกนนำชุมชน  เข้ามาร่วมเวทีนี้    โดยมีอาจารย์ภีม  ภคเมธาวี   จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  ผู้เกาะติดประเด็นการเงินและสวัสดิการชุมชนทั่วราชอาณาจักรไทย  เป็นจราจรเสวนาในเวที

ตอนที่ผมเข้าไปบรรยากาศการพูดคุย  เป็นการยกมือขอแสดงความเห็นบ้าง  เล่าปัญหาบ้าง  เล่าไอเดียบ้าง  เล่าเรื่องประสบการณ์ที่ทำมาบ้าง  หลากหลายครับ

มีท่าน สองท่านสะท้อนในช่วงท้ายภาคเช้าว่า  ประเด็นการพูดคุยจะซ้ำเหมือนหลายเวทีที่เคยเจอมาก่อนๆ    ทำให้ผมอยากจะเขียนถึงเรื่องนี้

มีอยู่ช่วงหนึ่งของการเสวนา  ที่พระอาจารย์มนัส  จากเครือข่ายจันทบุรี (ไม่แน่ใจชื่อเต็ม  อ.ภีมช่วยด้วยครับ)   เล่าให้ฟังว่ากลุ่มการเงินและสวัสดิการชุมชน  ที่จังหวัดจันทบุรี  ตั้งโจทย์ใหญ่ร่วมกันว่า  ต้อง "ชุมชนต้องสร้างทำนบกั้นไม่ให้เม็ดเงินไหลออกจากชุมชน    เน้นวิธีคิด ทำเอง  กินเอง ใช้เอง  สะสมเอง หมุนเวียนภายในชุมชนกันเอง   ลงทุนทำมาค้าขายกันเอง    ทั้งหมด ทั้งปวงเพื่อนำไปสู่มิติแห่งสัจธรรมที่ว่า  "ตน คือ ที่พึ่งแห่งตน"  ซึ่งท่านเล่าในรายละเอียดมากกว่านี้  ยังมีเทคนิคการรณรงค์การลดอบายมุข  เช่น  กองทุนสวัสดิการชุมชน  โครงการบ้านสีขาว  ครอบครัวใด ที่ไม่มีอบายมุขเกิดขึ้น  ครอบครัวนั้นจะได้รับโปรโมชั่นพิเศษจากกองทุนสวัสดิการชุมชน เป็นกุศโลบายเล็กๆที่น่าศึกษารายละเอียดจริงๆ   เหล่านี้เป็นต้น

ที่ยกเรื่องพระอาจารย์มนัสขึ้นมา  เพราะว่า  อยากจะชวนมองว่า  เวลาเราฟังเรื่องเล่า  เรื่องประสบการณ์การปฏิบัติ  มันจะเห็น solution  ภาคปฏิบัติ  หรือ How-to อยู่ข้างในเรื่องเล่านั้น     แต่ ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า  มันเป็น solution  ที่ใช้ได้ในบริบทหนึ่ง  ในห้วงเวลาหนึ่งเท่านั้น   เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมาแล้ว   (Micro Knowledge: the right answer in the particular context) 

การเล่าเรื่องทำนองนี้  จะช่วยปลดปล่อย  solution  ออกมาเยอะ  ยิ่งมากคนเล่า ก็จะมากวิธี    ทีนี้คนฟัง  ก็ต้องเลือกเอาเองละครับ  ว่าอันไหนน่าจะลองไปปรับใช้กับบ้านเราได้    ย้ำนะครับ  ต้องปรับแต่งใหม่ก่อนจะเอาไปใช้จริงทุกครั้ง   

    ที่สำคัญ ช่วงของการเล่าแบบนี้  ถ้ามีเครื่องวัดการเต้นของหัวใจ  จับความรู้สึก  หรืออารมณ์ของคนฟัง  ผมว่ามันน่าจะขึ้นสูงกว่าช่วงอื่นนะครับ

เรามักคุ้นเคยกับการเดินในร่อง  "problem solving"   มานาน   สมองทำงานแบบนี้มานานมาก    แต่อีกทางหนึ่ง  "appreciative approach"  เรามักจะปิดทางมัน    เวลาเรายกประเด็นปัญหาขึ้นมามากๆ  บางครั้งจนดูเหมือน เป็น  วังวนแห่งปัญหา   มองไม่เห็นทางออก     แล้วต้องก็ตกเข้าร่องเดิมของการใช้ ตรรกะในความฝัน  กลั่นออกมาเป็นภาษาที่ฟังดูแล้วเป็นหลักวิชาดี   ดูดีๆ เหมือนเคยอ่านเจอในตำรา  ในนโยบายรูปงามเก่าๆกันมาแล้วบ้าง   ซึ่งก็อาจจะใช้ได้บ้าง  หรือใช้ไม่ได้บ้างก็เป็นได้    กาลเวลาที่ผ่านมาเป็นสิ่งสะท้อนเรื่องนี้ได้ดี

เวลาคนที่อยากเรียนขับรถ  ซึ่งยังขับรถไม่เป็น  มานั่งคุยกันหลายคน   เอาตำราหัดขับรถมาอ่านประกอบด้วย    แล้วท่านคิดว่า   วงสนทนา วงนี้ยังขาดอะไรไปอีก   ที่น่าจะเติมเต็มช่วยให้คนเหล่านี้ขับรถได้ได้ในที่สุด   ผมเดาว่าท่านรู้คำตอบดีอยู่แล้ว 

องค์กรการเงินและสวัสดิการชุมชนในบ้านเรามีทุกภาค  ทุกจังหวัดก็ว่าได้   ผมเชื่อว่า มีเทคนิคในทางปฏิบัติที่ดีใช้ได้ผล work มาแล้วเยอะแยะ   แต่ปัญหาว่าทำอย่างไร ให้เกิด plateform เป็นที่แลกเปลี่ยนดึงความรู้ปฏิบัติเหล่านั้น ออกมาสู่" คลังความรู้สาธารณะ"   หน่วยงานที่สนับสนุนน่าจะช่วย อำนวย ให้เกิดเวที  และกระบวนการเหล่านี้  มากกว่าจะสนับสนุนเรื่องเงินทุนสมทบ    แล้วรวบรวมสิ่งดีๆ เล็กๆเหล่านี้ทำให้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ   ความรู้เหล่านี้สำคัญมาก   เป็นความรู้ที่ไม่มีในตำรามาก่อน  หลายชุมชนต้องเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ เป็นอย่างยิ่ง  

ยกตัวอย่างเช่น    ธนาคารชาวบ้านแห่งหนึ่งสมาชิกเริ่มไม่จ่ายคืนเงินกู้ยืมไป    แทนที่สมาชิก หรือกรรมการธนาคารจะเดือดร้อน  แต่กลายเป็น  เจ้าหน้าที่ส่งเสริมเดือดร้อนแทน   สะท้อนถึงความไร้ซึ่งความรู้สึกความเป็นเจ้าของจากชุมชนเอง     

คำถามก็คือว่า   มีกลุ่มไหนบ้าง  เคยเจอปัญหาแบบนี้แล้วก้าวข้ามผ่านมาได้   ลองเล่าให้ฟังซิว่าทำอย่างไร   มีปัจจัยอะไรเป็นเงื่อนไขพิเศษบ้าง?   คงจะมีเป็นสิบ  เป็นร้อยเทคนิคทั่วประเทศให้ ธนาคารที่มีปัญหาได้เลือกเอาไปปรับใช้

ทำอย่างไร จะให้ความรู้ปฏิบัติ  ที่แฝงด้วยคุณธรรมดีอยู่ข้างใน  ถูกยกขึ้นมาเป็นคลังความรู้  ที่ชุมชนเข้าถึงง่าย   และ "คุณอำนวย" ใช้เอาไปเป็นบทเรียนในวิชา  การส่งเสริมองค์กรการเงินและสวัสดิการชุมชน ของชุมชนในหลากหลายบริบทได้